บทที่ 6 การเผชิญหน้าส่วนตัว
ฉินซูพยักหน้าอย่างว่าง่าย เพราะท่านแม่ได้กำชับเขาไว้ว่าให้เขาเชื่อฟังท่านพี่
“ทราบแล้วขอรับ หากข้าอ่านตำราจนเมื่อยล้าข้าจะไปหาท่านพี่ที่ห้อง… ท่านพี่ก็รีบกลับไปเถิด ข้าได้ยินแม่นมหลินบอกว่า ท่านพี่ป่วย เพิ่งหายดีอยู่ข้างนอกนานไม่ได้”
เมื่อฉินหยวนได้ยินเสี่ยวซูพูดจาฉลาดเกินวัยเช่นนี้ น้ำตาของนางก็แทบไหลรินออกมา นางยิ้มตอบรับก่อนจะพูดคุยกับฉินซูอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงให้ชิงเหอพยุงกลับเข้าห้องไป
“คุณหนู้าให้ข้าไปเด็ดดอกไม้มาเพิ่มหรือไม่เ้าคะ? ข้าได้ยินคนในสวนดอกไม้บอกว่า มีดอกไม้หลายดอกบานแล้ว ตอนข้าเดินผ่านมาก็เห็นดอกไม้บานสะพรั่งสวยงามมากเ้าค่ะ” แผลบนศีรษะของชิง เหอหายดีแล้ว เพราะท่านหมอรักษาให้นางเป็อย่างดีจึงไม่มีแผลเป็เหลืออยู่
“อากาศดีเช่นนี้ ข้าว่าพวกเราไปดูที่นั่นกันเถิด” ฉินหยวนยิ้มตอบตกลง ชิงเหอจึงรีบเตรียมเสื้อคลุมให้นางแล้วเรียกหงอวี้มาช่วยดูแลด้วยกัน
สวนดอกไม้ในจวนตระกูลฉินถือเป็สถานที่สำคัญ เพราะในยามปกติบรรดาอนุในจวนหาก้าดอกไม้สดก็จะมอบหมายให้ทางสวนเป็ผู้จัดหามาให้ แน่นอนว่าในฤดูกาลเช่นนี้ หาก้าชมดอกไม้ ก็จำเป็ต้องไปที่สวนดอกไม้แห่งนี้เท่านั้น เพราะตอนนี้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น จึงมีเพียงดอกไม้ในโรงเรือนเท่านั้นที่บานสะพรั่ง
ทว่าระหว่างทาง ฉินหยวนก็ได้พบกับอนุหลี่และฉินอิงที่ออกมาเดินเล่นเช่นกัน เมื่อมองจากสีหน้าอิ่มเอมของนางแล้ว คาดว่าเมื่อคืนฉินจงเจิ้งคงไปนอนกับนางมาอีกแล้ว คู่ชู้สาวไร้ยางอายนี้ช่างรังเกียจเสียจริง!
“เอ๋? นี่ไม่ใช่คุณหนูใหญ่หรอกหรือ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าป่วยอยู่หรือ?! เหตุใดจึงพยุงคุณหนูใหญ่ออกมาด้วยเช่นนี้ ถ้าติดลมหวัดอีกจะยุ่งยากเอานะ” อนุหลี่ร้องเสียงดัง แสดงท่าทีใอย่างเกินจริงพร้อมกับเอามือปิดปาก แล้วมองไปทางชิงเหอกับหงอวี้สองสาวรับใช้ด้วยสายตาตำหนิ
เมื่อฉินอิงเห็นฉินหยวนดวงตาของนางก็ฉายแววเย้ยหยันอย่างเปิดเผย เมื่อคืนท่านพ่อไปพักที่เรือนหยกอีกแล้ว เกียรตินี้มีเพียงท่านแม่ของนางเท่านั้นที่ได้รับ ต่อให้ภายหน้าฮูหยินกลับมา ตำแหน่งของท่านแม่ของนางก็ยังมั่นคงไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด
“ท่านแม่ เหตุใดจึงต้องไปสนใจนางด้วย นางอยากตายเอง พวกเราจะไปห้ามได้อย่างไร” ฉินอิงกลอกตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ฉินหยวนยิ้มอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายน้ำ แต่ทว่าสายตากลับคมดุจดาบกรีดลงบนใบหน้าของฉินอิง “การศึกษาของเ้าช่างดีขึ้นเรื่อย ๆ เสียจริง สมกับเป็ผู้ที่อนุหลี่เลี้ยงดูมา อุปนิสัยนั้นก็ไม่ต่างจากอนุหลี่เลย!”
“อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็บุตรของอนุภรรยา เ้าก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างบุตรของฮูหยินใหญ่กับบุตรของอนุภรรยา ข้าไม่อยากให้เ้าออกไปข้างนอกแล้วถูกผู้คนนินทาว่าเ้านั้นไร้มารยาท หรือบอกว่าเ้าเป็แค่หญิงงามแต่กลับไร้สมอง”
อนุหลี่และฉินอิงเมื่อได้ยินคำพูดของนางแล้วโกรธเป็อย่างมาก การแบ่งแยกระหว่างบุตรของฮูหยินใหญ่กับบุตรของอนุภรรยางั้นหรือ?!
บัดนี้ตระกูลไป๋ตกต่ำเช่นนี้แล้ว ยังจะมีเื่ดี ๆ อะไรให้สรรเสริญได้อีกเล่า! แต่เนื่องจากตอนนี้พวกนางยังอยู่ในลานกลางเรือน และมีข้ารับใช้จำนวนมากอยู่โดยรอบ
อนุหลี่จึงทำได้เพียงกลืนคำพูดเหล่านี้ลงไป ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนางก็แข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
“เมื่อฟังจากคำพูดของคุณหนูใหญ่แล้ว ฉินอิงก็เป็บุตรสาวของนายท่านฉินเช่นกัน คุณหนูใหญ่ด่าว่านางเช่นนี้ มิใช่เท่ากับด่านายท่านหรอกหรือ? หากเื่นี้ไปถึงหูของนายท่าน เกรงว่าคุณหนูใหญ่จะตำหนิเสียเอง เพราะเดิมทีท่านก็ไม่เป็ที่โปรดปรานของนายท่านอยู่แล้ว หากยังไปทำให้นายท่านโกรธอีก คุณหนูใหญ่จะเป็อย่างไรเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะไม่ใส่ใจแต่ก็ควรคำนึงถึงคุณชายน้อยด้วย!”
ฉินอิงเป็คนตรงไปตรงมา ทันทีที่อนุหลี่พูดจบ นางก็จ้องเขม็งไปที่ฉินหยวน “เ้ากล้าอย่างไรถึงพูดเช่นนี้ เ้ามันก็แค่คุณหนูขี้โรค!!” เดิมทีฉินอิงไม่ค่อยฉลาดอยู่แล้ว แต่ถึงจะไม่ฉลาดอย่างไร ความคิดของนางกลับชั่วร้ายยิ่งนัก ถึงแม้นางจะไม่ได้สืบทอดสติปัญญาจากท่านแม่ของนาง แต่ทว่าความโเี้เฉกเช่นเดียวกับอนุหลี่นางกลับได้รับมาเต็ม ๆ
อนุหลี่รีบรั้งลูกสาวเอาไว้ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลุดปากพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไป ถึงแม้ตอนนี้นางจะเป็ที่โปรดปราน แต่ฮูหยินก็ยังไม่ได้ถูกปลด
หากฮูหยินถูกปลดแล้ว นางก็จะกลายเป็อนุภรรยาที่นายท่านโปรดปรานมากที่สุด และในภายหน้านางก็จะมีอิทธิพลและอำนาจในจวนตระกูลฉินได้อย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม และคำพูดที่นางพูดไปเมื่อครู่นี้ก็เป็การพูดโดยรู้ว่าฉินหยวนไม่กล้าที่จะนำเื่นี้ไปบอกนายท่านอย่างแน่นอน
“ฉินอิงพูดจาไม่รู้ความเสียจริง คุณหนูใหญ่ก็มาชมดอกไม้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?! ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านไปด้วยกันเถิด” รอยยิ้มบนใบหน้าของอนุหลี่นั้นดูอ่อนโยนมากขึ้น สำหรับเด็กสาวผู้นี้นางย่อมมีวิธีเอาชนะอยู่แล้ว
แต่ฉินหยวนไม่เคยให้เกียรตินางเลย นางคือบุตรสาวของฮูหยินแห่งตระกูลฉิน ส่วนอนุหลี่เป็แค่อนุภรรยา จะมาทำเป็กร่างไปไย ยิ่งคำพูดของแม่นมหลิน ยิ่งตอกย้ำว่าอนุภรรยากับสาวใช้ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ดูอย่างอนุภรรยาคนอื่น ๆ ในตระกูลฉินเถิด พอไม่ได้รับความโปรดปรานจากฉินจงเจิ้งแล้ว ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนน
สำหรับบุตรสาวที่อนุภรรยาให้กำเนิดมานั้น ฉินจงเจิ้งก็ไม่ได้บกพร่องต่อการเลี้ยงดู เพราะอย่างไรเสีย บุตรสาวก็สามารถสร้างสัมพันธ์อันดีให้กับตระกูลผ่านการแต่งงานได้ หากบุตรสาวมีรูปโฉมงดงามก็ย่อมสามารถสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตระกูลฉินได้
ส่วนบุตรชายก็สามารถช่วยบิดาบริหารกิจการ หากมีรูปโฉมหล่อเหลายิ่งดีเพราะพวกเขาก็สามารถสร้างสัมพันธ์อันดีผ่านการแต่งงานได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าภรรยาที่ได้มานั้นอาจจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ที่งดงามนักก็ตาม
“ข้าว่าไม่ไปด้วยกันจะดีกว่า เพราะคนที่ไม่เหมือนกันจะไปชมดอกไม้ด้วยกันได้อย่างไรเล่า ข้าว่าเ้าไปอีกทางอื่นเถิด!” ขณะที่เอ่ยสายตาของฉินหยวนแสดงความเหยียดหยามอย่างชัดเจน ราวกับว่าอนุหลี่เป็เพียงแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว อนุหลี่ยังคงระลึกได้ว่าตัวเองนั้นเป็เพียงอนุภรรยา แต่ฉินหยวนรู้ดีว่าในไม่กี่วันข้างหน้านี้ อนุหลี่จะไม่คิดว่าตนเองเป็แค่อนุภรรยาอีกต่อไป นางจะกร่างไปทั่วราวกับเป็เต่าที่ไม่มีกระดอง
“ฮ่าฮ่า ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็จะไม่ฝืนแล้ว หวังว่าคุณหนูใหญ่จะเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้” อนุหลี่อดกลั้นกัดฟันจนพูดจบประโยคนี้แล้วก็พาฉินอิงเดินจากไปบนทางเดินเล็ก ๆ อีกเส้นหนึ่งด้วยความโกรธเคือง
เมื่อเห็นคนทั้งสองเดินจากไป หงอวี้ก็อดกังวลไม่ได้ กลัวว่าอนุหลี่จะไปฟ้องนายท่าน เพราะหากเป็เช่นนั้นจริงก็คงแย่แน่
“คุณหนู หากอนุหลี่ไปพูดใส่ร้ายคุณหนูต่อหน้านายท่าน จะทำอย่างไรดีเ้าคะ!” ชิงเหอกัดริมฝีปากพูดอย่างเป็กังวล
หงอวี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับโกรธเคืองอย่างชัดเจน นางพูดกับฉินหยวนว่า “คุณหนู พวกเราไม่กลัวพวกนางหรอกเ้าค่ะ คุณหนูเป็ถึงบุตรสาวคนโตของตระกูลฉิน ส่วนคุณหนูรองก็เป็แค่บุตรของอนุภรรยาเท่านั้น จะสูงศักดิ์เทียบเท่าคุณหนูได้อย่างไรกัน หากท่านย่าของคุณหนูยังอยู่ก็คงดี ถ้าท่านยังอยู่ คุณหนูคงไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้”