ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 287 : หลักการแห่งมรรคา

จารึกที่ 287 : หลักการแห่งมรรคา : วิถีเต๋าตอกหน้าสวรรค์


ผืนแผ่นดินเบื้องล่างแตกสลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมาประหนึ่งรอยแผลเป็นที่ถูกสลักไว้บนใบหน้าของทวีปหุบเขาต้องห้าม สถานที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่า ‘หุบเขาดาราดับ’ (หยวิ่นซิงกู่) ตำนานกล่าวขานว่ามันคือจุดที่ดวงดาราจากฟากฟ้าเบื้องบนร่วงหล่นลงมากระแทกผืนปฐพีในยุคบรรพกาล ก่อเกิดเป็นหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้งและเต็มไปด้วยอุกกาบาตหินที่แผ่กลิ่นอายกฎเกณฑ์อันหนักอึ้ง


บรรยากาศภายในหุบเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกโลหิตที่หนาทึบและเต็มไปด้วยแรงกดทับของมิติ ทว่าในยามนี้ ความน่าสะพรึงกลัวของธรรมชาติกลับเทียบไม่ได้กับรังสีสังหารและกลิ่นอายของการเข่นฆ่าที่กำลังปะทุเดือดอยู่ใจกลางหุบเหว!


กองทัพผู้พิทักษ์ศิลาในชุดเกราะสีทองอร่ามนับ 1000 ตัว กำลังจัดตั้งค่ายกลล้อมกรอบพื้นที่ส่วนลึกที่สุดของหุบเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ผู้พิทักษ์เหล่านี้ถูกหล่อหลอมจากโลหะวิญญาณชั้นเลิศและถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่ง 'วิหารเทพอนันตกาล' ร่างกายของพวกมันสลักลวดลายอักขระฟ้าที่ส่องประกายแสงสีทองบดบังความมืดมิด ศัสตราในมือของพวกมันอาบชโลมไปด้วยเลือดสีสดที่ยังคงหยดติ๋งลงบนพื้นหิน


วงล้อมที่บีบแคบลงเรื่อยๆ นั้น กำลังต้อนกลุ่มผู้ฝึกตนต่างถิ่นให้จนมุม!


ฉินมู่หลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แผ่นหลังของยอดกระบี่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกฟันจนเห็นกระดูก ทว่าเขายังคงฝืนยืนหยัดอยู่เบื้องหน้ามิตรสหาย กระบี่นิรันดร์ในมือสั่นระริก เจตจำนงกระบี่วิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าวที่เขาฝืนทะลวงขึ้นมา บัดนี้เริ่มริบหรี่ลงจากการปะทะกับผู้พิทักษ์ศิลานับ 1000 ตัวอย่างต่อเนื่อง


ด้านซ้ายของเขา เฟิงอี้หรานทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลที่เคยลุกโชนบัดนี้เหลือเพียงสะเก็ดไฟเล็กๆ ปราณแก่นทองคำในจุดตันเถียนของเขาเหือดแห้งจนแทบจะแตกสลาย ด้านขวาคือหลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋น สตรีทั้ง 2 มีใบหน้าที่ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษ ม่านพลังเหมันต์และรากไม้วิญญาณที่พวกนางกางขึ้นเพื่อปกป้องเฟิงหลิงเอ๋อร์และห่อผ้าที่บรรจุ 'พู่กันนิรันดร์' เกิดรอยแตกร้าวและพังทลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า

พวกเขาสู้ยิบตา ดิ้นรนฝ่าฟันแลกเลือดเนื้อมาตลอดเส้นทาง ทว่าขุมอำนาจของวิหารเทพอนันตกาลนั้นมหาศาลเกินไป!


ลอยตระหง่านอยู่เหนือกองทัพศิลาสีทอง คือร่างของบุรุษ 2 คนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทองคำ พวกมันคือ 'ผู้คุมกฎซ้ายและขวา' แห่งวิหารเทพอนันตกาล ยอดเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง ผู้เป็นดั่งตัวแทนของมรรคาแห่งสวรรค์ในทวีปแห่งนี้!


"ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์... พวกมนุษย์ต่างถิ่นผู้โง่เขลา"


ผู้คุมกฎซ้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าเปี่ยมไปด้วยแรงกดทับ นัยน์ตาที่หยิ่งยโสของมันทอดมองลงมายังกลุ่มสหาย "พวกเจ้าบังอาจขโมยสมบัติแห่งวัฏจักร 'พู่กันหสีดำ' ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา การกระทำของพวกเจ้าคือการฝืนของฟ้าดินแห่งนี้! วันนี้ สายเลือดและวิญญาณของพวกเจ้า จะต้องถูกชำระล้างด้วยดวงตาโลหิต!"


"สวรรค์บ้าบออันใดกัน!"


เฟิงอี้หรานถ่มเลือดสีคล้ำลงบนพื้นหิน ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "พวกเจ้ามันก็แค่ฝูงปลิงที่สูบเลือดสูบเนื้อผู้อื่น แล้วเอาคำว่าสวรรค์มาบังหน้า! หากเจ้านายของพู่กันนี้ยังอยู่ พวกเจ้าคงถูกเขาจับถลกหนังแล้วเอาชุดเกราะไปชั่งกิโลขายจนหมดตัวไปแล้ว!"


ผู้คุมกฎขวาหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุขึ้นจนมิติอากาศสั่นไหว "วาจาสามหาว! เจ้านายของพวกเจ้าที่ถูกกลืนกินหายไปในพายุพับมิติ ย่อมแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นธุลีไปแล้ว! กฎเกณฑ์แห่งวิหารเทพคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวในทวีปนี้! กองทัพผู้พิทักษ์... สังหารพวกมันให้หมด แล้วนำพู่กันนั่นมาให้ข้า!"


สิ้นคำบัญชา! ผู้พิทักษ์ศิลานับ 1000 ตัวก็เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า พวกมันง้างศัสตราวาววับ พุ่งทะยานเข้าหากลุ่มสหายประหนึ่งคลื่นยักษ์สีทองที่พร้อมจะบดขยี้เกาะแก่งให้จมมิด!


ฉินมู่หลางกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตวิญญาณลงบนใบกระบี่นิรันดร์! เขาเตรียมจะระเบิดเจตจำนงกระบี่เฮือกสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้สตรีทั้ง 3 หลบหนี แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณแตกซ่านก็ตาม!


ทว่า... ในเสี้ยวลมหายใจที่คมหอกสีทองกำลังจะทะลวงเข้าสู่เรือนร่างของพวกเขา!


มวลอากาศเบื้องบนน่านฟ้าของหุบเขาดาราดับ พลันเกิดการ 'พลิกผัน' อย่างรุนแรงประหนึ่งมีมหาเทพบรรพกาลกระชากผืนผ้าใบแห่งเอกภพให้ฉีกขาด!


"แควกกกกกกกกกกก!!!"


เสียงฉีกขาดของมิติอากาศที่ดังกัมปนาททะลวงโสตประสาท กลบเสียงโห่ร้องของกองทัพพิทักษ์ศิลาจนหมดสิ้น!


จากรอยแยกสีดำทมิฬบนฟากฟ้า... กลิ่นอายพลังที่ดิบเถื่อน เก่าแก่ และเปี่ยมไปด้วย 'ความว่างเปล่า' ที่พร้อมจะกลืนกินมวลอากาศ พุ่งทะลักลงมากดทับหุบเขาดาราดับประหนึ่งขุนเขาถล่ม!


"ก๊าซซซซซซซซซซซซ!!!"


เสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ทำให้สายเลือดของสิ่งมีชีวิตทุกรูปนามต้องสั่นสะท้าน ดังก้องกังวาน!


เงาดำทะมึนของ 'วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬ' พุ่งทะยานแหวกม่านมิติออกมา ปีกทั้ง 4 คู่ของมันบดบังแสงสว่างสีทองของวิหารเทพจนสิ้น! เบื้องหลังของมันคือ 'มหานาวาปราณแห่งสูญตา' ป้อมปราการโลหะสีดำที่ถูกเสริมเกราะโลหะวิญญาณมารจนดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เตาหลอมวิญญาณแผดเผาศิลาปราณจนเกิดเปลวเพลิงสีทองแดงพวยพุ่ง!


และบนหัวกะโหลกอสูรที่ทอดตัวอยู่ด้านหน้าสุดของเรือเหาะรบ... ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่สะบัดพลิ้วอย่างบ้าคลั่ง! แผ่นหลังของเขาตั้งตรงอหังการ นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายความละโมบและความโกรธเกรี้ยวขั้นสูงสุด!


"ใครบังอาจมาแตะต้องคนของข้า... บิดาจะริบวิญญาณมันและล้างโคตร!!!"


เสียงตวาดที่ดุดันและไร้ความปรานี ดังก้องสะท้อนไปทั่วทวีปหุบเขาต้องห้าม! มันคือเสียงที่เหล่าสหายคุ้นเคยและโหยหาที่สุด!

"ศิษย์น้อง!" ฉินมู่หลางเบิกตากว้าง ความปีติยินดีพุ่งพล่านในอกจนลืมเลือนความเจ็บปวด


"ไอ้บ้าจอมละโมบ... เจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่าทั้งน้ำตา


เฟิงหลิงเอ๋อร์และหลินชิงเสวี่ยเงยหน้ามองร่างที่คุ้นเคยบนฟากฟ้า หยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินอาบแก้ม ทว่าพวกนางก็ต้องลอบยิ้ม เมื่อได้ยินประโยคทวงหนี้อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง


ผู้คุมกฎซ้ายและขวาแห่งวิหารเทพอนันตกาล เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! พวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากบุรุษหนุ่มผู้นั้น มันคือระดับ 'วิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น' ทว่าความบริสุทธิ์และอำนาจกดข่มของมัน กลับลึกล้ำและมืดมิดจนวิถีฟ้าของพวกมันต้องสั่นสะท้าน!


"เจ้าเป็นผู้ใด! เหตุใดจึงครอบครองสัตว์อสูรบรรพกาล และมีกลิ่นอายที่ฝืนกฎเกณฑ์เช่นนี้!" ผู้คุมกฎซ้ายตวาดถาม รีดเค้นปราณวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางเข้าต้านทานแรงกดดัน


อาเจียไม่ได้ตอบคำถาม ชายหนุ่มเพียงแค่แสยะยิ้มที่ทำให้มิติอากาศรอบด้านเย็นเยียบลงจนอุณหภูมิติดลบ เขาสะบัดมือขวาเบาๆ!


"ไอ้นกกระจอก! เหยียบพวกมัน!"


วิหคอสูร 9 เศียรรับบัญชา! มันพับปีก ทิ้งร่างมหึมาของมันพุ่งดิ่งลงมากระแทกใส่กองทัพสีทองเบื้องล่างประหนึ่งอุกกาบาตมรณะ!


"ตูมมมมมมมมมมมมม!!!"


แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้ผู้พิทักษ์ศิลานับ 100 ตัวให้แหลกละเอียดเป็นเศษโลหะในพริบตา! คลื่นกระแทกซัดเอาผู้พิทักษ์ที่เหลือกระเด็นลอยละลิ่วไปชนหน้าผาจนพังทลาย วงล้อมที่เคยบีบรัดกลุ่มสหาย ถูกทำลายลงด้วยสรีระของอสูรบรรพกาล!


มหานาวาแห่งสูญตาร่อนลงจอดเบื้องหน้ามิตรสหายอย่างนุ่มนวล อาเจียกระโดดลงมาจากเรือเหาะ ก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง


ชายหนุ่มกวาดสายตามองบาดแผลฉกรรจ์บนร่างของมิตรสหายแต่ละคน นัยน์ตาสีเงินยวงที่เคยวาววับด้วยความงกและเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับฉายแวววูบไหวและเต็มไปด้วยรังสีสังหารที่ดำมืดที่สุด


"บาดเจ็บกันถ้วนหน้าเลยนะพวกเจ้า..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าผู้ที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่า นี่คือพายุที่กำลังก่อตัว "ใครอนุญาตให้พวกเจ้าเอาเลือดมาทิ้งเรี่ยราดเช่นนี้? เลือดแต่ละหยดของพวกเจ้า ต้องใช้โอสถบำรุงมาตั้งเท่าไหร่!"


"โถ่... ศิษย์พี่อาเจีย... พวกเราเกือบตายแล้วนะ ท่านยังจะห่วงเรื่องขาดทุนอีกหรือ..." เฟิงหลิงเอ๋อร์บุ้ยปาก ทว่าแววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น


"ข้าบอกแล้วไง... ข้าไม่ให้พวกเจ้าตาย! ใครที่บังอาจมาทำให้คนของข้าเจ็บและของๆ ข้าบุบสลาย มันต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด!"


อาเจียหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับผู้คุมกฎทั้ง 2 บนฟากฟ้า ร่างกายของเขาค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศธาตุโดยไม่ต้องใช้พาหนะหรือศัสตราวิเศษ! นี่คือสัญลักษณ์ของผู้ที่บรรลุวิญญาณแรกเริ่มอย่างแท้จริง ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศธาตุ!


"บังอาจ! สังหารข้ารับใช้ของวิหารเทพ โทษของเจ้าคือดึงวิญญาณส่งไปนรกหมื่นกัป!"


ผู้คุมกฎขวาเดือดดาล มันก้าวออกมาเบื้องหน้า 2 มือประสานอินอย่างรวดเร็ว รีดเค้นวิถีฟ้าที่สืบทอดมาจากดวงตาโลหิต!


"บัญชาสวรรค์... กรงล้อพิพากษา!"


ท้องฟ้าเบื้องบนพลันสว่างจ้า! อักขระสีทองนับ 1,000,000 ตัวควบแน่นกันกลายเป็น 'กรงล้อสีทองขนาดยักษ์' ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่า 1000 จั้ง! กรงล้อนี้หมุนวนอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกรอบการหมุน มันได้บดขยี้กฎเกณฑ์และเวลาในหุบเขาให้พังทลาย พลานุภาพของมันหนักอึ้งประหนึ่งต้องการจะบดขยี้ทั้งทวีปให้แหลกเป็นผุยผง!


นี่คือสุดยอดวิชาของเซียนวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง! พลังที่อวดอ้างว่าเป็นตัวแทนของสวรรค์!


"เจ้าฝืนกฏเกณฑ์ฟ้า... จงรับการชำระล้างจากสวรรค์ซะ!" ผู้คุมกฎทั้ง 2 ตวาดพร้อมกัน ชี้กรงล้อพิพากษาลงมายังอาเจีย!


ทว่า เบื้องหน้ากรงล้อที่สามารถทำลายล้างสวรรค์และปฐพี อาเจียกลับเพียงแค่นำมือทั้ง 2 ข้างไพล่หลัง ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและเย้ยหยัน


"สวรรค์? ลิขิตฟ้า? การชำระล้าง?" 


อาเจียเค้นเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วหุบเขา เสียงหัวเราะนั้นมิใช่ของคนพาล ทว่ามันคือเสียงของบุรุษที่มองทะลุถึงแก่นแท้ของความจอมปลอม!

"พวกเจ้า... ไอ้พวกขี้ขลาดที่ซ่อนตัวอยู่หลังคำว่า 'สวรรค์' เจ้าคิดว่าการนำเอาพลังงานก้อนใหญ่มาปั้นเป็นรูปกรงล้อ แล้วตั้งชื่อให้มันดูหรูหรา จะทำให้มันกลายเป็นลิขิตของฟ้าดินงั้นหรือ?"


ชายหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้า 1 ก้าวกลางอากาศธาตุ

พวกเจ้าอ้างโองการฟ้าเพื่อเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ช่างบาปหนายิ่งนัก..." พระเอกทอดถอนใจอย่างเวทนา 


"หลักการของพวกเจ้ามันช่างน่าสมเพช! สวรรค์ที่พวกเจ้าบูชา มันก็แค่ 'ตารางหมากรุก' ที่ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อกดขี่ขูดรีดผู้ที่อ่อนแอกว่า! พวกเจ้าอ้างว่าสวรรค์มีเมตตา ทว่าพวกเจ้ากลับอ้างกฎสวรรค์มารีดไถ  อ้างว่าสวรรค์เที่ยงธรรม ทว่าพวกเจ้ากลับสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อรักษาอำนาจ!"


อาเจียชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า รังสีแห่งความว่างเปล่าปะทุออกจากร่างประหนึ่งพายุหมุน!


"หากกฏสวรรค์คือของตารางหมากรุก... เช่นนั้นข้าก็จะลบตารางหมากรุกห่วยๆนั้นทิ้งซะ! แล้วริบเอาตัวหมากทั้งหมดมาเป็นสมบัติของข้า!"


นี้คือการเอาคืนโดยอ้างหลักการที่โอหัง ท้าทาย และตอกหน้าความจอมปลอมอ้างสวรรค์อย่างรุนแรงที่สุด! อาเจียไม่ได้ต้องการเป็นผู้เล่นหมากรุก ทว่าเขาต้องการล้มกระดานและยึดทรัพย์สินทั้งหมด! 


เมื่อกรงล้อพิพากษาอนันตกาลกดทับลงมาจนห่างจากศีรษะเพียงไม่กี่จั้ง!


"เนตรสูญตาขั้นที่ 3... ตื่นรู้!"


นัยน์ตาสีเงินยวงของอาเจีย พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง! ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกัน สัญลักษณ์ 'หลิง (零)' เปล่งประกายเจิดจ้า!


"เคล็ดวิชาดับสูญ... กลืนสวรรค์รังสรรค์ปฐพี!"


อาเจียไม่ได้ใช้ศัสตราวิเศษ ทว่าเขาจ้องมองทะลุเข้าไปในแก่นกลางของกรงล้อสีทอง พร้อมกับฝืนรีดเค้นพลังปราณวิญญาณแรกเริ่มเกือบ 7 ส่วนในร่าง พุ่งทะยานขึ้นไปปะทะ!


วูบ!


กรงล้อพิพากษาอนันตกาลที่หมุนวนด้วยพลังทำลายล้าง ทันทีที่ปะทะกับเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า มันพลัน 'หยุดชะงัก' อยู่กลางอากาศ!

ทว่าการหยุดยั้งวิชาระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง หาใช่งานง่ายดาย!


"อั้ก!"


อาเจียกระอักเลือดสีคล้ำออกมาคำโต ร่างของเขาสั่นสะท้านจากแรงสะท้อนกลับของพลังที่ห่างกัน 1 ขั้นย่อย ทว่าชายหนุ่มกัดฟันแน่น ฝืนอัดฉีดปราณแห่งสูญตาเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง!


อักขระฟ้าสีทองนับ 1,000,000 ตัวที่ประกอบเป็นกรงล้อ เริ่มบิดเบี้ยว หม่นหมอง และ 'สลายตัว' กลับกลายเป็นเพียงมวลพลังงานที่ไร้รูปร่าง! ความศักดิ์สิทธิ์และความเย่อหยิ่งของมันถูกลบล้างทิ้งไปอย่างสมบูรณ์แบบ!


"เป็นไปได้อย่างไร! วิชาของพวกเรา ถูกลบล้างโดยไม่ต้องใช้พลังธาตุต้านทาน!" ผู้คุมกฎทั้ง 2 เบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด เลือดลมตีกลับจนกระอักโลหิตออกมา! วิถีเต๋าของพวกมันกำลังพังทลายเมื่อต้องเผชิญกับอำนาจแห่งการดับสูญ!


"ข้าบอกแล้วไง... ว่าสมบัติที่สร้างจากพลังกฏลวงโลกพวกนี้... มันต้องถูกหลอมแปรสภาพให้มีมูลค่าเสียก่อน!"


อาเจียตวาดลั่น! ทารกวิญญาณสูญตาเปิดวงจรกลืนกิน!


มวลพลังงานสีทองที่ถูกลบล้างกฎเกณฑ์ พลันถูกดูดกลืนเข้าสู่อักขระมารที่สลักอยู่บนแขนขวาของอาเจีย! ชายหนุ่มใช้ความว่างเปล่าย่อยสลายพลังของศัตรู ก่อนจะบีบอัดมันให้กลายเป็น 'ปราณบริสุทธิ์' หล่อเลี้ยงจุดตันเถียนที่เพิ่งเหือดแห้งไปเมื่อครู่!


"อ๊ากกกก! พลังของพวกเรากำลังถูกมันสูบไป!"


ผู้คุมกฎทั้ง 2 พยายามจะตัดการเชื่อมต่อกับวิชาของตน ทว่าแรงดูดของอักขระสูญตานั้นป่าเถื่อนเกินกว่าที่พวกมันจะสะบัดหลุด! ปราณวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางถูกสูบหายไปกว่าครึ่งในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ!


"ในเมื่อพวกเจ้ามีเจตนาจะมาทำร้ายคนของข้าและจะขโมยทรัพย์สินของข้า... ก็จงเอาวิญญาณของพวกเจ้า มาจ่ายเป็นค่าทำขวัญซะ!"


อาเจียไม่รอให้พวกมันตั้งตัว! ชายหนุ่มก้าวล่วงมิติ ย่นระยะทางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังผู้คุมกฎซ้ายในชั่วพริบตา!


"ตาย!"


หมัดที่อัดแน่นไปด้วยความมืดมิดของอักขระสูญตาและอักขระมาร กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของผู้คุมกฎซ้าย!


"เปรี้ยงงงงงงงงง!"


กะโหลกศีรษะที่ถูกปกป้องด้วยพลังวิญญาณแรกเริ่ม แหลกละเอียดประหนึ่งแตงโมที่ถูกค้อนหินทุบ! ร่างของมันระเบิดออก ทารกวิญญาณแรกเริ่มพยายามจะหนี ทว่าอักขระมารบนแขนของอาเจียพุ่งตะปบและบีบขยี้มันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองปราณ ถูกจอมละโมบสูบกลืนเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม!


"ไม่!!! เดรัจฉานวิปริต! เจ้ากล้าสังหารผู้คุมกฎแห่งวิหารเทพ!"


ผู้คุมกฎขวากรีดร้องด้วยความหวาดผวาที่สุดในชีวิต! ความหยิ่งยโสในฐานะตัวแทนสวรรค์มลายหายไปสิ้น มันหันหลังกลับ รีดเค้นโลหิตวิญญาณเผาผลาญอายุขัยเพื่อพุ่งทะยานหนีตายสุดชีวิต!


"หนี? เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำธุรกิจกับองค์กรการกุศลอยู่หรืออย่างไร!"


อาเจียแค่นเสียงเย็นชา ชายหนุ่มยกแขนซ้ายขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางจรดกัน!


"พู่กันนิรันดร์!"


"วาบบบบบบบบ!"


จากห่อผ้าที่ฉินมู่หลางสะพายอยู่ พู่กันด้ามหินสีดำทมิฬพุ่งทะลวงผ้าใบออกมาด้วยความเร็วแสง! มันพุ่งตรงเข้าสู่อุ้งมือของเจ้านายที่แท้จริง!

อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ กรีดวาด 'อักขระสูญตา' ลงบนมิติอากาศเบื้องหน้า!


"บัญชาสูญตา... ตัดมรรคา!"


อักขระสีดำสนิทไร้รูปร่าง พุ่งแหวกอากาศธาตุด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจมองทัน! มันพุ่งทะลวงเข้าใส่แผ่นหลังของผู้คุมกฎขวาที่กำลังหนีตายอยู่ห่างออกไปหลายลี้!


"อึก...!"


ผู้คุมกฎขวาร่างกายกระตุกเกร็งกลางอากาศ! พริบตาที่อักขระสูญตาสัมผัสร่าง กฎเกณฑ์แห่งการเชื่อมต่อฟ้าดิน พลังวิญญาณแรกเริ่ม และวิถีเต๋าที่มันเพียรบำเพ็ญมาตลอดชีวิต พลันถูก 'ลบล้าง' และตัดขาดอย่างสมบูรณ์!


จากยอดเซียนระดับทวีป กลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลังในเสี้ยววินาที! ร่างที่สูญเสียพลัง ร่วงดิ่งลงจากท้องฟ้ากระแทกพื้นปฐพีดังกัมปนาท กระดูกแหลกละเอียดดิ้นทุรนทุรายรอความตาย


อาเจียร่อนตัวลงมายืนอยู่ข้างร่างของศัตรูที่หมดสภาพ ชายหนุ่มมิได้มีท่าทีเห็นใจ เขาก้มลงรูดแหวนมิติระดับอัญมณีสวรรค์ออกจากนิ้วของผู้คุมกฎขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปดึงแหวนมิติจากเศษซากศพของผู้คุมกฎซ้ายมาเก็บไว้ในสาบเสื้อ


"ผลประกอบการยอดเยี่ยม... สมกับเป็นขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่" อาเจียโยนแหวนมิติเดาะเล่นในมือ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง "แต่แค่นี้ยังไม่พอจ่ายค่าทำขวัญให้คนของข้าหรอกนะ..."


ชายหนุ่มหันกลับมาหากลุ่มสหายที่กำลังยืนอ้าปากค้างกับการกระทำอันดุดัน ป่าเถื่อน และละโมบที่หลอมรวมเป็นวิถีเต๋าอันสมบูรณ์แบบ!

"เตรียมตัวให้พร้อมมิตรสหายของข้า!" อาเจียประกาศก้อง นัยน์ตาสีเงินยวงจับจ้องไปยังทิศทางของวิหารเทพอนันตกาล


"เราจะไปปล้นวิหารของพวกมัน! เอาศิลาปราณของพวกมันมาปูเป็นทางเดิน และเอาสมบัติของพวกมันมาเป็นทุนรอน สวรรค์อาจจะตาบอด... แต่บัญชีหนี้สินของข้า สว่างไสวเสมอ!"


นี่คือการตอกหน้าสวรรค์ด้วยหลักการแห่งมรรคาที่วิปริตที่สุด! การรวมพลของกลุ่มสหายภายใต้การนำของราชันจอมงก ผู้ตื่นรู้ในความว่างเปล่า ได้เปิดฉากการล้างผลาญที่จะสั่นสะเทือนไปถึงดวงตาโลหิตเบื้องบนแล้ว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน