“ตึก...ตัก...”สวีหยางอี้ได้ยินกระทั่งเสียงหัวใจตัวเองดังอยู่ข้างหูตอนนี้ความรู้สึกเขาสับสนไปหมด ราวก้อนหินหนักอึ้งจมดิ่งลึกลงไป
ความแข็งแกร่ง...ของสิ่งนี้พอได้มาแล้ว ย่อมไม่มีใครอยากสูญเสียไป
และเขายิ่งไม่ยอมเสียมันไปเพราะความแค้นใหญ่หลวงที่ยังไม่ได้สะสางของตัวเองแน่ด้วยความช่วยเหลือขององค์กรทำให้ทุกคนในเทียนเต้าตามหามือสังหารเจอกันหมดแล้วจะมีก็แต่เขาเท่านั้นที่ยังไม่หาไม่เจอ เขาถึง้าความแข็งแกร่งมากกว่าใครทั้งนั้น!
ไร้ซึ่งคำตอบ สตินึกคิดทั้งหมดของเขาจมดิ่งลงอย่างสมบูรณ์และเข้าสู่ห้วงทะเลลมปราณของตัวเองทันที
ตรวจดูภายใน
ศีรษะ...หน้าอก...พลังจิตของเขามุ่งลงเบื้องล่างไปยังจุดทะเลลมปราณเขารู้แก่ใจดีว่าทะเลลมปราณมันพองขยายออกเองโดยที่เขาไม่อาจใช้พลังไปบังคับมันได้ เพราะทันทีที่เริ่มใช้พลังชีพจรเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับการะเิไปทุกที
การที่ชีพจรเสียหายยับเยินจนถึงขีดสุด มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ“คนพิการ”
จากคนที่เป็อันดับหนึ่งของสำนักเทียนเต้าเมืองอวี๋หยางกลายเป็คนพิการงั้นเหรอ
จากนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ มีอนาคตยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดต้องกลายเป็คนไม่สมประกอบงั้นเหรอ
จากนักฝึกตนที่ก้าวหน้าอย่างก้าวะโกลายเป็คนธรรมดางั้นเหรอ
เขาไม่ยอมแน่!
เห็นแล้ว...เขาเห็นสีขาวโพลนไกลสุดลูกหูลูกตา ลอยเคว้งราวสายหมอกเป็ไอราวแสงอาทิตย์รำไรลอดผ่านหมู่เมฆ...นั่นคือตำแหน่งทะเลลมปราณของเขาเองและเป็จุดพิฆาตที่นักฝึกตนต้องรักษาเท่าชีวิต!
“พรึ่บ!” ในชั่วขณะนั้นเองลำแสงสว่างสีทองก็ทะลุผ่านสายหมอกกลุ่มนั้นพาดผ่านมาตรงหน้าเขาเดิมทีมันควรจะเป็มหาสมุทรสีขาวที่ลึกลงไปกว่านี้แต่ตอนนี้มันกลับทำเอาพลังจิตของเขาได้แต่ตะลึงงันอยู่กับที่
“นี่มัน...”
เขากำหมัดแน่นถึงพอจะดับอาการหายใจติดขัดด้วยความตื่นตระหนกลงได้
ขั้นเลี่ยนชี่ หรือที่เรียกว่าขั้นหนิงชี่ เป็ขั้นดูดซับพลังปราณเข้าสู่ร่างกายแล้วหลอมรวมกันกลายเป็“มหาสมุทร” แห่งลมปราณ สื่อถึงมหาสมุทรสร้างโลกและโลกได้ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตส่วนขั้นจู้จี คือขั้นที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ขึ้นทว่าตอนนี้กลับมีกล่องเล็กๆ โคจรอยู่ในทะเลลมปราณเขา
กล่องนั้นหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงเป็พิเศษ ้ากล่องสลักลายดอกบัวไว้อย่างประณีตตรงขอบกล่องสลักสัญลักษณ์หรืออักขระที่ไม่เขาไม่รู้จักเลยสักนิดเอาไว้
ดอกบัวมีทั้งหมดห้ากลีบ ทว่ากลับมีแค่กลีบเดียวที่สลักสัญลักษณ์เอาไว้
มันเป็รูปคนที่มีลำตัวเป็มนุษย์มีศีรษะเป็เสือดาว กำลังสวมใส่ชุดผาว[1]ของคนโบราณทว่าเป็เพียงผ้าป่านธรรมดาๆ มือซ้ายถือม้วนตำราหยก ควบขี่อาชาไนยพันธุ์ดีที่มีหัวเป็หมูป่าแต่ลำตัวเป็ม้าด้วยท่านั่งขัดสมาธิแสนประหลาด
รูปนั้นมีขนาดหนึ่งในห้าส่วนของกล่อง อีกสี่ส่วนที่เหลือเป็ช่องแข็งๆที่บุไว้้าสี่ช่อง
กล่องใบนั้นเรียกได้ว่าเป็งานศิลปะชั้นดีทีเดียว ทว่ามันกลับมีแค่ครึ่งบนส่วนครึ่งล่างนั้นหายวับไปแล้ว
“หึ่งๆ...” ในวินาทีที่สวีหยางอี้เห็นมันชัดๆนั้นผืนทะเลลมปราณก็พลันสั่นะเืขึ้นมาในขณะเดียวกันก็มีแรงขุมหนึ่งพุ่งเข้ามาปะทะจนเขาแทบคุกเข่าลงไปกองกับพื้นโดยไม่ทันได้สังหรณ์ใจเลยสักนิด!
มันคือการบูชาต่อมิติที่สูงกว่าและสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังกว่าทั้งบริสุทธิ์ที่สุด...และดั้งเดิมที่สุด...
เพียงสัญลักษณ์ประจำเผ่าอันหนึ่งนั้นก็ทำเอาพลังจิตของเขาเหมือนกับใบไม้ร่วงโรยท่ามกลางพายุคลั่งถูกพัดปลิวหายไปในทันที!
เขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง กล่องเล็กๆ ใบนั้นก็สั่นขึ้นมาเบาๆและในวินาทีต่อมาก็พุ่งมาอยู่ตรงหน้าเขาทันที!
ในมิติความเป็จริง สวีหยางอี้กัดลิ้นตัวเอง เืสดๆพลันไหลออกมาที่มุมปาก ดวงตาแดงฉานของเขาเบิกโพลงขึ้นในทันที
เขาเข้าใจทุกอย่างในวินาทีนั้นเอง
เป้าหมายั้แ่แรกของมัน...ไม่ใช่ทะเลลมปราณอะไรหรอก! แต่เป็พลังจิตของเขาต่างหาก!
หากจะบอกว่าทะเลลมปราณคือรากฐานของการฝึกตนเช่นนั้นพลังจิต...ก็คือแก่นของการมีชีวิตอยู่!
หากเป็ทฤษฎีในอดีต มันก็คือิญญา รวมไปถึงความทรงจำและจิตใจของมนุษย์เป็ต้น แต่หากจะใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมันก็คือความยาวคลื่นอย่างหนึ่งที่เมื่อสูญเสียความยาวคลื่นชนิดนี้ไปแล้ว...
ต้องตายสถานเดียว!
ตอนนี้เขาคิดได้แล้ว ปีศาจงูตัวนั้นเองเกรงว่าจะรู้จุดนี้ตั้งนานแล้วเพราะอย่างนั้นปีศาจที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์นานตราบเท่าอายุขัยทั้งยังไม่ได้ก่อเื่วุ่นวายอะไรแบบนั้นพอทะเลลมปราณพองจนใกล้แตกถึงได้ไม่ใช้พลังจิตเข้าไป “ดูอาการ” ให้ตัวเองกล่องประหลาดใบนี้พองขยายสุดขีดอยู่ในทะเลลมปราณของมันก็เพื่อดึงดูดพลังจิตของฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามา “สำรวจ” เพราะเป้าหมายั้แ่แรกของมันก็คือพลังจิต!
“นี่มันตัวอะไรกันแน่!”ไม่เหลือเวลาคิดพิจารณาแม้แต่วินาทีเดียวเขารีบสั่งการไปที่พลังจิตของตัวเองให้รีบล่าถอยออกมาอย่างบ้าคลั่งหากไม่นับแสงแล้วความคิดเขาก็คงเป็สิ่งที่มีความเร็วสูงสุด ในทางทฤษฎีแล้ว ความเร็วของมันคือ...ไม่มีขีดจำกัด!
มันถึงขนาดยึดเอาจิติญญาของคนเป็เป้าหมาย...นี่มันยังเป็วัตถุอยู่งั้นเหรอ
เมื่อเทียบกับวัตถุแล้วมันออกจะคล้ายสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงเสียมากกว่า
ทว่าในตอนนี้ เขากัดฟันแน่น แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลง
ถูก “ปฏิเสธ” แล้ว
“คำสั่ง” จากสมองเขาส่งความคิดออกไปให้พลังจิต “ล่าถอย” ด้วยความเร็วแทบจะสูงสุดทว่าพอถึงทะเลลมปราณมันกลับถูก “ปฏิเสธ”
พลังจิต...ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าสมองเขาจะสั่งการอย่างไรแต่แก่นรากของพลังจิตที่จุดทะเลลมปราณก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ไอ้...ไอ้หน้าอ่อน นายเป็อะไรไป นาย...นายอย่าทำให้ฉันใสิ! นายเป็อะไรกันแน่” เมาปาเอ้อสะดุ้งวาบ มันคอยดูแลอยู่ข้างๆ เขาตลอดไม่กี่วินาทีก่อนหน้า สวีหยางอี้ยังดีๆ อยู่แท้ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยด้วยซ้ำทว่าเมื่อครู่นี้เอง อยู่ๆ ใจมันก็เต้น “ตุบๆ” อยู่พักหนึ่งอย่างไม่มีสาเหตุเหมือนกับเป็สัญญาณเตือนก่อนที่ภัยอันตรายจะมาเยือนจากนั้นก็เห็นสวีหยางอี้เหงื่อแตกพลั่กแล้วกระอักเื
สวีหยางอี้ไม่ได้ตอบเพียงเม้มริมฝีปากแน่น เพราะในขณะเดียวกันนั้นเองพลังจิตของเขาก็ชนโครมเข้ากับกล่องใบนั้น!
“ฟรึ่บ!” แสงสีทองวูบวาบ! สาดกระทบผืนทะเลลมปราณทั้งผืน ในชั่วขณะนั้นเองกระทั่งไอพลังปราณที่ลอยขึ้นก็ยังสงบลง!
“ไอ้หน้าอ่อน! ไอ้หน้าอ่อนนายเป็อะไร!” เมาปาเอ้อรีบโผเข้าไปหาทันทีสวีหยางอี้ที่อยู่ตรงหน้ามันนั้นไม่ยอมพูดอะไรสักคำเอาแต่กุมศีรษะก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น
ความเ็ปแสนสาหัส...มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว
มันเหมือนกับมีคนใช้มือยัดของเป็กองพะเนินมาใส่ในสมองความเ็ปแผ่ซ่านไปทุกอณูจนเขาคิดว่าหัวกำลังจะแตกเสียให้ได้
ราวกับมีสว่านนับจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาเจาะสมองเขา เขารู้สึกได้ตรงแกนกลางสมองซึ่งก็บอกไม่ถูกว่ามันคือตรงไหน แต่มันกลายเป็จุดศูนย์รวมความเ็ปไปแล้วแต่ในขณะเดียวกันคลื่นความเ็ปนั้นก็เหมือนกับตาข่ายที่แผ่ขยายไปถึงหนังหุ้มสมองชั้นนอกทั้งสมองเขาราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอย่างไรอย่างนั้น!
แต่ในขณะเดียวกันนั้นความเ็ปมหาศาลก็โถมเข้ามาในสมองเขาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับอักขระสีทองนับไม่ถ้วน
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไรแล้ว...หนึ่งนาที สิบนาที หรืออาจจะหนึ่งชั่วโมงความเ็ปทรมานนี้ถึงได้คลายลง
“ฮึก...ฮึก...” แผ่นอกเขากระเพื่อมขึ้นลงคล้ายถูกสูบลมเข้าไปความเ็ปสาหัสทำเอามือเขาผุดเหงื่อเย็นๆ ขึ้นมา เมาปาเอ้อหมอบอยู่ข้างเตียงมันร้อนรนเข้าไปดูอาการเขา “ไอ้...ไอ้หน้าอ่อน นายทำให้ฉันในะ...ครั้งแรกยังดีที่ฉันสังหรณ์ใจ แต่ครั้งที่สองไม่มีสัญญาณอะไรเลย...ฉันนึกว่านายจะจากไปทั้งอย่างนี้ซะอีก...นายยังไม่ได้ทำพินัยกรรมเลยนะ...ไม่เป็ไรใช่ไหม”
สวีหยางอี้กัดฟันแน่นพลางส่ายหน้าแล้วหลับตาลงในหัวเขาเ็ปทรมานราวถูกฉีกทึ้งจนเหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งร่างทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาร้องครวญครางเ็ป!
เขา “สแกน” ตัวเองทุกซอกทุกมุมทุกตารางนิ้ว ทั้งมือ หน้าอก ช่องท้อง แขนขาสมอง ทว่า...กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง!
เขาตรวจดูทะเลลมปราณอีกครั้ง ก่อนจะอดจะกัดฟันกรอดขึ้นไม่ได้
ครึ่งบนของกล่อง...ก็หายวับไปแล้ว!
ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน!
“พรึ่บ” ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงขึ้น หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้งเมื่อสแกนร่างกายก็ได้พิสูจน์แล้วว่าว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้นทั้งๆ ที่เมื่อครู่นี้มีบางอย่างจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาในหัวตัวเองแท้ๆแต่ตอนนี้กลับนึกอะไรไม่ออกสักอย่าง
หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง...ผ่านไปสามชั่วโมงเต็มๆ เขาถึงได้เอ่ยปากขึ้น
“ไม่เป็ไร”ความเ็ปในร่างกายที่โถมเข้ามาทำลายล้างอย่างกับพายุบรรเทาลงในที่สุดเขาถึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะมองเมาปาเอ้อด้วยสายตาลึกล้ำ“จำไว้ให้ดี เื่หลายวันนี้ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เป็อันขาด”
“ทำไม” เมาปาเอ้อเอ่ยอย่างร้อนใจ“ร่างกายนายเป็อย่างนี้แล้วจะไม่กลับไปตรวจดูที่เทียนเต้าหน่อยเหรอจะไม่ไปหาครูฝึกหารือแผนรับมือหรือไง”
“นั่นต้องหลังจากที่ฉันรู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรซะก่อน!” สวีหยางอี้เอ่ยอย่างหนักแน่น
เขาเม้มริมฝีปากที่เริ่มจะแห้งผาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“สิ่งที่คนเราขาดไม่ได้ก็คือรัศมีให้คนยกย่องและที่ขาดไม่ได้ยิ่งกว่านั้นก็คือความมืดมิดให้คนขนลุก”
“ประเทศหวาซย่าเป็หนึ่งในสี่ประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลกลุ่มแม่น้ำที่ทอดยาวมีประวัติศาสตร์หลายพันปีทิ้งปริศนาที่ยังไม่อาจไขไว้มากตั้งเท่าไร เมาปาเอ้อ...” เขาจ้องตาอีกฝ่าย“นายลองคิดดูว่าถ้ามีคนบอกว่านี่เป็จินตันโบราณอะไรสักอย่างเป็ของวิเศษล้ำเลิศที่สามารถจำเ้าของได้...ต่อให้มีกฎหมายควบคุม หรือต่อให้มันจะแค่“คล้าย” นายคิดว่าพวกที่แค่ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเตะก็เปิดอีกมิติหนึ่งได้กับพวกนักฝึกตนวัยไม้ใกล้ฝั่งจะคิดยังไง”
เมาปาเอ้อพลันชะงักไป
“ไม่ต้องเดา...” เขายิ้มเย็นๆ พลางเลียริมฝีปากตัวเอง“ต่อให้ฉันจะหนีไปซ่อนไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียว ฉันก็คงถูกตามหาชิ้นส่วนจนเจอภายในไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์แน่”
“การฝึกตน...เดิมทีก็เป็เื่ที่มนุษย์ทั้งหลายต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่แล้ว”เขาเอนตัวลงนอนมองเพดานพลางเอ่ยอย่างถอนใจ “ถ้าเวลานั้นมาถึงต่อให้ฉันต้องเสี่ยงอันตรายถึงขนาดต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ฉันก็คงต้องลงมือสังหารหมู่ไปตามระเบียบ”
เมาปาเอ้อกวาดสายตามองเขาแวบหนึ่ง“บางครั้งฉันก็ไม่รู้ว่านายเป็พระเอกหรือเป็ตัวร้ายกันแน่...ดูไปแล้วก็เหมือนจะเป็คนดีแต่ฉันก็มักจะรู้สึกว่านายมีบางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจซ่อนอยู่ในใจ”
“ฉันก็แค่นักปฏิบัตินิยม[2]” สวีหยางอี้เผยยิ้ม
“ไอ้หน้าอ่อน”เมาปาเอ้อยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นวางบนร่างของเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“แต่ว่า...ฉันว่านายรีบกลับไปทำเื่จบที่สาขาย่อยก่อนจะดีกว่านายเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าสาขาย่อยหมายถึงอะไร”
สวีหยางอี้กวาดสายตามองมันแวบหนึ่ง “ความจริง”
“ความจริงของโลก ความจริงที่ถูกกลบฝังไว้ด้วยประวัติศาสตร์และตำราความจริงที่สืบทอดมาแล้วหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คำมีเพียงหนทางการฝึกตนเท่านั้นที่จะทำให้มองเห็นโลกใบนี้ได้อย่างชัดเจน”
“งั้นนายเคยคิดบ้างไหมว่าสาขาย่อยเป็ยังไง”เมาปาเอ้อหย่อนบั้นท้ายอวบอ้วนลงนั่ง“ที่นั่นเป็กุญแจแห่งความจริง...กุญแจที่จะไขประตูไปสู่ความจริง...ฉันคิดว่ามีแค่การไปที่นั่นเท่านั้นถึงจะสามารถวิเคราะห์สาเหตุความเปลี่ยนแปลงของทะเลลมปราณนายได้ฉันไม่อยากให้อนาคตนายพังเพียงเพราะการคาดเดา”
“อนาคต...” สวีหยางอี้หรี่ตาลง “เทียบกับไม่มีชีวิตรอดนายคิดว่าอะไรมันแย่กว่ากัน”
ครั้นข้ามมาประเด็นสนทนานี้ เขาก็โบกไม้โบกมือ “ช่วยหยิบยาแก้ปวดมาที”
“ทำไมนายไม่กู้เงินจากตู้มหาสมบัติสักแสนหนึ่งมาซื้อขี้ผึ้งสมานแผลหยกดำ”เมาปาเอ้อหรี่ตาสุนัขของมันลง แล้วเอ่ยข้อเสนอสุดเย้ายวน “ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นไม่มันเยิ้ม สลายทุกความเ็ปไปในพริบตา”
“ถ้าฉันฟังไม่ผิด ผู้จัดการของตู้มหาสมบัติอยู่หน้าประตู” สวีหยางอี้ส่งเสียงหัวเราะเย็นๆ“อย่านึกว่าฉันไม่ได้ยิน...ตู้มหาสมบัติให้นายห้าพันแลกกับการให้ฉันใช้ยาของพวกเขา...จะได้ถือโอกาสยกระดับสินค้าของตู้มหาสมบัติในเมืองซานสุ่ย...ฉันแม่Xมีค่าแค่ห้าพันเองเหรอ”
เมาปาเอ้อมองสวีหยางอี้เสียอย่างกับเห็นพวกครึ่งผีครึ่งคนแต่พอได้ยินว่าเขาบอกว่าไม่เป็อะไรก็พลันเบิกบานขึ้นมาทว่าทันใดนั้นก็ยกอุ้งเท้าข้างหนึ่งขึ้นปิดปากด้วยความใ“ยังมีอาหารหมาสูตรเฉพาะของตู้มหาสมบัติด้วยนะ...แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น! ประเด็นก็คือนายรู้ได้ยังไง!”
“เขาเอะอะโวยวายอยู่หน้าประตูมาแปดรอบแล้ว...นายจะไปไม่ไป”สวีหยางอี้นวดขมับ เขาชักจะปวดตุบๆ ขึ้นมาทุกทีแล้ว
“เป็ไปไม่ได้!” นึกไม่ถึงว่าอยู่ๆเมาปาเอ้อจะะโโหยงขึ้นมาจ้องสวีหยางอี้ตาเขม็ง“ที่หน้าประตูไม่มีใครพูดอะไรสักหน่อย! ฉันกล้าสาบานได้!ถึงยังไงฉันก็เข้าขั้นเลี่ยนชี่ขั้นต้นแล้ว! และฉันก็เป็หมาการได้ยินการดมกลิ่นฉันไวกว่าคนตั้งเท่าไร! ถ้าจะสู้กันเื่การได้ยินการดมกลิ่นนายเหรอจะสู้ฉันได้! ขนาดฉันยังไม่ได้ยินนายจะมาได้ยินได้ยังไง!”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ชุดผาว คือ เสื้อคลุมตัวยาว
[2] ปฏิบัตินิยมเป็ทัศนะทางปรัชญาที่ให้ความสำคัญแก่ความรู้และความจริง