วันแต่งงาน่เช้า 6.00 น. ณ เรือนอัสนี
“ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า การเวียนปราณในการเกิดจะต้องเวียนขวา ในหนังสือบอกว่าเวียนซ้าย ดูท่าคงจะเคยถูกมารขโมยแล้วนำไปแก้อักษรรูนจากขวาเป็ซ้ายแน่นอน เอาละทำสมาธิตระหนักรู้ตามนี้ไปก่อนก็แล้วกัน” เทพเทพาคิดในใจ
ไม่นานนักก็ทะลวงขั้นที่ 10 ผ่าน ทำให้ตัวลอยสูงขึ้น เกิดพายุอัสนีคลุมร่างแล้วะเิออกมากลายเป็ปราณอัสนี หลอมรวมเข้ากับปราณอนันต์ เขาตั้งชื่อปราณที่เกิดใหม่นี้ว่า “ปราณอนันต์อัสนี”
เมื่อปราณทั้งสองหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกันสำเร็จก็ะเิออกมาทำลายเรือนอัสนีจนกลายเป็ฝุ่นหายไปในอากาศ หลงเหลือเพียงห้องกลอัสนี โชคดีที่ท่านมหาเทพจอมราชันได้แจ้งให้ทุกคนหลบออกมาหมดแล้ว แล้วใช้ตาข่ายสุริยะเทพกั้นไว้รอบๆเรือน เป็ทรงลูกบาศก์ ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบ ทั้งในอากาศ บนดิน ใต้ดิน จึงไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย
“ยินดีด้วยลูกผ่านขั้นเทพครึ่งก้าวระดับสิบแล้ว มีความสามารถใกล้เคียงเทพแท้มากๆแล้ว” เสียงดังมาจากกำไลโมรา์
“ขอบคุณท่านพ่อ” เทพเทพากล่าว
“เ้าเห็นหรือไม่ บัดนี้เรือนอัสนีได้หายไปในชั่วพลิบตา แต่เหตุไฉนห้องกลอัสนียังคงอยู่ปกติดี ไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน เ้าตระหนักรู้ต่อไป” เสียงดังมาจากกำไลโมรา์
“รับทราบ” เทพเทพากล่าวแล้วทำสมาธิตระหนักรู้ต่อไป
อีก 1 ชั่วยามถัดมา เริ่มตระหนักวิธีควบคุมพลังปราณอนันต์อัสนี ปราณชนิดนี้สามารถควบคุมจุดที่ทำลายล้างได้แบบละเอียด หากมีศัตรูมาเป็กลุ่มใหญ่ ก็สามารถปล่อยปราณไปแล้วเลือกฆ่าเพียง 10 คน ที่ตำแหน่งต่างๆในกลุ่ม โดยไม่กระทบคนอื่นๆเลย แม้จะยืนเบียดกันอยู่
ความเข้าใจได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้เขากำลังจะบรรลุเทพแท้ แต่สุดท้ายปราณโลกัณฑ์ ได้แว้งกัดเพราะเป็ปราณมารจึงไม่เข้ากับปราณเทพ และทะลวงเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว พลันเทพเทพาก็นึกถึงคัมภีร์เทพอัสนีย์ 5 บทสุดท้ายขึ้นมาได้ จึงเดินปราณอนันต์อัสนีตามคัมภีร์
แต่สุดท้ายหัวใจก็หยุดเต้นขาดใจตาย แต่บังเอิญปราณอนันต์อัสนีได้ไปกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นใหม่ทำให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้ง ปราณโลกัณฑ์ก็ทะลวงเส้นเืหัวใจไปอุดไว้ไม่ให้เืไหลเวียนเขาขาดใจตายลงไปอีก ปราณอนันต์อัสนีก็กระตุ้นหัวใจขึ้นมาใหม่ทำให้ฟื้นขึ้นมาอีก เหตุการนี้เกิดขึ้นติดๆกัน 3 รอบ สุดท้ายปราณอนันต์อัสนีก็หลอมรวมเข้ากับปราณโลกัณฑ์ได้สำเร็จ กลายเป็ปราณจอมเทพ และทะลวงขั้นเทพแท้ได้สำเร็จ
ร่างเทพาได้เปลี่ยนสภาพเป็ร่างเทพอัสนีย์ ร่างนี้ลักษณะเป็อากาศมีเมฆหมอกสีขาวปกคลุมโดยรอบ มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบและส่งเสียงกระหึ่ม เหมือนฝนจะตก มีพายุหมุนโดยรอบตัว เทพศาสตราที่อยู่ในมิติแห่งจิตได้ซึมซับร่างเทพา และหลุดออกมายืนงงอยู่ตรงหน้าร่างเทพอัสนีย์
“ในที่สุดเ้าก็ทำได้สำเร็จ ข้าหลับอยู่ในมิติแห่งจิตเ้าเพียงครู่เดียว สุดท้ายข้าก็ได้ออกมาเป็เทพดังเดิมแล้ว” เทพศาสตรากล่าว
“เ้าหลับเพราะถูกปราณมารข่มไว้ ในตอนนั้นเ้าเป็เพียงเศษเสี้ยวิญญาแห่งเทพ จึงมิอาจต้านทาน ปราณโลกัณฑ์ได้ เ้ากลับมาพิภพเทพ ข้ามีงานให้เ้าทำ” เสียงมหาเทพจอมราชันกล่าว
“รับทราบ” เทพศาสตรารับคำสั่ง
ผ่านไป 10 นาที ร่างกายก็ค่อยๆกลับคืนสภาพปกติ เป็มนุษย์รูปงามแต่ผิวพรรณดูจะสดใสละมุนขึ้นกว่าเดิม
“ยินดีกับเ้าด้วย เทพอัสนีย์” ร่างเงามหาเทพจอมราชันปรากฏขึ้น
“ขอบคุณท่านพ่อ” เทพเทพาซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็เทพอัสนีย์กล่าว
“บัดนี้ถึงเวลาที่เ้าจะต้องหลอมกำไลโมรา์เข้ากับร่างเทพอัสนีย์” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
ไม่รอช้าเทพอัสนีย์ได้ดึงกำไลโมรา์ออกมาจากมิติแห่งจิต กำไลลอยขึ้นสูงเหนือศรีษะเขาแล้วเขาก็หลับตารวมสมาธิส่งไปที่กำไล กำไลนั้นก็กลายเป็แสงสีทองระยิบระยับจำนวนมากมายลอยเข้ามายังส่วนต่างๆของร่างเทพอัสนีย์ จากนั้นก็ะเิพลังเป็แสงสีทองสว่างจ้า แต่ไม่แสบตาแม้แต่น้อย พร้อมกับลมปราณที่พุ่งไปทุกทิศทุกทาง แต่ส่วนใหญ่จะพุ่งขึ้นสู่้า จนเกิดฝุ่นตะหลบไปทั่ว มองไกลๆ ฝุ่นนี้เหมือนรูปดอกเห็ดกระจายตัวสูงขึ้นไปยังท้องฟ้า้า จากนั้นก็ปรากฏลำแสงเป็กิ่งก้านคล้ายฟ้าแลบ รอบๆฝุ่นนี้ บ้างก็มีสายฟ้าแลบผ่าลงมาเสียงดังสนั่น น่าคลั่นคล้ามยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆๆๆ เ้าลูกคนนี้ได้ดังใจข้าจริงๆ” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
เวลาผ่านไป 10 นาที ฝุ่นเริ่มจางทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพปกติ ภาพที่เห็นคือหลุมลึก 10 เมตร กว้าง 20 เมตร ตรงกลางหลุมมีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและผิวพรรณ สะอาดสะอ้านเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนี้มาก่อน
“เ้าลองใช้ดวงตาที่สาม ตรวจดูสิว่าใน่ที่เ้าฝึกอยู่มีใครเข้ามาบริเวณนี้หรือไม่” ร่างเงามหาเทพจอมราชันถาม
“มีมารระดับสูง น่าจะเข้ามาตามหาคัมภีร์ตายแล้วเกิด” เทพอัสนีย์กล่าว
“ถูกต้อง เ้ามองเห็นหน้ามารผู้นี้ไหม” ร่างเงามหาเทพจอมราชันถาม
“เห็นแต่ไม่ชัด” เทพสายฟ้ากล่าว
“เ้าคุกเข่าลงข้าจะแต่งตั้งเ้าเป็ผู้โลกภายในนี้” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
เทพสายฟ้าขึ้นจากหลุมมาคุกเข่าลงด้านหน้าร่างเงามหาเทพจอมราชัน
จากนั้นร่างเงามหาเทพจอมราชันได้ชักกระบี่เทพครองพิภพ ซึ่งเป็กระบี่เทพอาญาสิทธิ์ของาาแห่งพิภพเทพออกมา พลางแตะที่ไหล่ซ้ายและย้ายมาที่ไหลขวาแล้วนำไปแตะที่บนศรีษะเทพอัสนีย์ พลางกล่าวว่า “บัดนี้ข้าในนามาาแห่งพิภพเทพ ขอแต่งตั้งให้เทพอัสนีย์เป็มหาเทพ โลกภายในนี้ทั้งหมด และรั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในพิภพเทพสืบไป”
กล่าวจบก็มีสายฟ้าฟาดลงมายังกระบี่ กำเนิดปราณจอมเทพซึมซับเข้าไปภายในร่างเทพอัสนีย์ จากนั้นได้พระราชทาน “มุกอัสนี” หลอมเข้ากับร่างเทพอัสนีย์ ทำให้เกิดพลังที่สูงเกินผู้ใดในโลกภายในนี้จะคาดเดาได้
“พิธีการเสร็จแล้ว บัดนี้โลกใบนี้เ้าได้ชื่อว่าเป็เทพผู้สร้างและทำลายเช่นเดียวกับเทพอัสนีย์คนเก่า แต่พ่อรู้สึกได้ว่าพลังของเ้าตอนนี้มากกว่าพ่อในสมัยเป็เทพอัสนีย์เยอะมาก เ้าจงรู้จักใช้พลังอย่าให้กระทบผู้บริสุทธิ์ได้เชียวนะ” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“รับทราบ ลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง”
“ฮ่าๆๆๆ ดีๆๆ ไหนเ้าลองใช้ดวงตาที่สามดูอีกทีสิว่า มารผู้นั้นเป็ใคร” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“องค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร เขาผู้นี้ถ้าสู้กับลูกในตอนนี้ลูกยังไม่สามารถชนะเขาได้” เทพอัสนีย์กล่าว
“ใช่ และนี่ก็เป็สิ่งที่พ่อกังวล เ้าเห็นหน้าเขาชัดไหม” ร่างเงามหาเทพจอมราชันถาม
“ชัดเจนมาก แถมลูกยังสามารถเห็นทุกการเคลื่อนไหวั้แ่ก้าวแรกที่เข้ามาในโลกภายในนี้” เทพอัสนีย์กล่าว
“ดีๆๆ ถูกต้องในโลกภายในนี้ไม่มีใครจะล่วงรู้ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างได้เท่ากับเ้าอีกแล้ว เพราะตอนสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาพ่อได้ใส่ิญญาอัสนีซึ่งเป็ของวิเศษที่อยู่ในมุกอัสนี ของสองสิ่งนี้เชื่อมโยงและสื่อถึงกัน แถมิญญาอัสนีไม่มีรูปร่างและยังฟุ้งกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในโลกใบนี้ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นิญญาอัสนีก็จะซึมซับเอาไว้ทั้งหมด” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“ถ้าลูก้าทราบเหตุร้ายที่กำลังจะเกิด หรืออย่างน้อยกำลังเกิดขึ้น ต้องทำอย่างไร” เทพอัสนีย์ถาม
“ต้องพิจารณาวิถีธรรมไข่มุกอัสนี บนไข่มุกอัสนีมีอักษรรูนปรากฏอยู่ เมื่อไข่มุกอัสนีถูกหลอมรวมเข้ากับร่างเ้าแล้วอย่างในตอนนี้ เ้าก็แค่พิจารณาอักษรรูนไข่มุกอัสนีในวาระจิตเ้าเท่านั้น เมื่อใดที่เ้าตระหนักรู้จนแจ่มแจ้งแล้วจึงจะสามารถทำได้” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“ฐานนะลูกในโลกใบนี้คืออะไรกันแน่” เทพอัสนีย์ถาม
“เ้าคือเทพอัสนีย์ ฉายา “เทพผู้สร้างและทำลาย” ในโลกใบนี้เ้าเป็มหาเทพจอมราชันย์ผู้อยู่สูงสุด เ้าไม่สามารถก้มหัว คุกเข่า หรือคารวะใครได้ หากเ้าทำให้ใคร ผู้นั้นจะถูกสายอัสนีลงทัณฑ์ ความแรงของอัสนีนี้เ้าสามารถกำหนดได้ แต่ถ้าเ้าไม่กำหนดมันจะแรงที่สุดเท่ากับพลังสูงสุดที่เ้ามี ในโลกแห่งนี้เ้าคือาาผู้อยู่เหนือคนทั้งปวง ในพิภพเทพคือแม่ทัพใหญ่ มีอำนาจสั่งการเทพทั้งหลายรองจากองค์รัชทายาท แต่ตอนนี้ยังไม่มีองค์รัชทายาท เ้าก็เป็รองแค่พ่อคนเดียว” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“อยู่ๆลูกก็ตระหนักรู้วิธีการสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา ท่านพ่อลูกรู้สึกได้เมื่อสักครู่นี้” เทพอัสนีย์กล่าว
“ฮ่าๆๆ เ้าก็ลองสร้างตำหนักขึ้นมาสิ ที่นี่มันพังพินาศขนาดนี้แล้ว หรือเ้าจะไปสร้างพระราชวังอยู่ที่อื่นก็ย่อมได้นะ” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“ลูกทดลองสร้างที่นี่ก่อนดีกว่า ลูกว่าลูกยังมือใหม่สร้างสิ่งเล็กๆไปก่อนน่าจะดีกว่า” เทพอัสนีย์กล่าว
“ตามใจเ้า” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
ทันใดนั้นเทพอัสนีย์ก็จำลองภาพตำหนักทำจากแก้วใสขึ้นในวาระจิต จากนั้นเขาก็โบกมือ “พลันก็เกิดตำหนักแก้วขึ้นในฉับพลัน “ข้าตั้งชื่อว่า “ตำหนักรัตนอัสนี” แล้วกันนะท่านพ่อ” เทพอัสนีย์กล่าว
“ตามใจเ้า นี่ขนาดแค่ซ้อมมือนะ ตำหนักเ้ายังสวยขนาดนี้เชียว เอามาทำเรือนหอเลยน่าจะดีนะ” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“ท่านพ่อกล่าวชมลูกเกินไปแล้ว ลูกเองก็คิดจะนำมาเป็เรือนหอเช่นกัน” เทพอัสนีย์กล่าว
“โลกภายในนี้ยังมิได้ตั้งชื่อ เ้าคิดจะตั้งชื่อให้โลกภายในนี้ไหม” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“ให้ชื่อว่า “พิภพอัสนี” ได้ไหมท่านพ่อ” เทพอัสนีย์ถาม
“ดีๆๆพ่อเห็นด้วย งั้นต่อไปนี้โลกแห่งนี้มีนามว่า “พิภพอัสนี” ก็แล้วกันนะ เ้าต้องไปเข้าพิธีแต่งงานแล้ว ป่านนี้ทุกคนคงจะรอเ้าแย่แล้ว” ร่างเงามหาเทพจอมราชันกล่าว
“รับทราบ” เทพอัสนีย์กล่าว