ตอนที่ 14
จิณทอดสายตามองไปยังฝูงออร์คผิวเขียวที่กำลังบดขยี้กองอัศวินผู้รอดชีวิตอย่างเหี้ยมโหดเบื้องหน้า เืสีสดสาดกระเซ็นย้อมผืนทรายให้แดงฉาน
ร่างกายของพาลาดินสาวสั่นสะท้าน…มิใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยพลังมานาอันล้นปรี่ที่เพิ่งได้รับถ่ายทอดมาจากเซเวียร์เมื่อบ่ายวาน มันกำลังเดือดพล่านอยู่ในเส้นเื เรียกร้องให้ปลดปล่อยออกมาทำลายล้างความอยุติธรรมนี้
“พวกเราจะเข้าไปช่วยพวกเขาเดี๋ยวนี้!!” จิณะโก้อง เสียงคำรามของเธอเฉียบขาดดุจคมดาบ
อริสาพยักหน้ารับทันที ดวงตาสีมรกตฉายแววซุกซนราวกับเด็กที่เจอสนามเด็กเล่นใหม่ มือเรียวกระชับไม้เท้าเวทมนตร์คู่ใจแน่น
“ว้าว!! ดูท่าทางน่าสนุกจังเลยนะเนี่ย!!”
“ฮิๆๆ ในที่สุด!!” การ์เน็ตหัวเราะร่า ชูแขนขวาขึ้นฟ้า
ทันใดนั้นกลไกโลหะด้านหลังก็ทำงานเสียงดัง แกร๊ก!! ปลดปล่อยกระดานเหล็กสีดำทึบที่พ่นสีลายกราฟฟิตีสุดกวนออกมา
พลังงานสีฟ้าสว่างวาบขึ้นที่ใต้พื้นผิว พยุงให้มันลอยเหนือพื้นอย่างมั่นคง
“มาอาละวาดให้โลกจำกันเถอะพวกเรา!!” เธอะโพลางะโขึ้นเหยียบกระดานร่อนคู่ใจด้วยท่าทางบ้าดีเดือด
“โธ่เอ๊ยยย!! นี่ข้าต้องออกแรงแล้วเหรอเนี่ย!!” โฮมูระบ่นอุบอย่างจริตจะก้าน
แต่ท่วงท่ากลับขยับเตรียมพร้อมอย่างลื่นไหล เธอสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ ‘พัดเหล็กกล้า’ อาวุธสังหารที่ซ่อนอยู่ในรูปพัดกระดาษก็กางพรึบออกมา
“พวกอัศวินบื้อพวกนี้ไม่รู้จักดูแลตัวเองกันบ้างหรือไงจ๊ะ? รู้ไหมว่าผิวสวยๆ ของข้าแพ้แดดนะ…แต่ก็นะ ถ้าได้โชว์ลีลาเด็ดๆ ให้หนุ่มๆ แถวนี้ดูสักหน่อยก็คงไม่เลวร้ายหรอกมั้ง?”
ท่ามกลางเสียงโวยวาย เซเวียร์ยังคงยืนกอดอกกางขาด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์อย่างเหนือโลก เขาเหยียดยิ้มมุมปากมองดูฉากนองเืเบื้องหน้าด้วยสายตาเย้ยหยัน
สิ่งที่สะดุดในดวงตาของพาลาดินสาว…คือ ‘มหาศาสตราแห่งราชัน’ ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางหว่างขาของเขาอย่างอหังการ!!
มันชูชันอย่างน่าไม่อายราวกับเสาธงประจำชาติ ที่โบกสะบัดประกาศศักดาแห่งความเป็ชายอย่างโจ่งแจ้ง ต่อหน้าผู้หญิงทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
จิณหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ั์ตาสีฟ้าครามจับจ้องอย่างแข็งกร้าว แต่ถึงกระนั้น…เธอก็ไม่อาจละสายตาจากอาวุธที่ยังไม่เก็บเข้าฝักนั้นได้
“เ้าเคยให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็คมดาบฟาดฟันศัตรูให้…หากข้าร้องขอ!!” จิณทวงสัญญาเสียงสั่นเครือ ความทระนงในศักดิ์ศรีของเธอสั่นคลอนจากการที่ต้องตกเป็เบี้ยล่างของปีศาจผู้นี้
เซเวียร์หัวเราะในลำคอเสียงต่ำ
“หึๆ ถ้าเช่นนั้นก็ ‘อ้อนวอน’ ข้าสิ…หากเ้าปรารถนาจะกวัดแกว่งดาบเล่มนี้”
เขาจงใจเน้นคำว่า ‘อ้อนวอน’ ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าและคุกคาม ราวกับจะตอกย้ำสถานะความเป็ทาสทางจิติญญาให้สลักลึกลงในใจเธอ
จิณเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี พร้อมกับถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เธอจะไม่ยอมให้ความกวนประสาทของเซเวียร์บั่นทอนสติของตัวเองได้
“ชิ!! คำขอของข้ามีค่าเกินกว่าจะคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา” เธอเน้นคำพูดราวกับพ่นน้ำแข็งใส่หน้าเขา
อัศวินสาวสะบัดหน้าหนีทันที ก่อนจะออกวิ่งนำหน้าเพื่อนร่วมทีมพุ่งทะยานเข้าสู่สมรภูมิ
การ์เน็ตจ้องหน้าเซเวียร์แล้วแลบลิ้นใส่ ก่อนจะบิดตัวบังคับบอร์ดให้พุ่งออกไป
“ขอบใจนะยะที่ไม่มาแย่งความสนุกของพวกเรา!!”
เซเวียร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม รอยยิ้มเยาะจางลงเหลือเพียงความเรียบเฉยที่อ่านไม่ออก เขาเริ่มก้าวเท้าเดินตามไปอย่างเชื่องช้า…ราวกับาาที่กำลังเดินชมมหรสพอันน่าเบื่อหน่าย มากกว่าจะรีบร้อนเข้าไปกู้สถานการณ์
สี่สาวพุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบ…การ์เน็ตบนกระดานร่อนส่วนตัวคือคนแรกที่เข้าใกล้สมรภูมิ เธอเร่งความเร็วของกระดานร่อนจนแซงหน้าทุกคนไปอย่างบ้าคลั่ง
เสียงดนตรีจังหวะร็อกหนักหน่วงที่ดังกระหึ่มจากลำโพงซึ่งสะพายไว้กลางหลัง ราวกับเป็ท่วงทำนองส่วนตัวสำหรับการสังหารหมู่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
เธอไม่ได้สนใจยุทธวิธีใดๆ ทั้งสิ้น แต่ควบคุมกระดานร่อนให้เคลื่อนที่เป็วงกว้างอยู่เพียงรอบนอกสนามรบที่พวกออร์คกำลังตีโอบเหล่าอัศวิน
“วู้ววว!! ได้เวลาโชว์ความวายป่วงแล้ว!!” การ์เน็ตะโอย่างเริงร่า
หญิงสาวใช้ปืนพกคู่ที่เธอปรับแต่งจนรูปลักษณ์ดูประหลาดพิสดาร ไล่ยิงออร์คที่อยู่ขอบนอกไปทีละตัวอย่างแม่นยำและบ้าคลั่ง ราวกับกำลังเล่นเกมล่าแต้มที่ต้องทำลายศัตรูให้ได้จำนวนมากที่สุดในเวลาที่กำหนด
ปืนของเธอไม่ได้ยิงะุธรรมดา แต่เป็พลังงานความร้อนสูงที่แม้จะรุนแรงไม่พอจะเป่าหัวออร์คสวมเกราะหนาให้กระจุยในนัดเดียว แต่ก็มากพอที่จะหลอมละลายเกราะเหล็กของพวกมันให้ร้อนแดงจนิัไหม้พองส่งกลิ่นเหม็นไหม้
ออร์คหลายตัวที่กำลังมุ่งมั่นจะสังหารเหล่าอัศวินกลับต้องหยุดชะงักและร้องโหยหวนด้วยความเ็ปทรมาน พวกมันละทิ้งเหยื่อตรงหน้า และหันมาสนใจสาวคลั่งที่ไล่ยิงใส่พวกมันอย่างต่อเนื่อง
การ์เน็ตหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจเมื่อเห็นออร์คจำนวนมากถูกต้อนให้ล่าถอยออกมาจากแนวปะทะหลักอย่างไม่เป็ระเบียบ
เธอถ่ายน้ำหนักหมุนกระดานร่อนเป็วงแคบๆ และพุ่งตัวออกไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหอกและธนูที่พวกมันเริ่มระดมยิงใส่สวนกลับมา
“หึ!! ง่ายดายเกินไปหน่อยนะพวกหมาเขียว อย่างกะเป้านิ่งให้เด็กซ้อมมือเท่านั้นแหละ!!”
เธอะโเย้ยหยัน พลางยิงปืนพกคู่ไล่ต้อนพวกมันไปตามทิศทางที่เธอ้า
ขณะที่การ์เน็ตกำลังก่อกวนขอบสนามรบด้วยเทคโนโลยี เสียงกรีดร้องและเสียงโลหะกระทบกันยังคงดังระงม โฮมูระก็เคลื่อนไหวเข้าสู่ความชุลมุนด้วยท่วงท่าที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นินจาสาวไม่ได้อาศัยความเร็วบ้าคลั่งของเครื่องจักร แต่ใช้ความว่องไวอันสง่างามและจังหวะที่ยั่วยวน เธอถลาตัวเข้าใกล้แนวปะทะที่การ์เน็ตเปิดช่องว่างไว้
ร่างกายอวบอิ่มในชุดนินจาสีแดงเว้าสูงพลิ้วไหวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเผยให้เห็นผิวขาวเนียนวับๆ แวมๆ ที่ชวนให้ศัตรูเสียสมาธิ
“เอาล่ะ…ได้เวลาโชว์ลีลาให้พวกหมาป่าได้ดูแล้วสินะจ๊ะ?”
โฮมูระเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใส แต่แววตากลับแฝงความตื่นเต้นอย่างร้ายกาจ
มือเรียวของเธอสะบัดวูบเดียว พัดกระดาษอาวุธประจำตัวจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในมือราวกับเล่นกล พัดเหล่านี้ดูบอบบางไร้พิษสง แต่แท้จริงแล้วมันถูกอัดแน่นไปด้วยเวทมนตร์แห่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะปะทุ
พรึ่บ!! พรึ่บ!!
พัดกระดาษถูกซัดออกไปอย่างต่อเนื่องดุจพายุบุปผา เข้าปะทะตามร่างและใบหน้าของพวกออร์ค ทันทีที่ััเป้าหมาย พลังเวทที่อัดแน่นก็ะเิออก เปลี่ยนพัดกระดาษให้กลายเป็ลูกไฟที่ลุกโชน เผาผลาญทั้งตัวพัดและร่างเนื้อของศัตรูให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน!!
โฮมูระใช้ท่วงท่าที่ยั่วยวนเกินกว่าจะเป็การต่อสู้ ทุกการหลบหลีกคมดาบคือการบิดเอวสอบ สะบัดสะโพกกลมกลึง หรือการโค้งตัวลงต่ำอย่างช้าๆ ราวกับจงใจอวดเรือนร่างที่งดงามต่อหน้ามัจจุราช
พวกออร์คที่เห็นการเคลื่อนไหวของเธอถึงกับชะงักงันด้วยสัญชาตญาณดิบที่สับสน ระหว่างความหิวโหยในเนื้อสดและความกระหายในกามารมณ์
นินจาสาวหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นศัตรูยืนแข็งค้างราวกับถูกสาป เธอสะบัดข้อมือเสกพัดชุดใหม่ออกมาอย่างไม่รู้จบ ก่อนจะซัดออกไปอย่างรวดเร็ว พัดเพลิงพุ่งชนออร์คที่กำลังวิ่งหนี แล้วะเิเปลวไฟลามเลียไปทั่วร่าง สร้างความโกลาหลที่ไม่อาจหยุดยั้ง
“โอ๊ย!! งานนี้ต้องโชว์ให้สุดไปเลยสิคะ ไม่รักไม่หลงกันบ้างเลยเหรอจ๊ะ? ถ้าชอบ…ก็ต้องรีบติดสินบนกันหน่อยแล้วน้า”
โฮมูระะโอย่างร่าเริงขณะสะบัดพัดเพลิงชุดใหญ่พุ่งใส่จุดรวมกลุ่มของพวกออร์ค จนเกิดทะเลเพลิงลุกท่วมทำลายล้างเป็วงกว้าง ทำให้แนวรบของอัศวินคลายความกดดันลงทันที
ในขณะที่การ์เน็ตและโฮมูระกำลังสร้างความปั่นป่วนอยู่ด้านนอก จิณตัดสินใจพุ่งเข้าสู่ใจกลางสมรภูมิที่ความรุนแรงเข้มข้นที่สุด
พาลาดินสาวไม่สนใจการต่อสู้เล็กน้อยที่ขอบแนวรบ เธอพุ่งทะลวงเข้าสู่กลุ่มออร์คที่กำลังกระหน่ำโจมตีอัศวินผู้าเ็อย่างไม่ลดละ
ร่างกายในชุดเกราะบิกินีตัวจิ๋วที่เผยผิวขาวเนียนตัดกับความดิบเถื่อนของสนามรบ ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังมานาที่เปี่ยมล้นจากาาแวมไพร์เมื่อบ่ายวานนี้ มันรุนแรงและเดือดพล่านจนยากที่พวกออร์คจะตอบโต้ได้ทัน
มือขวาของจิณกำดาบศักดิ์สิทธิ์แน่น ตวัดสังหารออร์คที่ขวางหน้าอย่างเด็ดขาด คมดาบที่อาบไล้ด้วยแสงตัดคอและผ่าเกราะหนาของพวกมันราวกับตัดเต้าหู้ ทุกการจู่โจมคือการมอบความตาย
มือซ้ายของเธอถือโล่ั์ไว้มั่น เพื่อป้องกันหอกและกระบองที่ถูกเหวี่ยงใส่จากทุกทิศทาง เสียงโลหะปะทะโลหะดังสนั่นหวั่นไหวไม่หยุดหย่อน เธอเคลื่อนไหวเป็ดั่งป้อมปราการมนุษย์ที่แข็งแกร่งและดุดันที่สุดในเวลานี้
ในทุกจังหวะที่จิณตวัดดาบ เธอก็ร่ายเวทมนตร์แสงออกมาพร้อมกัน ละอองแสงสีทองสว่างจ้าก่อตัวเป็วงรอบตัวเธอในระยะประชิด คล้ายเป็รัศมีศักดิ์สิทธิ์ที่คอยพิทักษ์
พลังเวทเ่าั้มิได้มอบความอบอุ่น แต่มันคอยแผดเผาเนื้อหนังอันสกปรกโสมมของพวกออร์คที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขต ให้ไหม้เกรียมและเ็ปทรมานราวกับถูกราดด้วยน้ำกรดศักดิ์สิทธิ์
เธอสังหารศัตรูไปแล้วนับสิบ แต่ทันทีที่ออร์คตัวหนึ่งล้มลง ก็มีอีกสองถึงสามตัวพุ่งเข้ามาแทนที่อย่างบ้าคลั่ง พวกมันถาโถมมาจากทุกทิศทางเหมือนฝูงแมลงร้ายที่ไม่มีวันหมดสิ้น
ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจของจิณ เกียรติยศที่กลับมาเพียงชั่วครู่กำลังถูกบดขยี้ด้วยจำนวนศัตรูอันไร้เหตุผล
“ไม่หมดสักที…พวกมันเยอะเกินไปแล้ว!!”
จิณคำรามด้วยความหงุดหงิด พลางแทงดาบทะลุเกราะอกของออร์คตัวหนึ่งจนมิดด้าม
เสียงหายใจของเธอเริ่มติดขัด เหงื่อไคลไหลอาบไปทั่วร่าง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปด้านหลังอย่างรีบร้อน
“อริสา!! มาถึงหรือยัง!? ข้า้าเวทมนตร์ทำลายล้างวงกว้างเดี๋ยวนี้!!”
ขณะที่เสียงดาบศักดิ์สิทธิ์ของจิณกระทบเกราะดังสนั่นหวั่นไหวจากใจกลางสมรภูมิ อริสากลับมีสภาพไม่ต่างจากดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาและใกล้จะหมดสติ เรี่ยวแรงของเธอเหือดหายไปจนสิ้นั้แ่การเดินทางฝ่าเปลวแดด
จีโอแมนเซอร์สาวไม่ได้ร่ายเวทมนตร์โจมตีวงกว้างตามคำร้องขอของจิณ เพราะลำพังแค่จะยืนให้ไหวยังยากเต็มที
เธอใช้ไม้เท้าวิเศษคู่ใจต่างไม้เท้าค้ำยัน ถ่อลากสังขารคืบตามมาอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความทุลักทุเลและใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ
ท่าทางของเธอนั้นเชื่องช้าเสียจนกระทั่งเซเวียร์ที่เดินตามมาอย่างไม่เร่งรีบ ราวกับราชสีห์ที่กำลังเดินชมสวนหลังบ้านยังตามมาทัน
าาแวมไพร์ยืนหยุดนิ่งอยู่เื้ัเงาร่างที่อ่อนปวกเปียกของหญิงสาว ดวงตาสีแดงฉานทอดมองอาการของเธอด้วยความขบขันระคนเหยียดหยาม
“โอ้โห…แม่สาวน้อย…นี่เ้ากำลังพยายามจะไต่ขึ้นบันได์ หรือกำลังตะเกียกตะกายคลานลงสู่นรกกันแน่?”
เซเวียร์เอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของปีศาจร้าย
“สภาพเ้าช่างน่าสมเพชเสียจริง…ดูเหมือนว่าร่างกายที่บอบบางของจอมเวทอย่างเ้า จะทนรับภาระการเดินทางไกลโดยไร้พลังเวทหล่อเลี้ยงไม่ไหวเสียแล้วสินะ”
อริสาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความอับอาย ริมฝีปากแห้งผากอ้าค้าง พยายามจะกอบโกยอากาศเข้าปอด แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงหอบหายใจที่ขาดห้วง
เซเวียร์แสยะยิ้มร้ายกาจ มือหนาของเขายื่นเข้ามาเชยคางที่ซีดเผือดของเธอให้เชิดขึ้น
“ไหนบอกข้าสิ…เ้าอยากจะเติมพลังไหม? ข้าคงไม่อยากเห็นสมบัติชิ้นงามต้องมาแห้งตายกลายเป็ปุ๋ยอยู่กลางทุ่งหญ้านี่หรอกนะ”
อริสาไม่ได้เข้าใจความหมายแฝงของคำว่า ‘เติมพลัง’ อย่างถ่องแท้ แต่เมื่อความเหนื่อยล้าและความตายเข้าคุกคามถึงขีดสุด หญิงสาวที่สติเริ่มพร่าเลือนก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็ฟางเส้นสุดท้ายได้อีกต่อไป
เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ ดวงตาสีมรกตปรือปรอยไปด้วยหยาดน้ำตา
“ดะ…ได้โปรด…ข้าจะไม่ไหวแล้ว”
เซเวียร์หัวเราะในลำคอด้วยความพึงพอใจในชัยชนะ
“ดีมาก…สัตว์เลี้ยงที่ดีจะต้องรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง”
สิ้นเสียงนั้น เขาช้อนร่างของอริสาขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ จีโอแมนเซอร์สาวไม่ได้ถูกอุ้มแบบทะนุถนอม แต่ถูกรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดกับแผงอกเปลือยเปล่าของาาแวมไพร์อย่างหยาบกระด้าง
อริสาอุทานเสียงหลงเมื่อทรวงอกนุ่มหยุ่นของเธอถูกบดเบียดเข้ากับกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดุจหินผาของเขา
ก่อนที่อริสาจะได้ทันประมวลผลถึงความวาบหวามที่เพิ่งเกิดขึ้น ริมฝีปากของเซเวียร์ก็ฉกวูบลงมาปิดปากเธออย่างรุนแรงและแม่นยำ
การจูบนั้นมิได้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนหวานซึ้ง แต่เต็มไปด้วยการครอบงำที่เ็าและหนักหน่วง
แวมไพร์หนุ่มกดจูบให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนผ่าวรุกรานแทรกผ่านริมฝีปากเข้าไปสู่โพรงปากของอริสาอย่างดุดัน ตักตวงความหวานล้ำอย่างจาบจ้วงราวกับผู้หิวกระหาย
“อื๊อออ~”
อริสาครางประท้วงในลำคอ แต่เรี่ยวแรงที่น้อยนิดกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น รสััที่รุกรานเข้ามายังไม่ได้มอบพลังเวทใดๆ ให้ แต่มันกลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นเพริด
ความวาบหวามแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนสมองขาวโพลน ลืมสิ้นถึงความเหนื่อยล้า ลืมสิ้นถึงาเบื้องหน้า…เหลือเพียงความเคลิบเคลิ้มมัวเมา ที่ทำให้แขนขาของเธออ่อนระทวย และยอมจำนนอยู่ในอ้อมกอดของาาปีศาจอย่างไม่อาจขัดขืน
เซเวียร์ถอนริมฝีปากออกมาช้าๆ ทิ้งสายใยน้ำหวานเชื่อมโยงระหว่างกัน เขาจ้องมองใบหน้าที่แดงซ่านและดวงตาที่ฉ่ำปรือของหญิงสาวด้วยความพึงพอใจ
“นี่เป็แค่การเรียกน้ำย่อยเท่านั้น…”
เขากระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู
“ของจริงที่จะเติมเต็มเ้าจนล้นปรี่…มันต่อจากนี้ต่างหาก”