จารึกที่ 111 : ก้าวแรกสู่หมอกลวงตา : กลยุทธ์ของคนขี้เกียจ
เมื่อดวงตะวันตรงศีรษะ แต่ไม่อาจส่องทะลุหมอกหนา
ณ ชายป่าหมอกลวงตา ด้านหลังสำนักหมึกวารี
ทันทีที่เสียงระฆังเริ่มการสอบดังกังวานก้องหุบเขา เหล่าศิษย์นับพันคนต่างพากันพุ่งทะยานเข้าสู่แนวป่าอันมืดมิดราวกับฝูงผึ้งแตกรัง เสียงโห่ร้องและเสียงฝีเท้าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ฝุ่นตลบอบอวลจนมองแทบไม่เห็นทาง
เป้าหมายของทุกคนคือ 'การชิงความได้เปรียบ' รีบเข้าไปหาป้ายคำสั่งให้ได้ก่อนใคร หรือไม่ก็รีบหาที่ซ่อนตัวเพื่อดักซุ่มโจมตี
แต่ทว่า... ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
อาเจีย ยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้า มองดูแผ่นหลังของผู้เข้าสอบคนสุดท้ายหายลับไปในสายหมอกอย่างใจเย็น เขายกมือขึ้นป้องปากหาวหวอดใหญ่
"รีบร้อนกันไปทำไม... ของดีน่ะ มักจะมาทีหลังเสมอ"
"เจ้านี่มันจอมอู้จริงๆ!" เสียงแหลมเล็กของ เฟิงหลิงเอ๋อร์ ดังขึ้นขัดจังหวะการหาวของเขา
นางยืนเท้าสะเอว มองอาเจียด้วยสายตาเหยียดหยามสุดขีด
"ท่านพี่! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ? จะให้ข้าร่วมทีมกับ 'ศิษย์สายนอก' ที่วันๆ เอาแต่ปลูกผักกับขายของเนี่ยนะ? เขาจะมาเป็นตัวถ่วงพวกเราเสียเปล่าๆ สู้จ้างศิษย์สายในระดับสูงมาคุ้มกันไม่ดีกว่าหรือ?"
เฟิงอี้หรานยิ้มมุมปาก ส่ายนิ้วเบาๆ อย่างใจเย็น
"จุ๊ๆ... น้องพี่ เจ้ายังเด็กนัก บางครั้ง 'ความงก' ก็เป็นแรงผลักดันที่น่ากลัวกว่าพลังปราณเสียอีก... คอยดูเถอะ เจ้าหมอนี่ใช้งานคุ้มค่าจ้างแน่นอน... จริงไหมสหายอาเจีย?"
อาเจียฉีกยิ้มการค้า "แน่นอนขอรับ! คุณหนูเฟิงโปรดวางใจ อาเจียผู้นี้รับงานแล้วไม่เคยทำให้ผิดหวัง... ว่าแต่เราแยกกันตรงนี้ตามแผนเลยนะขอรับ? ข้าขอเวลาเตรียม 'อาวุธลับ' สักครู่ แล้วจะตามไปสมทบที่จุดนัดพบ"
"เชิญตามสบาย..." เฟิงอี้หรานพยักหน้า ก่อนจะลากน้องสาวที่ยังทำหน้ามุ่ยเดินเข้าป่าไป "ไปกันเถอะหลิงเอ๋อร์ ปล่อยให้มืออาชีพเขาทำงานของเขาไป"
เมื่อสองพี่น้องลับสายตาไปแล้ว อาเจียก็เปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเป็นเคร่งขรึมทันที
"หมอกลวงตานี้มีส่วนผสมของอักขระธาตุน้ำและลม..." อาเจียพึมพำ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้วยความรู้ที่ได้จากป้ายหอคัมภีร์ชั้นกลาง "มันจะบิดเบือนทิศทางและเสียง ทำให้คนที่รีบวิ่งเข้าไปหลงทางและแยกออกจากกลุ่มได้ง่าย... ซึ่งนั่นแหละ คือเวลาทำเงินของข้า"
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ แล้ว อาเจียก็เดินเนิบนาบเข้าสู่ป่าหมอก ไม่ใช่ทางด่านหลักที่คนแห่กันไป แต่เป็นทางรกชัฏด้านข้างที่ดูเงียบสงบกว่า
เมื่อเดินเข้ามาลึกพอสมควร บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป ความเย็นยะเยือกเกาะกุมผิวหนัง หมอกสีขาวขุ่นหนาทึบจนมองเห็นระยะทางได้ไม่เกินสามก้าว
อาเจียหยุดเดินที่โคนต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่มีรากขดกันเป็นโพรง เขาตรวจสอบความปลอดภัยรอบด้าน ก่อนจะมุดเข้าไปนั่งขัดสมาธิอยู่ในโพรงไม้นั้นอย่างสบายอารมณ์
"เอาล่ะ... เริ่มงานกันเถอะ"
เขาล้วงหยิบ 'แท่งหยกดำ' ออกมาจากอกเสื้อ แล้วถ่ายเทลมปราณลงไปเบาๆ
วูบ!
แสงสีดำจางๆ เรืองรองขึ้นที่แท่งหยก พร้อมกับที่ 'กล่องสัมภาระ' (ที่เขาแบกมาด้วย) ด้านนอกโพรงไม้เปิดออก
ตึง!
ร่างของ เจ้าสัว (หุ่นเชิดหยกทมิฬ) ก้าวออกมาจากกล่อง มันยืนนิ่งรอคำสั่ง ดวงตาสีทองอำพันส่องแสงวาวโรจน์ทะลุสายหมอก ผิวหยกทมิฬที่ได้รับการผสาน 'หัวใจศิลา' ดูมันวาวและแผ่รังสีแห่งความแข็งแกร่งออกมามากกว่าเดิม
"วิชาหุ่นเชิดบรรพกาล : จิตไร้ลักษณ์... เชื่อมต่อ!"
อาเจียหลับตาลง จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาพุ่งผ่านแท่งหยกดำ เข้าไปสิงสถิตอยู่ในร่างของเจ้าสัว
ทันใดนั้น มุมมองของอาเจียก็เปลี่ยนไป...
เขาไม่ได้มองเห็นจากโพรงไม้อีกแล้ว แต่เขากำลังมองเห็นโลกผ่านดวงตาสูงสามวาของเจ้าสัว! หมอกที่เคยหนาทึบ กลับดูจางลงเมื่อมองผ่านเนตรศิลาที่จับความร้อนและแรงสั่นสะเทือนได้
"โฮ่... ชัดแจ๋วระดับสี่มิติ!" อาเจีย (ในร่างเจ้าสัว) ยกมือหินขึ้นมาขยับดู "แถมยังรู้สึกเบาสบาย ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย... นี่มันสุดยอดนวัตกรรมแห่งความขี้เกียจ!"
ที่ไหล่ของเจ้าสัว เจ้าถุงเงิน (แมงมุมทมิฬ) ไต่ขึ้นมาเกาะอย่างรู้หน้าที่ มันทำจมูกฟุดฟิด หนวดสั่นระริกเพื่อดมกลิ่น 'อายวิญญาณ' ที่แผ่ออกมาจากป้ายคำสั่ง
จี๊ด! (ทางขวา! ห้าสิบก้าว!)
"จัดไปลูกพ่อ!"
ร่างหินของเจ้าสัวพุ่งทะยานออกไปในป่าหมอกด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ดัง ตึง! ตึง! ตึง! ราวกับสัตว์อสูรบุก
...
ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ศิษย์สายนอกสามคนกำลังรุมล้อมศิษย์อีกคนหนึ่งเพื่อแย่งชิงป้ายคำสั่งที่เพิ่งค้นเจอ
"ส่งป้ายมาซะดีๆ! เจ้าสู้พวกข้าสามคนไม่ไหวหรอก!" หัวโจกกลุ่มตะคอก
"ฝันไปเถอะ!" เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกำป้ายแน่น เตรียมสู้ตาย
แต่ในขณะที่กำลังจะปะทะกันนั้น...
ครืน...
พื้นดินสั่นสะเทือน ทุกคนชะงัก หันไปมองทางต้นเสียง
เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอก ดวงตาสีทองสองดวงลอยเด่นอยู่เหนือหัวพวกเขา
"นั่นมันตัวอะไร!?"
"สัตว์อสูรหมีศิลาเหรอ!?"
เจ้าสัว ก้าวออกมาจากหมอก ยืนตระหง่านค้ำหัวพวกเขา มันไม่ได้พูดอะไร (เพราะพูดไม่ได้) แต่ยื่นมือหินขนาดยักษ์ออกมา แบมือกระดิกนิ้วยิกๆ เป็นสัญลักษณ์สากลว่า... 'ส่งของมา'
"มัน... มันจะเอาป้าย!" หัวโจกกัดฟัน "รุมมันเลย! มันแค่ตัวเดียว!"
ศิษย์ทั้งสามคนระดมยิงพลังฝ่ามือและอาวุธใส่เจ้าสัว
เปรี้ยง! ปัง! ฉึก!
ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย... แต่เมื่อจางลง เจ้าสัวยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ตามตัวมีเพียงรอยถลอกเล็กน้อย ผิวหยกทมิฬสะท้อนแสงวาววับราวกับจะเยาะเย้ย
"บ้าน่า... ไม่ระคายผิวเลยเหรอ?"
อาเจีย (ที่นั่งจิบชาอยู่ในโพรงไม้ไกลออกไป) แสยะยิ้ม
"คิดจะเจาะเกราะ 'หัวใจศิลา' ด้วยดาบราคาถูกงั้นรึ? ฝันไปเถอะ!"
เขาขยับนิ้วสั่งการ
"เจ้าสัว... สั่งสอนเด็กดื้อหน่อย แต่อย่าให้ถึงตายนะ เดี๋ยวโดนตัดสิทธิ์"
วูบ!
เจ้าสัวเคลื่อนไหววูบวาบหายไปจากสายตา ก่อนจะโผล่มาด้านหลังหัวโจก แล้วใช้ 'ดีดนิ้ว' (ที่ดีดทีเดียวคนปลิว) ดีดเข้าที่กลางหลัง
ผัวะ!
ร่างของหัวโจกลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้ สลบเหมือดคาที่
อีกสองคนที่เหลือหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ รีบโยนป้ายคำสั่งลงพื้นแล้ววิ่งหนีป่าราบ
"ปีศาจ! ปีศาจหินบุก!"
เจ้าสัวก้มลงเก็บป้ายคำสั่งขึ้นมาอย่างนิ่มนวล แล้วส่งให้เจ้าถุงเงินเก็บใส่กระเป๋าหน้าท้อง ก่อนจะหันไปมองเหยื่อรายแรกที่ยืนตัวสั่นอยู่
"จะ... จะเอาด้วยไหม?" เหยื่อถามเสียงสั่น ยื่นป้ายของตัวเองให้
เจ้าสัวส่ายหน้า (อาเจียสั่งว่าอย่าปล้นคนจน ให้ปล้นแต่คนที่จะมาปล้นคนอื่น) แล้วเดินตึงตังจากไป ทิ้งให้ศิษย์ผู้นั้นยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ในโพรงไม้ อาเจียหัวเราะร่า
"ป้ายที่หนึ่ง... ได้มาโดยที่เหงื่อไม่หยดสักเม็ด! นี่แหละวิถีแห่งราชัน!"
แต่ทว่า... ความสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อ เจ้าถุงเงิน ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูง
จี๊ด!! จี๊ด!! (อันตราย! ทางซ้าย! พลังระดับศิษย์สายใน!)
อาเจียหุบยิ้มทันที ปรับโฟกัสสายตาผ่านเจ้าสัว
เขาเห็นเงาร่างของชายร่างยักษ์สะพายดาบใหญ่กำลังเดินแหวกหมอกเข้ามา... จางหู่!
"เจอตัวจนได้นะ... เจ้าหุ่นกระป๋อง" จางหู่แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ดึงดาบยักษ์ออกจากฝัก "ข้ากะแล้วว่าเจ้าต้องส่งหุ่นมาเดินเพ่นพ่าน... ตัวจริงซ่อนหัวอยู่ที่ไหนล่ะ?"
จางหู่ไม่โง่... เขารู้ว่าถ้าจัดการหุ่นได้ เจ้าของก็หมดฤทธิ์
อาเจียในโพรงไม้หรี่ตาลง
"อยากลองของนักใช่ไหม... ได้! เดี๋ยวป๋าจัดให้!"