ความน่าสะพรึงแผ่ขยายออกมาพร้อมแรงกดดัน กระนั้นเรือนร่างของมันกลับแลดูผิดแปลกไป ประหนึ่งว่ามันเป็เพียงตุ๊กตา หาใช่สิ่งมีชีวิต
รูม่านตาอันกลวงโบ๋เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสีชาดสว่างไสว ดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือข้างขวา พร้อมพลังมานาสีเทาที่มากมหาศาลได้แผ่ขยายออกมาทั่วกายของมัน
กวีััได้ถึงความน่าสะพรึง จิตสังหารของมันคมกริบราวกับใบมีดที่สามารถตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง ความเงียบสงัดที่น่าอึดอัด ใจพิกลนี้ช่างชวนให้อกสั่นขวัญเสียจริงๆ
“ซุ่ม !!”
เพียงชั่วครู่พริบตา เรือนร่างของมันพลันหายลับไปในทันทีทันใด ตัวกวีมิอาจจับััได้อย่างทันท่วงที เร่งถ่ายโอนมานาไปยังดวงตาและใบหู เพิ่มพูนประสิทธิภาพให้แก่ประสาทััเพื่อเร่งระบุตำแหน่งของศัตรูให้เร็วที่สุด
มันปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งจากด้านหลังของเขา คมดาบในมือขวาพุ่งทะยานเข้ามาเพื่อตัดขาดร่างกายของกวีให้ขาดสะบั้นเป็สองส่วน
ทว่าทุกสิ่งกลับไม่เป็ไปอย่างที่คิด พลันคมดาบได้ถูกกวัดแกว่งมาที่เขา กวีเร่งขยับเท้าเพียงเล็กน้อยพร้อมกับหลบพ้นได้อย่างทันฉิวเฉียด
การตวัดดาบแต่ละครั้งช่างหนักหน่วงและรุนแรง หากโดนััแม้เพียงครั้งเดียวคงคราวที่ต้องสิ้นชีพในชั่วพริบตา
“อย่าพึ่งลนสิ ของแบบนี้แค่หลบให้ได้ก็พอแล้ว”
กวีเร่งตั้งสติให้ตั้งมั่น สายตาจดจ่อไปกับการต่อสู้ ในหัวคาดเดาถึงการโจมตีครั้งต่อไป เพราะหากพลาดพลั้งแม้เพียงสักเสี้ยววินาทีเดียว กลิ่นอายของความตายที่มิอาจเลี่ยงหลีกจะเข้ามาเยือนแม้ตนจะไม่้า
พูดยังไม่ทันขาดคำ เ้าโครงกระดูกได้เผยรูปลักษณ์พร้อมกวัดแกว่งดาบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
พายุฝนคมดาบพุ่งทะยานเข้ามารวดเร็วราวกับสายลม กวีไม่รอช้าและรีบหลบเลี่ยงการโจมตี ทว่ากลับมิอาจเลี่ยงหลบได้ครบทั้งสิบที าแเกิดขึ้นราวสามจุดบนแก้มขวา เพียงแต่ว่าาแเ่าั้กลับเป็แค่เพียงแผลเล็ก
การโจมตีของมันรวดเร็วและซับซ้อนยากเกินจะคาดเดา พลันการโจมตีต่อเนื่องสิ้นสุดลง เรือนร่างของมันจะหายลับไปปรากฏแค่เพียงภาพเงาติดตา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตนเป็แค่ฝ่ายรอง มุมปากของกวีกลับแขวนรอยยิ้มเอาไว้อย่างไม่กลัวตาย พร้อมริมฝีปากได้เริ่มสั่นไหวและจึงพูดขึ้น
“ชั้นจะรอดกลับไปให้ได้ ต่อให้ต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม !!”
เวลาล่วงผ่านไปราวหนึ่งในสี่ของหนึ่งชั่วยาม กวีเลี่ยงหลบการโจมตีของมันได้หลายสิบครา แม้ว่ามันจะมีความรวดเร็วประหนึ่งสายลม ทว่ากลับมีรูปแบบการโจมตีที่ตายตัว เริ่มต้นจากการพุ่งตรงเข้าหาศัตรู จู่โจม และจากไป
ครั้งต่อไปที่มันปรากฏตัวขึ้นมา กระหน่ำปลายดาบแหลมคมเข้าใส่ราวสิบหรือยี่สิบครา เมื่อการโจมตีสิ้นสุดลง ร่างของมันจะหยุดชะงักไปราวสิบหรือสิบห้าวินาที และจึงเริ่มต้นการโจมตีชุดใหม่วนเวียนต่อไปอย่างเป็อนันต์
ใน่เวลาราวครึ่งชั่วโมงเศษ กวีสามารถหลบหลีกการโจมตีของมันได้ราวแปดสิบถึงหนึ่งร้อยที จำต้องใช้สมาธิและเวลามากถึงหกชั่วโมงเพื่อให้เขาสามารถหลบได้ครบหนึ่งพันครั้ง
วันเวลาล่วงผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก แต่มิใช่สำหรับกวี ทุกวินาทีช่างยาวนานราวกับวันเวลาดำเนินผ่านไปแรมปี
หกชั่วโมงแห่งความตายได้สิ้นสุดลง ร่างของชายหนุ่มพลันล้มลงนอนแผ่ราบบนพื้นฟลอหญ้า สีหน้าบ่งบอกว่าเรี่ยวแรงใกล้หมดลง ลมหายใจจึงแลดูเหนื่อยหอบราวกับคนใกล้คลอด
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแรก เ้าโครงกระดูกก็แน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ประหนึ่งว่ามันเป็แค่ตุ๊กตาที่ถูกควบคุมโดยใครบางคนเท่านั้น
.
[สำเร็จภารกิจ ‘วันที่หนึ่ง’]
.
[ ได้รับค่าประสบการณ์+10]
.
[ทำการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังมานา]
.
หลากหลายข้อความได้ปรากฏขึ้นมา รางวัลที่ได้รับคือค่าประสบการณ์ เหนือล้ำยิ่งไปกว่านั้น ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับเลือนหายไปราวกับการฝึกเมื่อครู่เป็เพียงแค่ความฝัน
พลังมานามิได้เป็เพียงพลังงานลึกลับ หกในสิบส่วนของมันประกอบไปด้วยพลังงานทางกายภาพ หากเมื่อใดที่พลังมานาลดน้อยลง พลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จะถดถอยลงไปตาม ๆ กัน
การฟื้นคืนพลังงานมานานั้นมีอยู่สามวิธี
หนึ่งคือการทานอาหารที่ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน
สองคือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
สามคือการดื่มยาที่มีสรรพคุณในการเพิ่มพลังมานาอย่างเฉพาะเจาะจง
สำหรับวิธีสุดท้าย โอสถที่ว่าก็คือวัตถุโบราณบางชนิด ซึ่งสามารถหามาได้ด้วยสองวิธี หนึ่งคือการพิชิตดันเจี้ยน สองคือการรังสรรค์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของมนุษย์
ใช่ว่าคนธรรมดาจะสามารถสรรค์สร้างขึ้นมาได้ จำเป็ต้องมีศาสตร์เฉพาะและความสามารถอย่างมากล้น อาวุธและชุดเกราะก็เช่นเดียวกัน ทั้งนักปรุงยาและช่างตีดาบล้วนเป็หนึ่งในศาสตร์เฉพาะนับพัน
ระดับของยาที่ปัจเจกบุคคลสามารถรังสรรค์ขึ้นมาได้จะแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับความชำนาญและพร์ั้แ่กำเนิด รวมไปถึงโชคลาภและความบังเอิญ สองปัจจัยสุดท้ายเป็ปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์
กระนั้นแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่กวีรู้สึกใคร่รู้อย่างมากล้นในขณะนี้
“พอมาลอง ๆ นึกดูแล้ว ดูเหมือนชั้นจะรู้สึกคุ้นเคยกับเด็กคนนั้นจังเลยนะ เหมือนจะเป็คนคุ้นหน้า แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน”
เขาเม้มปากก่อนจะเอ่ยพูดทุกข้อสงสัยที่มีในหัวออกมา
ย้อนกลับไปในตอนที่กวีได้เลือกที่จะทรยศกลุ่มแอนนา การปรากฏตัวในครั้งนั้นของเ้าโครงกระดูกให้ความรู้สึกที่น่าพิศวง มันช่างน่าหวนรำลึกคิดย้อนกลับไป เพียงแต่ว่า ครั้นเมื่อตนเผชิญหน้ากับมันในครานี้ ตัวเขากลับมิอาจััได้ถึงจิติญญาจากเรือนร่างอันนิ่งเฉยของมัน
“เอาเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น”
ความจริงย่อมปรากฏขึ้นในสักวัน ทว่าวันนี้คงมิใช่วันแห่งนิมิตหมายอันดีที่ความจริงจะประจักษ์แก่สายตา
กวีเริ่มต้นครุ่นคิดถึงสิ่งอื่น ด้วยเวลาที่หลงเหลืออยู่จนกว่ารุ่งสางจะเข้ามาเยือน ตัวเขาจำต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรับมือกับภารกิจที่จะเพิ่มทวีความยากขึ้นไปในวันข้างหน้า
หนึ่งความคิดได้ผุดขึ้นมาในหัว นั่นคือการฝึกฝนตามแบบต้นฉบับการ์ตูนเื่หนึ่งในวัยเด็กของเขา
.
< ถ้าจำไม่ผิด การฝึกแบบพี่โล้นซ่าคงจะเป็.. เริ่มจากวิดพื้นหนึ่งร้อยครั้ง ต่อด้วยการซิทอัพอีกหนึ่งร้อยครั้ง จากนั้นก็เป็การสควอชอีกหนึ่งร้อยครั้ง ปิดท้ายด้วยวิ่งการอีกสิบกิโลเมตร >
.
กวีครุ่นคิด พลันตัดสินใจได้แล้วจึงเริ่มต้นลงมือทำในทันที
ราวสองชั่วโมงผ่านไป
ร่างของเขานอนแผ่ราบอยู่บนพื้นหญ้า สีหน้าแลดูเหนื่อยหอบราวกับหญิงสาวแก่กำลังใกล้คลอด
การฝึกฝนเช่นนี้มิอาจสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้แก่เขาเท่าใดนัก แม้ใน่แรกจะเป็ประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น ทว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีที่ให้ผลลัพธ์ที่เลิศหรูยิ่งกว่าการฝึกจำพวกนี้
สุดท้ายแล้ว ทุกเื่ราวที่ขีดเขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงล้วนเป็เพียงแค่จินตนาการของผู้แต่ง ย่อมไร้ซึ่งผลประโยชน์อันใดหาก้านำมาปรับใช้ในชีวิตจริง
“ช่างเถอะ ยังไงซะเราก็ต้องฝึกกับเ้าโครงกระดูกอยู่แล้ว สู้เอาเวลาทั้งหมดไปพักและเก็บแรงเอาไว้จนกว่าจะถึงภารกิจต่อไปดีกว่า”
เขาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เมื่อนั้นดวงตาได้เริ่มปิดลงอย่างเชื่องช้า แล้ววันเวลาในวันนี้ก็สิ้นสุดพร้อมสติสัมปชัญญะของกวีที่หลุดลอยหายไป
นับจากการหลับใหลในสี่ค่ำคืน
ภารกิจได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วก็หลายวัน ในเช้าวันที่ห้า ภารกิจได้เพิ่มทวีระดับความยากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น หนึ่งเงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามาคือตัวกวีมิอาจใช้งานมานาได้ ทำให้การหลบหลีกแต่ละครั้งพลันทวีความเหนื่อยยากมากขึ้นอีกนับเท่าตัว
พอเวลาล่วงผ่านไปในวันที่แปด กวีเริ่มคุ้นชินกับการจู่โจมของศัตรู แม้จะไร้ซึ่งมานาก็จริง ทว่าเขากลับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างชาญฉลาด การจับจังหวะการเคลื่อนที่ของมันเพื่อเลี่ยงหลีกง่ายดายยิ่งกว่าเก่า จนเมื่อสิ้นสุดภารกิจ ตัวกวีใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงเศษก็สามารถหลบหลีกการโจมตีได้ทั้งหมด
กล้ามเนื้อทั่วร่างได้เพิ่มทวีขนาดให้ใหญ่ขึ้น อาจเป็เพราะเกิดการกดดันของกล้ามเนื้อเต็มที่อย่างต่อเนื่อง หรืออาจเป็เพราะสถานที่แห่งนี้มีพลังงานเร้นลับ จึงทำให้กล้ามเนื้อของเขาพลันเพิ่มทวีขนาดและความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วมหาศาล
ในวันที่สิบ
หนึ่งภารกิจได้ถูกเพิ่มเข้ามาในตารางฝึก นอกเหนือไปจากการหลบหลีก คือเขาจำต้องโจมตีสวนกลับให้ได้พันครั้งต่อวัน ไม่จำเป็ต้องรุนแรงดั่งที่มันโจมตีเข้ามา ใช้แค่เพียงกิ่งไม้ฟาดเบา ๆ ก็เป็อันสิ้นสุด
ในวันแรกที่เริ่มต้นทำสองภารกิจควบคู่กัน ตัวกวีกลับต้องใช้เวลามากถึงเจ็ดชั่วโมงจึงจะบรรลุทั้งสองภารกิจได้สำเร็จ
วันเวลายังคงล่วงผ่านไปต่อ ในวันที่สิบห้า
การฝึกเริ่มต้นดุเด็ดเผ็ดมันมากยิ่งขึ้น อีกหนึ่งภารกิจได้ถูกเพิ่มเข้ามาในตารางฝึกของเขา เรียกว่าการต้านทานการโจมตีให้ครบห้าสิบครั้ง แม้ว่าเนื้อความของภารกิจจะแลดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงเอาไว้ด้วยความเสี่ยงอันมากล้น
กล่าวคือ ตัวกวีจำต้องใช้ร่างกายที่ไร้ซึ่งมานา ยืนตระหง่านและอ้าแขนรับการโจมตีเต็มแรงของศัตรู ห้ามขยับเขยื้อนไปจากจุดที่ยืนอยู่ ณ ปัจจุบัน สิ่งเดียวที่ทำได้คือการกัดฟันและยอมรับหมัดต่อเนื่องของศัตรูให้เข้ากระทบกับร่างกาย
ในวันที่ยี่สิบ
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
การฝึกแรกเริ่มต้นไปแล้วราวสองชั่วโมงก่อน และอีกไม่นานภารกิจที่หนึ่งและสองก็กำลังใกล้จะสิ้นสุดลง เพียงแค่กวีสามารถเลี่ยงหลีกการโจมตีชุดนี้ได้สำเร็จ
รอบกายไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใด มีเพียงตัวเขาที่ยามนี้กำลังยืนนิ่งพลันหลับตาลง
ราวกับตนนั้นกำลังเฝ้ารอบางสิ่ง เฉกเช่นผู้ล่ากำลังเฝ้ามองเหยื่อจากที่ห่างไกล
จิตสังหารอันเย็นะเืเคลือบคลานเข้ามาจากด้านหลัง ทันใดนั้น เรือนร่างของยมทูตในชุดคลุมเปลวเพลิงทมิฬได้ปรากฏตัว
กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งทะยานเข้ามารวดเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ใดๆ เมื่อกวีใช้เวลาราวสามวินาที ขยับเท้าและหลบหลีกการโจมตีได้โดยไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใจ ในตอนสุดท้าย เขาออกแรงเพียงแค่เล็กน้อย ยื่นมือออกไปข้างหน้า ปลายเล็บเข้าแตะกะโหลกของศัตรูบางเบาอย่างถึงที่สุด
ทุกการเคลื่อนตัวของเขาไม่เปล่าประโยชน์ ด้วยการเผาผลาญพลังกายแค่เพียงน้อยนิดแต่กลับสร้างประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด
.
[สำเร็จภารกิจย่อย ‘หลบหลีกการโจมตี 1,000 ครั้ง’]
.
[สำเร็จภารกิจย่อย ‘โจมตีสวนกลับ 1,000 ครั้ง’]
.
เวลาทั้งหมดถูกใช้ไปแค่เพียงสองชั่วโมงเศษ เมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มต้นทำสองภารกิจควบคู่ อาจกล่าวได้ว่าความสามารถของกวีเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ศักยภาพ ไหวพริบและปณิธาน การตัดสินใจใน่เวลาคับขัน ทุกทักษะได้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาจากตอนแรกที่เป็แค่เพียงนักสู้มือใหม่
ภารกิจที่เหลือมีเพียงอีกแค่หนึ่งอย่าง
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัด กวีเร่งอ้าแขนสองข้างออก สองเท้าตั้งมั่นไม่สั่นไหวอยู่บนผืนหญ้า แววตาของเขาเป็ประกายวาววับแฝงความมุ่งมั่นอันมากล้น
“เข้ามาเลยไอ้สวะ”
รอยยิ้มดิบเถื่อนประหนึ่งนักรบวิปลาส พลันเสียงได้สิ้นสุดลง ร่างของเ้าโครงกระดูกจึงปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมสองหมัดกระหน่ำเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
“ตู้ม ๆ ๆ !!”
พายุหมัดกระทบเข้ากับหน้าท้องของกวี ความเ็ปพลันเพิ่มพูนทวีทุกครั้งที่เขาได้รับการโจมตี
“ตู้ม ๆ ๆ !!”
เ้าโครงกระดูกยังคงระรัวหมัดเข้าใส่อย่างไร้ที่สิ้นสุด กวีกัดฟันแน่นเพราะความเ็ปอันที่แตกซ่ายไปทั่วิั กระนั้นเขากลับยังคงยืนอยู่เฉย คอยรับหมัดของศัตรูโดยไม่ยอมเคลื่อนกายเพื่อเลี่ยงหลบ
สิบครั้งผ่านไป ยี่สิบครั้งผ่านไป จนกระทั่งถึงครั้งที่สี่สิบห้า
รอยยิ้มของอสูรผู้บ้าคลั่งพลันเผยขึ้น ณ ริมฝีปาก ดวงตาเบิกกว้างประหนึ่งปีศาจร้ายตนหนึ่ง ริมฝีปากที่กัดจนเืออกเริ่มต้นสั่นไหว พร้อมหนึ่งคำพูดเจือเสียงหัวเราะอันเยียบเย็นน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงดังขึ้นมาเบาๆ
.
“แค่นี้ยังเล็กน้อย..”
.
“ถ้าเทียบสิ่งที่ชั้นต้องเจอในคุกใต้ดินนั่น..”
.
“แค่นี้แม่งโคตรกากเลยว่ะ !!”
.
การโจมตีชุดสุดท้ายโหมกระหน่ำเข้ามา กวีทนรับได้ทั้งหมดจนกระทั่งครบทั้งห้าสิบครั้ง
.
[สำเร็จภารกิจย่อย ‘ต้านทานการโจมตี 50 ครั้ง’]
.
[สำเร็จภารกิจ ‘วันที่ยี่สิบ’]
.
[ได้รับค่าประสบการณ์+100]
.
[ระดับ4 → ระดับ5]