จารึกที่ 346 : นาวาศิลาเร้นฟ้า : ม่านสูญตาแหวกมิติพรางเนตรสวรรค์
เมื่อแสงสว่างอันเจิดจ้าจากดวงตะวันสาดส่องทะลุผ่านม่านเมฆ ท้องฟ้าที่เคยบิดเบี้ยวจากการปะทะของมหาเซียนก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติ ทว่าภายใต้ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เบื้องล่าง บัดนี้กลับปรากฏภาพอันน่าตื่นตะลึงที่สั่นสะเทือนความรับรู้ของสรรพชีวิตในโลกเซียน
แผ่นดินขนาดยักษ์ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณนับพันลี้ อันเป็นที่ตั้งของตำหนัก หอคัมภีร์ ทะเลสาบหมึกวารี และหุบเขาสลับซับซ้อนของสำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (วั่นฝูจง) กำลังล่องลอยอยู่เหนือหมู่เมฆ!
แผ่นดินผืนนี้มิได้ติดปีกหรือพึ่งพาสัตว์อสูรบรรพกาลในการขับเคลื่อน ทว่ามันลอยตัวขึ้นด้วยอำนาจแห่ง ‘จารึกสลับขั้วกฎเกณฑ์’ ที่บิดเบือนน้ำหนักของปฐพีให้กลายเป็นแรงผลักไสอันเป็นอนันต์ ใต้ฐานของเกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์นี้ รากไม้เรืองแสงของเย่ปิงอวิ๋นถักทอประสานกันเป็นร่างแหประดุจเส้นเลือด คอยค้ำจุนมิให้ แก่นภพปฐมกาล 原始界核 (หยวนสื่อเจี้ยเหอ) ที่อยู่ใจกลางต้องปริแตกหรือร่วงหล่นลงมา
บนลานหินกว้างหน้าตำหนักประธาน หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) นับร้อยตัวยืนประจำตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาศิลาของพวกมันทอประกายแสงสีเทาเงินยวง ศัสตราประกอบ และ ชิ้นส่วนพยนต์ ที่เชื่อมต่อกันด้วย กลวิธาน 机关 (จีกวน) กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดพลังปราณจากใต้ดินไปหล่อเลี้ยงค่ายกลขับเคลื่อน
อาเจียยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าผาของเกาะลอยฟ้า อาภรณ์สีครามที่ขาดวิ่นถูกเปลี่ยนเป็นชุดคลุมตัวใหม่ที่เรียบง่ายทว่าแฝงความสง่างาม บาดแผลทางกายภาพสมานตัวจนสิ้น ทว่ารอยร้าวใน สมอแห่งเต๋า 道锚 (เต้าเหมา) ที่เพิ่งผสานเข้ากับสัจธรรมความหนักอึ้งของเซียนปฐพียังคงต้องใช้เวลาในการหลอมรวมให้เสถียร
ชายหนุ่มทอดสายตามองลงไปยังทิวทัศน์ของทวีปเบื้องล่างที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ภายนอกจะดูเยือกเย็น ทว่าสติปัญญาของเขากำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง
*ครืน... แคร่ก!*
เสียงศิลาลั่นปริแตกดังมาจากขอบด้านทิศตะวันออกของเกาะลอยฟ้า หินก้อนมหึมาขนาดเท่าภูเขาย่อมๆ หลุดร่วงลงสู่เบื้องล่าง เสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนลุกไหม้เป็นลูกไฟ
มู่เฉินในร่างเนื้ออักขระบรรพกาล 远古符肉身 (หย่วนกู่ฝูร่วเซิน) สาวเท้าก้าวเข้ามาเคียงข้างศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่าทอดถอนใจยาว "อาเจีย... การยกแผ่นดินทั้งผืนขึ้นสู่ฟ้านั้นสำเร็จแล้ว ทว่าการต้านทาน 'แรงเสียดทานของกฎเกณฑ์โลก' หาใช่เรื่องง่ายดาย เกาะของเรามีมวลมหาศาล ยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าใด แรงต้านจากมิติฟ้าดินก็ยิ่งพยายามจะฉีกกระชากขอบเกาะให้แหลกสลาย หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เกินระยะทางหมื่นลี้ รากฐานของสำนักย่อมถูกกระแสลมมิติพัดจนพังทลาย"
"ศิษย์ทราบดีขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับเสียงเรียบ ดวงตาของเขาทอประกายแห่งการใคร่ครวญ "การใช้พลังปราณปะทะกับแรงต้านโดยตรง เป็นการสูญเสียพลังงานของแก่นภพปฐมกาลอย่างไร้ประโยชน์... ชิงเสวี่ย! อี้หราน!"
หลินชิงเสวี่ยและเฟิงอี้หรานทะยานร่างลงมาจากหอสังเกตการณ์เบื้องบน ทั้งสองประสานมือรอรับคำสั่ง
"ชิงเสวี่ย เจ้าจงอธิบายลักษณะของแรงต้านมิติที่กำลังโจมตีขอบเกาะให้ข้าฟังอย่างละเอียด" อาเจียเอ่ยถาม
หญิงสาวผู้ครอบครองโสตสวรรค์หลับตาลงเล็กน้อย สัมผัสถึงความผันผวนของมิติ "มันไม่ใช่แค่ลมขอรับ แต่มันคือการปฏิเสธของกฎเกณฑ์โลกเบื้องล่าง โลกใบนี้ไม่อนุญาตให้สิ่งที่มีมวลขนาดนี้แหวกผ่านอากาศธาตุ มันจึงสร้างกำแพงมิติที่มองไม่เห็นขึ้นมาต้านทาน ยิ่งเราดันไปข้างหน้า กำแพงก็ยิ่งหนาขึ้น"
"หักด้ามพร้าด้วยเข่าชัดๆ" องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ลอยออกมานั่งห้อยขาอยู่บนไหล่ของอาเจีย "เจ้านาย เจ้าเพิ่งได้สัจธรรมแห่งความหนักอึ้งมา เจ้าก็เลยเอาแต่ใช้มัน 'ผลัก' ทุกอย่างให้พ้นทาง แต่กฎของมิติมันยืดหยุ่น ยิ่งเจ้าผลักแรง มันก็ยิ่งรัดแน่น เจ้าต้องหาทางอื่น!"
อาเจียไม่ได้โต้เถียง ทว่าเขาน้อมรับคำวิจารณ์นั้นเพื่อนำไปสู่การค้นคว้า ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ เขาเริ่มวาดเส้นสายอักขระลงบนอากาศธาตุเพื่อทดลองสร้าง ค่ายกลบังคับ 阵法控制 (เจิ้นฝ่าค่งจื้อ) รูปแบบใหม่
*การทดลองครั้งที่หนึ่ง...* อาเจียใช้ปราณธาตุทองและดิน สร้างเป็นจารึกโล่ศิลาหัวหอก คลุมพื้นที่ด้านหน้าของเกาะ เพื่อหวังจะทะลวงกำแพงมิติ ทว่าทันทีที่โล่ศิลาปะทะกับความเร่ง มันกลับสั่นสะเทือนและระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังสะท้อนกลับทำให้อาเจียต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว
"ล้มเหลว... ความแข็งแกร่งปะทะความแข็งแกร่ง มีแต่จะพังทลายทั้งคู่" อาเจียวิเคราะห์ข้อบกพร่องอย่างเยือกเย็น
เขาลบเส้นสายเดิมทิ้ง ปรับกระบวนทัศน์ในห้วงวิญญาณใหม่ *หากโลกเบื้องล่างเปรียบเสมือนมหาสมุทร และสำนักของข้าคือเรือลำยักษ์ การสร้างกำแพงผลักน้ำย่อมทำให้เรืออืดอาดและพังทลาย ข้าไม่ควรต่อต้านมหาสมุทร... แต่ข้าควรทำให้เรือลำนี้ 'ลื่นไหล' จนมหาสมุทรสัมผัสไม่ได้ถึงการมีอยู่ของมันต่างหาก!*
ดวงตาของอาเจียสว่างวาบ ประกายแห่งการรู้แจ้งในวิถีเต๋าบังเกิดขึ้น ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้อักขระธาตุใดๆ เลย เขาใช้วิถีแห่งสูญตา 空之道 (คง-จือ-เต้า)!
อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ปรากฏขึ้นที่ปลายพู่กัน มันดูลึกลับและไร้ซึ่งรูปร่างที่ตายตัว อาเจียไม่ได้ใช้มันเพื่อกลืนกินพลังทำลายล้างดั่งเช่นตอนปะทะกับมหาเซียน ทว่าเขาดัดแปลงโครงสร้างสมการของมัน นำไปผสมผสานกับสัจธรรมแห่งมิติของหลินชิงเสวี่ย
"สมอแห่งเต๋า... กำหนดความจริงข้อใหม่!" อาเจียประสานมุทราอย่างรวดเร็ว "ในเมื่อความสูญตาคือความว่างเปล่า เช่นนั้นข้าจะใช้ความว่างเปล่านี้ เคลือบเป็นผิวนอกของสำนักหมื่นอักขระทั้งหมด! นามของจารึกนี้คือ จารึกม่านสูญตาแหวกมิติ 破空空性阵 (พั่วคงคงซิ่งเจิ้น)!"
เส้นสายหมึกปราณสีเทาเงินยวงพุ่งกระจายออกไปจากปลายพู่กัน มันพุ่งตรงเข้าเชื่อมต่อกับ ค่ายกลบังคับ ของหุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัวที่ยืนอยู่รอบขอบเกาะ หุ่นพยนต์เหล่านั้นทำหน้าที่เป็นเสารับสัญญาณ ถ่ายทอดม่านความว่างเปล่าออกไปคลุมรอบเกาะลอยฟ้าประดุจฟองสบู่ที่โปร่งแสง
*วูบบบบ!*
ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้นในเสี้ยวลมหายใจ! เสียงหินแตกร้าวและแรงสั่นสะเทือนที่เคยคุกคามสำนักพลันเงียบสนิทลง เกาะลอยฟ้าที่เคยต้องฝ่าฝืนต้านทานแรงมิติ บัดนี้กลับลื่นไหลทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ม่านสูญตาได้กลืนกิน 'ความเสียดทาน' ทั้งหมด และแปรสภาพพื้นที่รอบเกาะให้กลายเป็นความว่างเปล่าชั่วขณะ ทำให้กำแพงมิติของโลกเบื้องล่างไหลผ่านสำนักหมื่นอักขระไปราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหินที่เพรียวลม
"ยอดเยี่ยมมาก! แรงต้านหายไปจนหมดสิ้น!" หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง "มิติรอบด้านไม่ได้ถูกทำลาย แต่มันถูกหลอกให้คิดว่าสำนักของเรา 'ไม่มีอยู่จริง' ในจุดที่เคลื่อนผ่าน!"
มู่เฉินลูบเครายาวด้วยความภาคภูมิใจ "วิวัฒนาการในการพลิกแพลงอักขระของเจ้า ก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตของผู้บัญญัติกฎอย่างแท้จริงแล้ว อาเจีย"
อาเจียเพียงแย้มยิ้มบางๆ ทว่าไม่ทันที่ความยินดีจะจางหาย สัมผัสวิญญาณอันแหลมคมของเขาก็รับรู้ได้ถึงความตื่นตระหนกจากเบื้องล่าง
เมื่อสำนักหมื่นอักขระเคลื่อนที่ผ่านน่านฟ้าของทวีป เงาขนาดมหึมาของมันได้ทอดทับอาณาจักรมนุษย์และสำนักบำเพ็ญเพียรระดับล่างมากมาย ผู้คนนับล้านเบื้องล่างต่างเงยหน้าขึ้นมองแผ่นดินที่บดบังแสงตะวันด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เสียงกรีดร้องและเสียงระฆังเตือนภัยดังระงมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า พวกเขาคิดว่านี่คือทัณฑ์สวรรค์หรือวิกฤตล้างโลกที่กำลังจะหล่นทับ
เมื่อเห็นดังนั้น อาเจียก็ก้าวเดินออกไปยืนที่ขอบหน้าผา ชายหนุ่มทอดสายตามองลงไปยังฝูงชนเบื้องล่างที่กำลังแตกตื่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ลึกสุดในแววตา ทว่าใบหน้าของเขากลับปรับเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้ารันทดและเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างหาที่สุดไม่ได้
เขาประจุพลังปราณเข้าสู่เสียง ถ่ายทอดถ้อยคำผ่านวิถีแห่งอักขระให้ดังกังวานครอบคลุมพื้นที่นับแสนลี้เบื้องล่าง ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมได้อย่างหมดจด
"สรรพชีวิตเบื้องล่างเอ๋ย... โปรดอย่าได้หวาดกลัวและอย่าได้ตื่นตระหนก..." น้ำเสียงของอาเจียสั่นเครือเล็กน้อย แฝงความเจ็บปวดและเมตตาธรรมอันล้นพ้น "พวกเราคือสำนักหมื่นอักขระ ผู้ถูกวิหารเทพอนันตกาลแห่งสวรรค์จอมปลอมข่มเหงและบีบคั้นจนไร้แผ่นดินจะหยัดยืน สวรรค์มืดบอด ปรารถนาจะเข่นฆ่าพวกเราเพื่อปิดบังความจริงอันโสมม ทว่าพวกเราหาได้ยอมจำนนไม่... การที่พวกเราต้องถอนรากถอนโคน ดึงแผ่นดินบ้านเกิดขึ้นสู่ฟากฟ้า หาใช่เพื่อโอ้อวดอำนาจหรือรุกรานแคว้นใด ทว่าพวกเรากำลัง 'ลี้ภัย' เพื่อแสวงหาดินแดนอันสงบสุขที่วิถีเต๋าอันแท้จริงจะเบ่งบานได้โดยปราศจากการขูดรีด!"
อาเจียประสานมือคารวะลงสู่เบื้องล่าง ท่วงท่าสง่างามและถ่อมตนอย่างยิ่ง "พวกเราเพียงขอใช้สายลมและหมู่เมฆเหนือน่านฟ้าของพวกท่านเป็นเส้นทางผ่าน จะไม่แตะต้องทรัพย์สิน ไม่รบกวนชีวิต และไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆ แก่พวกท่านแม้แต่น้อย... ขอเพียงพวกท่านส่งความปรารถนาดีเป็นกำลังใจให้แก่ผู้พลัดถิ่นเช่นพวกเรา สวรรค์ย่อมรับรู้ถึงเจตจำนงแห่งความยุติธรรมของมวลมนุษย์!"
วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรม ความถ่อมตน และความน่าเวทนาของอาเจีย ดังกึกก้องเข้าไปในจิตใจของผู้คนนับล้าน! อาณาจักรที่เคยหวาดกลัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธา ภาพของสำนักที่ยอมสละรากฐานเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมของสวรรค์ กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานในพริบตา ผู้บำเพ็ญเพียรและชาวบ้านธรรมดาต่างพากันคุกเข่าลง ประสานมือคารวะส่งเกาะลอยฟ้าด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ท่ามกลางความศรัทธาเหล่านั้น อาเจียแอบใช้ บัญชาอักขระ ชักนำ 'พลังศรัทธาและปราณฟ้าดิน' ที่ผู้คนเบื้องล่างปลดปล่อยออกมาอย่างสมัครใจ ให้ลอยขึ้นมาหล่อเลี้ยง สมอแห่งเต๋า ของเขาอย่างแนบเนียน ชายหนุ่มไม่ได้ขูดรีดหรือบังคับข่มเหง เขาเพียงแค่ 'รับบริจาค' พลังงานที่ถูกส่งมาด้วยความเต็มใจ เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการซ่อมแซมรากฐานของตนเอง
"เจ้ามันจิ้งจอกห่มหนังแกะชัดๆ" องค์หญิงน้อยกระซิบข้างหูพลางกลอกตาบน "ดูดซับพลังปราณแห่งความศรัทธาไปตั้งมากมาย ยังทำหน้าเหมือนตัวเองเป็นผู้เสียสละที่น่าสงสารที่สุดในโลกได้อีก"
"การแสวงหาความจริง ย่อมต้องอาศัยปัจจัยค้ำจุนที่หลั่งไหลมาด้วยความชอบธรรมขอรับ" อาเจียตอบกลับในใจอย่างไม่ยี่หระ
ทว่า ในขณะที่สำนักหมื่นอักขระกำลังเคลื่อนที่ผ่านเมฆาอย่างสง่างามนั้นเอง ภัยคุกคามใหม่ก็พลันปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง!
ลึกลงไปในชั้นบรรยากาศระดับสูงเหนือเกาะลอยฟ้า ปรากฏดวงเนตรสีทองคำขนาดยักษ์ดวงหนึ่งลืมตาขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า มันคือ 'กระจกส่องสวรรค์กาดำ' (乌金天คันกระจก - อูจินเทียนจิ้ง) ซึ่งเป็นค่ายกลตรวจสอบระดับสูงของวิหารเทพอนันตกาล ที่ถูกแอบติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ของโลกเบื้องล่าง!
แม้ จารึกม่านสูญตาแหวกมิติ จะหลอกลวงแรงเสียดทานของโลกได้ ทว่ามันไม่ได้หลบซ่อนมวลพลังงานอันมหาศาลของแก่นภพปฐมกาลจากการสแกนของกฎเกณฑ์สวรรค์โดยตรง
*ฟริ้งงง!*
ลำแสงสีทองคำพุ่งตรงลงมาจากกระจกส่องสวรรค์ ทะลุผ่านหมู่เมฆ หมายจะประทับ 'ตราประทับติดตาม' ลงบนใจกลางของสำนักหมื่นอักขระ! หากตราประทับนี้ฝังตัวสำเร็จ กองทัพของวิหารเทพอนันตกาลย่อมสามารถเปิดมิติและเคลื่อนย้ายทัพหลักมาโผล่เหนือหัวพวกเขาได้ในพริบตา
"อาเจีย! ข้างบน! กลิ่นอายตรวจสอบของสวรรค์!" ฉินมู่หลางตวาดลั่น ชักกระบี่หยกเย็นเตรียมพร้อมฟาดฟัน
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองลำแสงที่กำลังพุ่งลงมาด้วยความเร็วแสง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ทว่าปราศจากความตระหนก "พวกมันสูญเสียแม่ทัพไปหนึ่งคน ทว่ายังคงดื้อดึงที่จะตามกลิ่นพวกเราประดุจสุนัขล่าเนื้อ... ทว่าพวกท่านคิดง่ายเกินไปแล้ว"
การใช้กำลังโจมตีลำแสงตรวจสอบ จะยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้สวรรค์จับพิกัดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อาเจียรู้ดีว่าจุดประสงค์ของลำแสงนี้ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการ 'จดจำ'
ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที เขาไม่ได้ใช้สมอแห่งเต๋าเพื่อปะทะ ทว่าเขาดึงเอาคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของ อักขระหลิง 零 (สูญตา) ออกมาใช้งาน นั่นคือ 'การลบเลือนข้อมูล'
"จารึกเร้นกายสูญตา 零隐抹痕符 (หลิงหยิ่นมัวเหินฝู)!"
หมึกปราณสีเทาพุ่งขึ้นไปปะทะกับลำแสงสีทองคำ ทว่ามันไม่ได้สะท้อนกลับหรือระเบิดออก อักขระของอาเจียเคลือบตัวลำแสงนั้นไว้ และกระทำการ 'ล้างข้อมูล' ในระดับกฎเกณฑ์ มันแปรสภาพข้อมูลพิกัดของสำนักหมื่นอักขระที่ลำแสงนั้นอ่านได้ ให้กลายเป็นศูนย์!
เมื่อลำแสงสีทองคำสะท้อนกลับขึ้นไปยังกระจกส่องสวรรค์กาดำ สิ่งที่เบื้องบนได้รับไปคือ 'ความว่างเปล่า' กระจกส่องสวรรค์กะพริบแสงอย่างสับสนก่อนจะปิดตัวลงไป เนื่องจากระบบของมันเข้าใจว่าสิ่งที่มันเพิ่งสแกนเจอ เป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริงในมิตินี้!
ป้อมปราการหมื่นอักขระเคลื่อนดารา กลายเป็นเกาะผีสิงที่หลุดรอดจากเรดาร์ของสวรรค์อย่างสมบูรณ์แบบ!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ร้ายกาจนัก! อาเจีย เจ้าหลอกแม้กระทั่งดวงตาของสวรรค์!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่วน เก็บเปลวเพลิงในมือลง
มู่เฉินพยักหน้าอย่างโล่งอก "ทว่าเราจะประมาทไม่ได้ เมื่อพวกมันตรวจสอบไม่พบ พวกมันย่อมรู้ตัวว่าถูกแทรกแซงและจะต้องใช้วิธีที่รุนแรงขึ้นในการค้นหา... อาเจีย เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของเราคือที่ใด?"
อาเจียเก็บพู่กันนิรันดร์ลง แววตาของเขาทอดมองไปเบื้องหน้า สู่ขอบฟ้าที่ห่างไกลออกไปสุดสายตา ที่ซึ่งมวลเมฆเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำและแผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณออกมา
"ที่นั่นขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียชี้ไปยังขอบฟ้าอันลี้ลับนั้น "อาณาเขตที่หลุดพ้นจากการควบคุมของวิหารเทพอนันตกาล... 'ดินแดนเผ่าเซียนโบราณ' 远古仙族之地 (หย่วนกู่เซียนจู๋จือตี้)..."
ชายหนุ่มหรี่ตาลง รังสีความมุ่งมั่นทอประกายในดวงตา "ที่นั่นมีอดีตที่ถูกลืม และที่สำคัญที่สุด... มันคือสุสานที่ซ่อน ศัสตราประกอบ และ ชิ้นส่วนพยนต์ สวรรค์อันทรงพลังเอาไว้ ข้าจะไปขุดพวกมันขึ้นมา เพื่อสร้างกองทัพหุ่นกลศิลาที่สวรรค์จะต้องหลั่งน้ำตาเมื่อได้พบเจอ!"
มหากาพย์แห่งราชันหมื่นอักขระ พุ่งทะยานเข้าสู่ดินแดนแห่งใหม่ ป้อมปราการลอยฟ้ากำลังมุ่งหน้าสู่ปริศนาบรรพกาล การปะทะกับเผ่าพันธุ์โบราณและโอกาสในการก้าวข้ามขีดจำกัดกำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า!