เช้าของอีกวันหลังจากเหตุการณ์ทะเลาะดุเดือดเมื่อคืน คุณหญิงพิศพิไลพร้อมด้วยคุณไพบูลย์ นั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง นานมากแล้วที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้พร้อมหน้าทานข้าวกัน
“อ่อน ไปตามคุณธันมาทานข้าว” เมื่อจัดแจงลงนั่งเสร็จก็ให้สาวใช้ไปตามลูกชาย ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่เห็นโผล่หน้าออกจากห้องเลย ผ่านไปได้สักพักเสียงฝีเท้าดัง ดึกๆๆ! ลงบันไดด้วยความรีบร้อนมายังห้องทานอาหาร ทุกคนจับจ้องไปยังต้นทางของเสียงเป็นตาเดียว
“ไม่สำรวมเลยจริงๆ” คุณหญิงเอ็ดเล็กน้อย ก่อนจะมองไปทางสาวใช้อีกคนที่มีหน้าที่ในการอบรม สอนสั่ง เกี่ยวกับคุณสมบัติสาวใช้ในบ้าน สาวใช้คนนั้นได้แต่ก้มหน้าน้อมรับความผิด นึกในใจว่านั่งอ่อนนี่หางานให้อีกแล้ว
“คุณธันไม่อยู่ในห้องค่ะ ประตูก็ไม่ได้ล็อค” สาวใช้ชื่ออ่อนที่มีอายุน้อยสุดในบ้าน บอกกล่าวต่อผู้เป็นเจ้านายด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“อะไรของหล่อน” คุณหญิงเลื่อนเก้าอี้ลุกเดินตรงดิ่งไปยังห้องของธันวา ตามด้วยสาวใช้อีกเป็นพรวน ที่หลังประตูพบเพียงความว่างเปล่า ทุกคนช่วยกันค้นหาจนทั่วห้อง ทุกซอกทุกมุมของตัวบ้านก็แล้วยังไม่เจอแม้แต่เงา
“คุณ ลูกหาย ยังจะกินข้าวลงอีกหรอ” ลูกชายหายไปไหนไม่มีใครรู้ แต่สามียังลอยหน้าลอยตาทานข้าวได้ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด ยิ่งทำให้โมโหไปกันใหญ่
“ก็คงเหมือนครั้งก่อน เดี๋ยวก็กลับมาเอง” คุณไพบูลย์พูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรเลย
“หายเงียบไป ไม่สร้างเรื่องก็ดีสิ” เมื่อเอาดีกับสามีไม่ได้จึงขุ่นเคือง เดินหายออกจากห้องอาหารไป
ที่ห้องโถงของบ้าน เหล่าสาวใช้ คนสวน ต่างถูกเรียกมารวมตัวกัน หลังจากค้นหากันจนทั่วบริเวณบ้าน
“หาทั่วหมดแล้วครับ รถของคุณธันก็หายไปด้วย” คนขับรถวิ่งเข้ามารายงานความคืบหน้า
“ป้าอรอยู่กับคุณธันเป็นคนสุดท้าย” หญิงที่มีอายุมากสุดในบ้านถูกเพ่งเล็ง
“หลังจากส่งคุณธันเข้านอนแล้ว ป้าก็กลับเข้าห้องคะ” ป้าอรเงยหน้าขึ้นตอบคำถามของผู้เป็นเจ้านาย
“คนหาย แต่ทั้งบ้านไม่มีใครเห็น บ้านฉันเป็นสวนสาธารณะรึไง รถเข้าออกไม่มีใครรู้เรื่อง หลับหรือซ้อมตาย เลี้ยงเสียข้าวสุก” เหล่าคนรับใช้ทั้งหลายไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ได้แต่เงี่ยหูฟังคำด่าจนหูชา
“นี่ก็อีกคน ไม่คิดจะช่วยฉันตามหาลูกหน่อยหรอ” คุณหญิงพิศพิไลมองตามสามีที่เดินสวนออกไปทำงาน
“ไม่ล่ะ ผมมีประชุมเช้า” คุณไพบูลย์ยังคงทำตัวปกติเหมือนทุกๆวันอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งทวีความโกรธของผู้เป็นภรรยามากยิ่งขึ้น
“ตามหาเจ้าของทะเบียนรถที่ฉันส่งให้ ด่วน!” ระดับคุณหญิงพิศพิไลซะอย่าง กะแค่จะตามหาคนไม่เกินอำนาจเงินไปได้หรอก เธอกดวางสายโทรศัพท์ทั้งที่ปลายสายยังไม่ทันตอบรับอะไรเลยด้วยซ้ำ
กรี๊ด! “หล่อ วัวตายควายล้มอะไรขนาดนี้ ออร่าเทพบุตรชัดๆ โอ๊ย!” มือน้อยๆกุมไปที่ท้ายทอย เหมือนมีบางสิ่งมากระทบจนทำให้เด็กสาวแรกรุ่นได้สติ
“นังพริก เป็นอะไรของเอ็ง แหกปากลั่นบ้านแต่เช้าเชียว” ตามมาด้วยเสียงอันแหบแสบแก้วหู เป็นคุณย่าดวงแขที่ตะคอกด่ามาจากในครัว ภายนอกอาจจะดูเป็นเพียงหญิงชรา แต่กำลังวังชายังดีอยู่มาก แถมยังแม่นยำอย่างกับจับวาง ขนาดเขวี้ยงต้นหอมมาจากระยะไกล ยังอุตส่าห์โดนหัวจนได้
“ธัน” หญิงชราที่เปล่งเสียงแปดหลอดด่านังพริกเมื่อครู่ ถึงกับตะลึงงันเมื่อมองตรงไปทางหน้าบ้านพบชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งกำลังสาวเท้าเดินย้อนแสงเข้ามาในตัวบ้าน แม้จะมองใบหน้านั้นได้ไม่ชัด แม้คนที่มาเยือนจะมีรูปลักษณ์หน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่คนเป็นย่าไม่อาจลืมแววตาและรอยยิ้มของหลานรักไปได้ ดวงตาคู่นั้นอาจจะดูเศร้ากว่าทุกครั้งก็ตาม ธันวาเข้าสวมกอดหญิงชราที่อ้าแขนรอ พร้อมกับกระหน่ำหอมสองแก้มด้วยความคิดถึง
“คิดถึงย่าที่สุด” หลังจากพยุงคุณย่ามานั่งที่โซฟาแล้ว ก็ทำท่าทีออดอ้อนเป็นเด็กน้อย ซบหน้าที่อกสองแขนโอบเอวแน่น
“คิดถึง แล้วทำไมไม่มาหาย่าบ้าง ปล่อยให้ย่าคุยกับหลานผ่านจอทีวีทุกวัน” ย่าดวงแขพูดเสียงอ่อนตัดพ้อที่หลานหายหน้าไปถึงสามปี พอกลับมาก็ยังไม่ยอมมาเยี่ยมอีก คนแก่ย่อมน้อยใจเป็นธรรมดา
“ขอโทษครับ” ธันวายิ่งรัดแน่นขึ้นกว่าเก่า เขารู้ว่าไม่อาจไถ่โทษได้แต่แค่อยากชดเชยความรู้สึกผิดในใจของตัวเอง ย่าดวงแขเองก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร แค่หลานชายมาหาก็ดีใจจนลืมความเหงาไปหมดสิ้น
“อ่าว นังพริกไปเตรียมโต๊ะอาหาร หลานข้าหิวแย่แล้ว” ย่าดวงแขสั่งเสียงดังจนพริกสาวใช้ ที่นั่งหน้าแป้นชื่นชมความหล่อเหลือกินของหลานคุณย่าต้องสะดุ้งตื่น
“พริกกี้คะคุณย่า ลืมตลอดเลย ว่าแต่คุณธันที่ตอนนั้นตัวอ้วนๆ หน้ากลมๆนะหรอคะ ไม่น่าเชื่อว่าจะหล่อปานเทพบุตรมาจุติยังไงยังงั้น” นังพริกพูดไปเขินตัวบิดไป ยิ่งรอยยิ้มที่ส่งมาทำให้แทบละลาย สลายเป็นวิญญาณหลุดจากร่าง แต่แล้ววิญญาณก็กลับเข้าร่างในทันทีที่หันไปเจอสายตาย่าดวงแข ต้องลุกไปทำตามคำสั่งอย่างขัดไม่ได้
“ป่ะ กินข้าวกัน ดูสิท้องร้องใหญ่แล้ว” เพราะกลิ่นหอมหวนของอาหารโชยมาจากในครัว ทำให้เจ้าตัวนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวาน หญิงสูงวัยเดินจูงแขนหลานรักเข้าร่วมโต๊ะ อาหารไม่กี่อย่างและยังเป็นอาหารพื้นๆ ที่สำคัญเป็นฝีมือของย่าดวงแขที่รสมือไม่ธรรมดา ยิ่งกระตุ้นให้ท้องของธันวาร้องหนักกว่าเดิมอีก ย่ามองหลานชายที่ก้มหน้ากุ้มตาทานอาหารบนโต๊ะด้วยสายตาสุดแสนเอ็นดู คนเป็นย่าผ่านโลกมาจนอายุปูนนี้ ย่อมดูออกว่ารอยยิ้มของหลานชายเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
“อ้า อิ่มจังเลย ฝีมือของย่าไม่เคยตกเลยจริงๆ” ธันวาเอนหลังลูบท้องเพราะรู้สึกจุกแน่น
“มีอะไรไม่สบายใจ เล่าให้ย่าฟังได้นะ” ผู้เป็นหลานไม่ตอบอะไร เพียงเอียงแก้มแนบกับฝ่ามือเหี่ยวย่นตามวัย ส่งผ่านความห่วงใยให้กับเจ้าของใบหน้าเศร้า ปัญหาที่เขาพบเจอมาถึงอยากบอกเล่าให้ย่าฟังสักแค่ไหน แต่ก็ใช่เรื่องที่ควรบอกกับหญิงสูงวัยยิ่งแล้ว คงยากที่ย่าจะเข้าใจ และยอมรับกับเพศสภาพที่หลานชายคนเดียวเป็นอยู่ได้ ธันวาทำได้เพียงยิ้มจางๆเป็นสัญญาณบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร
“ขอบคุณครับพี่” ภู่กันต์ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณพี่ลูกแก้ว ที่ช่วยมาประกันตัวเขา
“เรื่องมันเป็นยังไง ทำไมถึงได้มานอนห้องขัง ให้ยุงกัดจนตัวลายแบบนี้” ทั้งคู่เดินสนทนากันมุ่งหน้าออกจากสถานีตำรวจ พี่ลูกแก้วถามไถ่ถึงสาเหตุของการมาเยือนสถานที่นี้ ของนักแสดงในสังกัดตนไปพลาง ถึงจะเป็นผู้ชายที่อาจจะดูแข็งแรงบึกบึน แต่แผลรอยช้ำที่เห็นนี่ก็เพราะเขาแพ้ แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล เพียงแค่เจ็บๆคันๆบวมช้ำเท่านั้น ภู่กันต์เกาตามหน้าตามตัวจนผมเผาดูยุ้งเหยิงไปหมด เนื้อตัวสภาพไม่น่าดูเอาซะเลย ถึงกระนั้นกระเพราะอาหารของเขาก็เริ่มทำงาน เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวาน ลำบากพี่ลูกแก้วต้องพาไปทานข้าวอีก
“ห๋า! แกเป็นแฟนกับน้องธัน มีอะไรเกินเลยกันแล้วด้วย ที่สำคัญที่แกต้องไปนอนตากยุงนี่ เพราะคุณพิศพิไลแม่ของน้องธันแจ้งจับแก ข้อหาบุกรุกบ้านเค้า” พี่ลูกแก้วอุทานดังลั่นร้านจนคนมองเป็นแถบ แถมทวนคำบากเล่าของชายหนุ่มที่เคี้ยวข้าวไปพูดไป พอจับใจความออกมาเป็นประโยคได้ประมาณนี้
“แล้วแกไปบุกบ้านเค้าทำไม?”
“ไม่ได้บุก ผมไปตามหามู๋ธันที่บ้าน แต่เค้าไม่ให้เข้า จะให้ทำไง”
“แล้วแกทำไง” เท่าที่ฟังมาก็ยังไม่มีท่อนไหนที่เค้าจะแจ้งจับเอาเรื่องได้นี่
“ก็ปีนรั้วบ้านไง” ชายหนุ่มเกาคางพูดหน้าตาเฉย
“นั่น ว่าแล้วไง” พี่ลูกแก้วตบโต๊ะฉาดหนึ่ง เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด
“ว่าแต่ทำไมแม่ธันต้องแจ้งจับแกด้วย เขาไม่ชอบแกหรอ?”
“ก็เพราะข่าวนั่นแหละ แม่เค้ารับไม่ได้ที่เราเป็นแฟนกัน” เมื่อคุยมาถึงข้อนี้ภู่กันต์ก็ได้แต่ก้มหน้าเศร้า ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีอะไรเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัวของอีกฝ่าย ตอนนี้ธันวาก็ไม่ยอมพบหน้าอีก เขาคิดไม่ออกรู้สึกมืดแปดด้านไปหมด
“มือถือมี ทำไมไม่โทรให้พี่มาช่วยตั้งแต่เมื่อคืน นอนเลี้ยงยุงอยู่ได้ รอจนสายป่านนี้ทำไม?”
“แบตหมดอะดิ ผมโทรหามู๋ธันเป็นร้อยสายพันสาย จนเครื่องจะไหม้ จะเอาเวลาไหนไปชาร์จแบต คนอะไรใจแข็งได้โล่จริงๆ”
“แล้วจะเอาไงต่อ” พี่ลูกแก้วเข้าใจคนทั้งคู่ดี เพราะพี่ลูกแก้วเองก็เคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาเหมือนกัน กว่าจะได้รับการยอมรับเช่นทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะต้องฝ่าฟัน ต้องแลกกับความเจ็บปวดแสนสาหัส ยิ่งเมื่อก่อนสังคมยังไม่เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้
“จะทำไงได้ ก็ว่าจะไปที่บ้านมู๋ธันอีกรอบ เผื่อเค้าจะใจอ่อนยอมคุย” เพราะธันวาไม่ค่อยบอกเล่าอะไรมาก เท่าที่รู้ก็มีแค่ที่บ้านนี่แหละที่จะตามหาตัวเจอ อย่างน้อยๆแค่ได้รู้ข่าวก็ยังดี
“ถึงว่า น้องธันไลน์มาแจ้งเลื่อนงานทั้งเดือนแต่เช้ามืด พอพี่ถามอะไรก็ไม่ตอบ ไม่อ่านเลยด้วยซ้ำ ก็กะว่าจะมาถามแกอยู่เหมือนกัน” พี่ลูกแก้วเข้าใจตอนนี้นี่เอง สาเหตุที่ธันวาดูแปลกไปเป็นเพราะเรื่องนี้
“กระแสตอบรับจากแฟนคลับก็ดี จะมีก็แต่เรื่องครอบครัวของน้องธัน เอางี้ แกไปเคลียร์เรื่องส่วนตัวให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องงานพี่จัดการเอง” พี่ลูกแก้วเสนอช่วยเคลียร์ในส่วนที่พอจะช่วยได้ ภาวนาให้ผ่านเรื่องนี้ไปในเร็ววัน
“สู้ๆ” เมื่อเห็นน้องรักทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ พี่ลูกแก้วจึงชูสองนิ้วเป็นกำลังใจให้
“ผมสู้ขาดใจอยู่แล้วละ” ภู่กันต์ถอนหายใจเสียงดัง เรียกขวัญและกำลังใจตัวเองฮึดสู้อีกครั้ง
ณ.ประตูคฤหาสน์หรูใจกลางเมือง
“ป้าๆ คนเมื่อคืนมาอีกแล้ว ฉันไปเรียนคุณหญิงเลยนะ” เด็กอ่อนสาวใช้วิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกเหตุกับป้าอร ก่อนจะนำเรื่องไปรายงานต่อเจ้านาย แต่ถูกป้าอรใช้มือปิดปาก ลากตัวเข้ามุมอับของตัวบ้านเสียก่อน
“ไม่ต้อง เอ็งพาข้าไปหาคุณคนนั้นสิ” แม้เด็กอ่อนจะงุนงงอยู่มาก แต่ก็ยอมทำตามในสิ่งที่ป้าอรบอกแต่โดยดี ทั้งสองสาวเท้าอย่างเร่งรีบมาแอบที่ประตูบานเล็ก ให้เด็กอ่อนไปตามชายหนุ่มคนดังกล่าว เห็นกำลังด้อมๆมองๆอยู่ข้างรั้วบ้าน ภู่กันต์เอื้อมมือจับเหล็กดัดด้านบนกำแพง กำลังก้าวขาขึ้นเพื่อเตรียมปีนป่าย ก็ถูกสาวใช้คนหนึ่งมายืนป้องปากเรียก เขาจำได้ว่าชุดที่เธอใส่ เป็นยูนิฟอร์มสาวใช้บ้านที่เขากำลังจะบุกรุก จึงทำให้ตกใจตกจากกำแพงก้นจ้ำเบ้า เด็กอ่อนหันซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นแล้ว จึงกวักมือเรียกชายหนุ่มให้เดินตาม
“ป้าอร” ภู่กันต์ถูกป้าอรดึงแขนเข้าแอบข้างพุ่มไม้ โดยที่มีเด็กอ่อนคอยดูต้นทางอยู่ใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยมาเที่ยวเล่นบ้านธันวา จึงรู้สึกคุ้นชินกับป้าอรอยู่บ้าง
“มาหาคุณหนูหรอคะ?”
“ครับ” เขาตอบรับพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย
“คุณหนูออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดแล้วค่ะ”
“ไปไหนครับ” ภู่กันต์รีบถามแทรกทั้งที่ป้าอรยังพูดไม่จบ
“ไปหาคุณย่าดวงแขที่ราชบุรีค่ะ”
.”แล้วป้าอรพอจะบอกเส้นทางกับผมได้ไหมครับ” ชายหนุ่มออกอาการดีใจจนแทบควบคุมไม่อยู่
“ป้าไม่รู้หรอกคะ แต่มีคนหนึ่งที่จะบอกคุณได้”
“ใครหรอครับ?” ภู่กันต์แทบจะรอคำตอบของป้าอรไม่ไหว
“คุณไพบูลย์คะ” คำตอบที่ได้ฟังทำเอาชายหนุ่มหน้าถอดสี
“ไม่ต้องกังวลไปค่ะ” เขาเองก็อยากจะเชื่อที่ป้าอรปลอบอยู่หรอก แต่แค่คิดก็โคตรจะกลัวแล้ว คุณหญิงยังฤทธิ์เยอะขนาดนี้ คุณไพบูลย์นี่ไม่เอาตายเลยหรอ
“เชื่อป้าเถอะคะ” สายตาที่แน่วแน่ของป้าอร ช่วยให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นมานิดนึง
“เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่” ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ป้าอรและเด็กอ่อนยืนส่งภู่กันต์จนลับตา
“ป้ารู้ได้ไงว่าคุณธันไปราชบุรี” เด็กอ่อนถามแทรกขึ้นเพราะความสงสัย ตอนที่คุณหญิงถามป้าอรก็เห็นปฏิเสธนักแน่น
“เอ็งไม่ต้องรู้หรอก ที่สำคัญเรื่องวันนี้เอ็งปิดปากให้สนิทเหยียบให้มิดเลยนะ ไม่งั้นข้าเอาตาย” หญิงสูงวัยพูดเสียงเข้ม ข่มขวัญสาวใช้ให้เกิดความกลัว
“แต่ถ้าคุณหญิงรู้ทีหลังฉันก็ตายเหมือนกันนะป้า”
“เอ็งไม่พูด ข้าไม่พูด ใครจะไปรู้ว่ะ หรืออยากตายตอนนี้ เอ็งเลือกเอา” ป้าอรแกก็พูดถูก อย่างน้อยๆก็ทำเพื่อคุณธันเจ้านายน้อยของบ้าน