เปลวเพลิงมอดดับไปพร้อมร่างกายของเหล่าโจรต่างมอดม้วยมรณา ฝุ่นผงขี้เถ้าล่องลอยขึ้นสู่ท้องนภา ในขณะที่เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของเหล่าโจรได้เงียบเสียงลงไป
ณ ด้านหน้าปากทางเข้าประตู
แววตาของโอเกอร์ได้แหงนมองจันทร์เต็มดวงพร้อมจอกเหล้าในมือข้างขวา ความรู้สึกอ้างว้างอันประหลาดจู่โจมเข้ามาในใจทันที เขาระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ข่มกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ในอก
เสียงะโโห่ร้องดีใจยังคงก้องกังวานมาแต่ไกล การต่อสู้ได้สิ้นสุดลง เหล่าทหารที่เหลือต่างร้องรำทำเพลงให้ลืมเลือนอดีตที่แสนขมขื่น
เสียงร้องของพวกเขาดังก้องกังวาน แม้กระทั่งตัวโอเกอร์ที่นั่งอยู่ข้างริมประตูค่ายยังได้ยินเสียงเ่าั้อย่างชัดเจน
“ขอผมนั่งด้วยคนจะได้หรือไม่ ?”
เสียงของกวีดังขึ้นจากด้านหลังของเขา ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นพร้อมมีขวดเหล้าในมือขวา
โอเกอร์มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ ทำแค่เพียงเผยยิ้มพลางขยับตัวให้มีที่นั่งเพียงพอสำหรับกวี
ทั้งสองรินเหล้าให้แก่กัน แววตาเฝ้ามองจันทราอันงดงามก่อนที่ราตรีนี้จะสิ้นสุดลง
ไร้ซึ่งถ้อยคำว่ากล่าว ไม่มีคำพูดใดจะชโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าของโอเกอร์ได้ดีไปกว่าความเงียบงัน
“ขอชั้น.. นั่งด้วยคนได้รึเปล่าคะ ?”
เสียงของแอนนาได้ดังก้องกังวาน เมื่อนั้นทั้งสองต่างเร่งขยับที่ให้มีที่นั่ง เธอได้ก้าวเดินมาหาพลางทิ้งก้นนั่งลงคั่นกลางระหว่างพวกเขา
ทั้งสามเฝ้ามองดวงจันทราเต็มดวง ท่ามกลางความงดงามอันเป็นิรันดร์ หากแต่ว่ามันกลับไร้ซึ่งเสียงเพลงขับขานบรรเลงพาให้ผ่อนคลาย
“ทำไมท่านถึงยังไม่นอนกันครับ ?” เสียงของโอเกอร์เอ่ยขึ้น ในขณะที่หน้าของเขายังคงแหงนมองขึ้นสู่ท้องนภา
“เสียงหัวเราะดังขนาดนั้น ชั้นคงจะหลับลงหรอก”
กวีและโอเกอร์ต่างไม่เอ่ยตอบเธอ พวกเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ท่ามกลางสภาวะแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ต่อให้จะพยายามข่มตาลงสักเพียงใด ร่างกายก็ไม่มีวันหลับ
แววตาของแอนนาแอบมองไปที่กวี หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่เป็ปกติ
ระยะห่างระหว่างเธอและเขามีเพียงเล็กน้อย ััได้ถึงไออุ่นที่แผ่ขยายออกมาจากผิวกาย เรือนร่างแนบชิดอบอุ่นจนเธอนั้นอยากจะโผเข้ากอด
“ท่านกวี ชั้นขอขอบคุณจริง ๆ ที่ช่วยเหลือพวกเรา”
ได้ยินถ้อยคำกล่าวขอบคุณจากแอนนา แววตาของเขาพลันเริ่มฉายปแววแห่งความรู้สึกผิด บาปที่ตนเคยก่อได้หวนคืนกลับมาในทันทีทันใด
“หยุดเถอะครับ คนอย่างผมไม่มีค่าพอที่จะรับคำขอบคุณจากท่านแอนนาหรอกครับ เพราะสุดท้ายแล้ว ความจริงที่ว่าผมได้หักหลังพวกคุณไปแล้วครั้งหนึ่งก็คือเื่จริง”
ครั้งนี้กวีได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีถ้อยคำโป้ปดใด ๆ ผสมเจือปนอยู่
ในชั่วพริบตา แอนนาและโอเกอร์ได้มีแววตาตกตะลึงกับสิ่งที่เขากล่าว ทั้งสองจดจ้องมองหน้ากันครู่ใหญ่ ครู่ต่อมาแอนนาจึงเริ่มพูดขึ้นเพื่อถาม
“แล้วทำไมกันคะ ทำไมท่านจึงเลือกที่จะหวนกลับมาช่วยพวกเรากันล่ะ”
ได้ยินคำถามจากปากเธอ ใบหน้าของกวีได้แหงนมองขึ้นไปบนท้องนภา แววตาแลดูเหม่อลอย ริมฝีปากค่อย ๆ สั่นไหวและจึงพูดขึ้น
“นั่นสิ ทำไมกันนะ..”
แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บางทีก็อาจเป็เพราะเขาเพียง้าเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง หรือในบางที สาเหตุก็อาจเป็เพราะความรู้สึกผิดบาปที่ฝังลึกอยู่ในใจ
“เื่ที่ผ่านแล้วจะเป็ยังไงก็ช่างเถอะค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว เื่ที่ท่านกวีได้ช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากหายนะก็เป็เื่จริง ไม่เช่นนั้น พวกเราก็คงไม่มีทางได้มานั่งชมจันทร์ร่วมกันเช่นนี้ ต้องขอบคุณจริง ๆ ค่ะ”
เธอก้มหัวขอบคุณจนศีรษะแทบแนบชิดกับผืนทราย โอเกอร์มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไป พร้อม ๆ กันนั้น มุมปากของเขากลับเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มเป็ริ้วบาง ๆ แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย
“ท่านแอนนากำลังกล่าวขอบคุณผิดคนนะครับ”
เสียงของใครสักคนดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านหลัง พลันทั้งสามคนเร่งหันหลังไป เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏรูปลักษณ์ของหนึ่งในพลทหารของแอนนา
ในมือขวาของเขาถือขวดเหล้า ใบหน้าแดงก่ำประหนึ่งว่ายังไม่สร่างเมา สองเท้ายืนไม่มั่นคงและเดินโซซัดโซเซ
“ลู นาย้าจะพูดอะไรกันแน่ ?” โอเกอร์ลุกขึ้นยืนพร้อมทุกคนและเอ่ยถาม ซึ่งแม้ว่าเขาเองก็ย่อมรู้ว่าพวกพ้องคนนี้้าจะสื่อถึงสิ่งใด
“มันไม่จริงรึไงครับ! ถ้ามันเลือกช่วยพวกเราให้เร็วกว่านี้ล่ะก็ พวกพ้องของเราก็คงไม่ตายไปกว่าครึ่งหรอกใช่ไหม เื่ทั้งหมดและความสูญเสียที่เกิดขึ้นล้วนเป็ความผิดของมัน !!”
ทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็ของตนเอง สิ่งที่ลูกล่าวเองก็ถือเป็ข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง
กระนั้นแม้ว่าอีกฝ่ายจะว่าเขาเสีย ๆ หายๆ ทว่าแววตาของกวีกลับยังคงนิ่งสงบและเยือกเย็น ไม่นานสองเท้าของเขาพลันเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อไปหาลู
ระยะห่างระหว่างทั้งสองมีอยู่เพียงแค่ในระยะสายตา ด้วยความสูงที่แตกต่างกันอย่างมากมายหลายสิบเซน ตัวกวีจึงต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อ้าจดจ้องเข้าสู่ั์ตาของฝ่ายตรงข้าม
“อะไรของแก ?” ลูกล่าวด้วยสองอารมณ์ หนึ่งคืออารมณ์โกรธ และสองคือความสงสัย
แล้วกวีก็เริ่มกล่าว หากแต่ว่ากลิ่นอายอำมหิตที่แฝงอยู่ในกายกลับช่างรุนแรงเกินต้านทาน
“ผมคิดว่าคุณพูดผิดไปสักเล็กน้อยนะครับ ถ้าจะพูดให้ถูก เพราะตัวผมเลือกที่จะช่วย พวกคุณที่เหลืออีกครึ่งจึงรอดกันมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่ใช่รึไงครับ ?”
เพียงถ้อยคำจบลง สติของลูได้แตกซ่านกระจัดกระจาย เขามิอาจทานทนกับถ้อยคำที่กวีได้เอื้อนเอ่ยออกมา พร้อมมือซ้ายเร่งยื่นออกไปกระชากคอเสื้อของกวีให้ร่างกายลอยขึ้นอยู่เหนือพื้นดิน
“ไอ้สวะเอ๊ย ชั้นจะฆ่าแกซะ !!”
เสียงะโดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่า ใบหน้าของลูแดงก่ำ ขวดเหล้าในมือขวาถูกกำแน่นจนเส้นเืผุดโผล่และผ่านิั
“หยุดซะลู !!”
โอเกอร์เร่งเปล่งเสียงเพื่อห้ามปราม สติของพวกพ้องคนนี้ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะฤทธิ์สุราเมรัย มันจะกระทำการอันใดบ้างกับกวีก็ไม่มีใครล่วงรู้
เพียงแต่ว่า ในชั่วครู่พริบตาเท่านั้น แววตาของลูพลันแปรเปลี่ยนไปกลายเป็ความหวาดกลัว มือซ้ายของมันเริ่มต้นสั่นเทา มันรีบปล่อยมือออกจากคอเสื้อของอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งสาเหตุ
แววตาของกวีเปล่งประกายแสงสว่างสีแดงฉานออกมา เยือกเย็นจนลูมิอาจต้านทานไหว ร่างกายของเขาสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่ไหว
“คิดว่าทำได้ก็ลองดูสิ ในวินาทีที่คุณคิดจะใช้กำลัง เมื่อนั้นผมจะเริ่มเปิดฉากโจมตีในทันที ผมไม่สนหรอกนะหากว่าผมจะต้องฆ่าคุณ แม้ว่าผมจะต้องทำมันต่อหน้าท่านแอนนาก็ตาม”
เขาประกาศกร้าวเสียงแข็ง แววตาช่างแลดูเรียบเฉย แม้กระทั่งตัวโอเกอร์และแอนนาที่จิตสังหารมิได้มุ่งถึงกลับยังรู้สึกสั่นไหว
ลูลุกขึ้นยืน เขาเร่งหันหลังกลับและจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ใช่ว่าทุกคนจะไม่เข้าใจความรู้สึกของลู การสูญเสียในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผู้ใดจะรับไหว
ถึงกระนั้น ไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะคิดเห็นเช่นไร ท้ายที่สุดสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วล้วนแปรเปลี่ยนไปเป็อดีต ย่อมไม่มีทางใดที่มันจะหวนคืนกลับมาให้สามารถแก้ไขได้อีก
โอเกอร์ยังคงจ้องมองแผ่นหลังของลูจนกระทั่งเขาหายลับไปจากสายตา แรกเริ่มเดิมทีแล้ว เขาคือชายผู้รักพวกพ้องมากกว่าชีวิตของตนเอง หากเมื่อใดมีคราวที่พรรคพวกของเขารู้สึกเ็ป แต่ที่รู้สึกเ็ปยิ่งกว่ากลับเป็ฝ่ายของโอเกอร์ จิตใจของเขาจะทวีคูณความรวดร้าวราวกับการถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทงกลางอกในคราเดียว
ทุกเสียงเงียบลง หลงเหลือเพียงความเงียบงันที่ยังคงคอยอยู่เคียงข้างกาย
“ท่านกวี ช่วยตามผมมาสักครู่จะได้ไหมครับ ?” เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้น หากแต่ว่าแววตากลับแฝงความเคร่งขรึมอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่ขัดข้องครับ” กวีพลันเร่งโต้ตอบโดยไม่ลังเล
ณ ที่ใดสักแห่งที่ค่ายนักเดินทาง
กวีและแอนนาได้ติดตามโอเกอร์ไปยังที่พักแรมหลังหนึ่ง ด้านหน้ามียามเฝ้าอยู่สองนาย ภายในมีประกายแสงส่องสว่างราวกับมีใครบางคนกำลังทำสิ่งใดสักอย่างอยู่ข้างใน
“ได้ความว่าไงบ้าง ?” เมื่อมาถึง โอเกอร์จึงเร่งเอ่ยขึ้น
ได้ยินคำถาม สีหน้าของยามเฝ้าทั้งสองต่างแสดงออกมาถึงความเหนื่อยหน่าย
สองคนจ้องหน้ากันราวสามวินาที ครู่ต่อมาหนึ่งในนั้นพลันเริ่มต้นเอ่ยคำพูดขึ้นมา
“ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ พวกเราพยายามรีดเค้นข้อมูลด้วยสารพัดวิธีที่พวกเราพอจะคิดออกแล้ว ทั้งดึงเล็บมือและเท้า ทั้งตัดองคชาต ทั้งถลกหนังหน้าออกมาทั้งหมด ถึงอย่างนั้น เ้านั่นก็ไม่คิดจะสารภาพอะไรออกมาแม้แต่อย่างเดียวครับ”
ยามเฝ้าคนนี้สบถเื่ราวร้ายกาจออกมาโดยไม่อายผู้ใด
.
< ถึงขั้นถลกหนังหน้า คงจะแค้นกันน่าดูเลยสินะ >
.
กวีเริ่มครุ่นคิด ไม่ว่าใครก็ตามจะอยู่ ณ อีกฟากหนึ่งของผ้าใบ ทว่าสภาพในตอนนี้ย่อมไม่มีทางสู้ดีอย่างแน่นอน
“พวกนายสองคนไปพักซะ ชั้นจะจัดการต่อให้เอง” เสียงของโอเกอร์ถูกเปล่งขึ้นเพื่อกล่าวอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของยามเฝ้าทั้งสองจึงฉายแววแห่งความฉงนขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านไปราวสิบถึงสิบห้าวินาที พวกเขากลับยินดีทำตามคำสั่งและจึงเร่งจากลา
เพียงไม่นาน เรือนร่างของยามเฝ้าทั้งสองก็หายลับไปจากทัศนียภาพ
“ท่านแอนนาได้โปรดอยู่ข้างนอก ส่วนผมกับท่านกวีจะเข้าไปข้างในสักครู่”
โอเกอร์พูดขึ้น กวีพยักหน้าตอบตกลงในทันที เว้นเสียแต่ว่าแอนนาคงไม่มีทางเห็นพ้องตามคำขอของเขาโดยง่าย
“ไม่ได้ค่ะ เื่ทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะชั้นเป็ต้นเหตุ เพราะฉะนั้น ในฐานะที่ชั้นคือหัวหน้าของพวกเขา ชั้นเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องอยู่ดูจนถึงที่สุดเช่นกันค่ะ !!”
เธอตั้งมั่นยืนกรานถึงเจตนารมณ์อันกล้าแกร่ง ความดื้อรั้นของเธอช่างมีมากล้นยากเกินที่ผู้ใดจะต้านทานไหว
“เข้าใจแล้วครับ แต่หากไม่ไหวขึ้นมา ท่านต้องบอกผมในทันที ตกลงนะครับ ?”
โอเกอร์คงมิอาจห้ามปรามนายหญิงของตนได้อีกต่อไป ทางเดียวที่เหลือคือการต้องปล่อยเลยตามเลย
“ตกลง..”
ทั้งสามเข้าสู่พื้นที่ภายในที่พักแรม
แสงไฟส่องสว่างเป็ประกายแสงสลัว ทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นไม่ค่อยแจ่มชัดเท่าใด กระนั้นกลิ่นคาวเืกลับล่องลอยโชยมาเข้าแตะจมูกอย่างชัดเจนั้แ่ก้าวแรกที่ได้ย่างกรายเข้าสู่ข้างใน
ณ จุดนั้นได้ปรากฏโต๊ะเครื่องมือสำหรับทรมาน ข้างกันมีชายผู้หนึ่งกำลังถูกมัดตรึง เหนือคอขึ้นไปถูกครอบเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวเปื้อนเืแดงสด ขาสองข้างอ้าออกจากกัน ทว่าบางสิ่งที่ควรจะอยู่ ณ จุดศูนย์กลางกลับหายไป
“อั่วะ-”
องค์หญิงเธอมิอาจทานทนกับสิ่งที่เห็นพลันอ้วกออกมา ภาพตรงหน้าช่างโหดร้ายและทารุณ ในหัวเริ่มต้นพรรณนา ว่าในขณะที่ชายผู้นี้กำลังถูกทรมาน เสียงกรีดร้องคงดังก้องกังวานอย่างเ็ปรวดร้าวอย่างที่เธอก็มิอาจคาดเดา
โอเกอร์เริ่มต้นก้าวเดินเข้าไปหาชายผู้น่าสงสาร เขาหรี่ตาลง ชำเลืองมองร่างกายอันน่าอดสูของมันพร้อมกับพูดออกไป
“จงบอกสถานที่ตั้งของพวกที่เหลือมาซะ”
ได้ยินคำถาม ถุงผ้าขาวเปื้อนเืจึงเริ่มขยับ เสียงที่ถูกเปล่งออกไปสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ชั้น.. จะไม่.. ขาย.. เพื่อน..” เ้าโจรผู้โชคร้ายพยายามเค้นเสียงพูด
แม้ว่าพวกมันทุกคนล้วนเป็คนขลาดเขลาเบาปัญญา ทว่าความซื่อสัตย์ต่อนายตนกลับแรงกล้าจนสิ่งใดก็มิอาจบ่อนทำลายจากภายใน
“ดูเหมือนจะไม่ได้ผลสินะ”
โอเกอร์ทอดถอนลมหายใจด้วยความอ่อนล้า สถานการณ์ ณ ปัจจุบันใช่ว่าจะปลอดภัย
การที่พวกโจรจะเตรียมการได้ถึงเพียงนี้ พวกมันจำต้องมีแหล่งกบดานอยู่ ณ สถานที่อันใกล้เคียงเพื่อสอดส่องศัตรู
ซึ่งในขณะที่กลุ่มโจรส่วนใหญ่เริ่มต้นทำตามแผนการ บางส่วนจะคอยเฝ้าอยู่ฐานเพื่อปกปักรักษาสมบัติล้ำค่ามิให้ผู้ใดแอบฉวยโอกาสในยามที่ไม่มีใครอยู่
แม้แต่คนโง่กลับมีหลักการในชีวิตของตน ต่อให้ตัดแขนหรือตัดขา มันผู้นี้ก็คงไม่ยอมแม้แต่จะปริปาก จึงต้องมี ‘บางสิ่ง’ ที่มีมูลค่ามากพอจะทำให้เหล่าคนโง่หันหลังต่ออุดมการณ์ของตนแต่โดยดี
กวีเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า เขาบอกให้โอเกอร์หลีกทางไป
เขาหยุด ณ เบื้องหน้าของมัน ในไม่นาน ใบหน้าจึงยื่นเข้าไปใกล้หูพลางกระซิบบอกบางสิ่งด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
.
“แกน่ะ..”
.
“มีครอบครัวรึเปล่า ?”
.
เพียงสิ้นเสียงราวเสี้ยววินาที ร่างกายของเ้าโจรผู้สงสารที่แน่นิ่งจนถึงเมื่อครู่ กลับดิ้นรนขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
มุมปากของกวีขยับยกขึ้นสูง กลายเป็รอยยิ้มชั่วร้ายและพูดขึ้น
“หืม ดูเหมือนว่าแกเองก็มีครอบครัวเหมือนกันสินะ พ่อรึเปล่า? แม่งั้นเหรอ? ภรรยาสินะ? ไม่สิต้องเป็ลูกชาย? หรือว่าลูกสาวกันล่ะ?”
ถ้อยคำของกวีทิ่มแทงทำร้ายจิตใจของเ้าโจรอย่างรุนแรง มันพยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมส่งเสียงะโออกไปดังลั่นที่เปรียบได้ดังเสียงคำรามของสัตว์อสูร!
“ถ้าแกกล้าแตะต้องแองเจลิก้ากับหนูเอ๊บบี้ล่ะก็ แกตายแน่ !!!” ร่างกายของเ้าโจรผู้น่าสงสารสั่นเทาเนื่องด้วยความโกรธ แม้จะถูกตัดตอนไปสักกี่ส่วนก็ไม่มีท่าทีจะปริปาก กระนั้นมันกลับมิอาจทานทนเมื่อสิ่งที่ถูกนำมาต่อรองคือคนในครอบครัว
“หนูเอ๊บบี้ งั้นก็คงเป็ลูกสาวสินะ และหากให้ชั้นลองคาดเดาจากการที่แกเรียกเธอว่าหนู แสดงว่าตอนนี้อายุของเธอคงอยู่ในวัยน่ารักน่าชัง แล้วแกจะคิดจริง ๆ รึ ว่าเธอจะสามารถทนรับความโกรธแค้นของเหล่านักรบผู้บ้าคลั่งมากกว่าห้าสิบคน ที่จะสอดใส่เข้าไปในตัวเธอและภรรยาของนายไหวน่ะ”
เสียงของกวียามนี้ร้ายกาจประหนึ่งตัวร้ายในนิยายเื่หนึ่ง เขากล่าวพลางเผยรอยยิ้ม ณ มุมปาก ดูแล้วมิอาจแยกออกว่าใครกันคือผู้ร้ายตัวจริง
“ชั้นจะฆ่าแกซะ !!!”
มันโมโหโกรธาจนถึงขีดสุด ร่างกายที่ถูกผูกมัดพยายามดิ้นรนให้หลุดรอดจากพันธนาการ เป้าหมายมีเพียงหนึ่ง นั่นคือการสังหารไอ้ชาติชั่วที่พล่ามมากจนถึงเมื่อครู่ให้เงียบปากลงไปเสีย
ราวห้านาทีต่อมา
“ห่างออกไปทางทิศเหนือ.. ราวห้าไมล์..” เ้าโจรเริ่มต้นปริปากพูดร่างกายของมันเหี่ยวเฉาราวกับใบไม้ผลิใบเมื่อย่างเข้าฤดูหนาว
มันสารภาพทุกสิ่ง
ทว่าแทนที่กวีจะส่งะโโห่ร้องเพราะทำสำเร็จตามเป้าหมาย มุมปากของเขากลับหุบยิ้มลงในทันใดอย่างมีนัยสำคัญ
ชายหนุ่มก้มลงแทบเท้าอยู่ ณ ตรงหน้าของโอเกอร์และแอนนา พร้อมถ้อยคำพลันถูกเปล่งออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด
“ขอร้องล่ะครับ ลูกเมียของพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าได้ทำอะไรพวกเธอเลยนะครับ !!”
แม้จะเป็ศัตรูที่น่าชิงชัง กระนั้นลึก ๆ ในใจของแอนนากลับเห็นด้วยกับกวี
เพียงแต่ว่า แววตาของโอเกอร์กลับสื่อความหมายในอีกนัยหนึ่ง
โอเกอร์ก้าวเดินไปหาร่างอันน่าสังเวชของเ้าโจร แววตาจดจ้องมองมันอย่างน่าอดสู ไม่นานมือขวาได้ชักดาบออกมาด้วยแววตาเคร่งขรึม
“ผมจะฆ่าคุณซะ”
ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้อีก
“หยุดนะโอเกอร์ !!” แอนนาพยายามห้ามปรามอย่างสุดชีวิต กระนั้นเสียงของเธอกลับมิอาจส่งไปถึงตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย
กวีทำได้เพียงจดจ้องภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความลังเล ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาควรใช้กำลังเพื่อห้ามปรามจะดีหรือไม่
แต่แล้ว..
“ผมจะฆ่าคุณ เพราะหากผมยังคงปล่อยคุณให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไป คนที่เหลือก็จะลงมือทรมานจนกว่าคุณจะสิ้นใจไปเอง เพราะฉะนั้น ผมต้องฆ่าคุณซะ แต่ผมจะขอสัญญา ว่าตราบใดที่ตัวผมยังมีลมหายใจอยู่ จะไม่มีพวกของผมแม้แต่คนเดียวที่สามารถแตะต้องครอบครัวของพวกคุณได้แม้แต่ปลายก้อย เพราะฉะนั้น คุณจงหลับใหลไปตลอดกาลอย่างหมดห่วงเสียเถอะ”
เสียงของโอเกอร์กล่าวหนักแน่นและแฝงความสัตย์จริง ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำโต้แย้งเพื่อคัดค้าน
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ดาบในมือขวาพลันถูกกวัดแกว่งหนึ่งคราเพื่อตัดศีรษะของศัตรู เพียงแต่ว่า ก่อนที่คมดาบจะเข้าสะบั้นคอ กลับมีเสียงของเ้าโจรพลันดังก้องกังวานขึ้นในห้วงทำนองแห่งสายลมอันแ่เบา
“ขอบคุณครับ”
กลุ่มโจรงูเห่าดำคนสุดท้ายได้หมดสิ้นลมหายใจ ยักษาสีครามยามนี้ได้ปรากฏให้เห็นเพียงแค่แผ่นหลังอันกว้างใหญ่ ถึงกระนั้น เพียงแค่ได้เห็นมันในชั่วพริบตา กวีและแอนนากลับััได้ถึงความเ็ปรวดร้าวที่ลึกล้ำยากเกินจะบรรยายที่แผ่ขยายออกจากกายเขา
“ผมนี่มันช่างเป็หัวหน้าที่แย่จริงๆ แค่ลูกน้องไม่กี่สิบคนก็ไม่สามารถควบคุมให้อยู่หมัด ผมนี่มัน.. แย่จริงๆ”
ชายผู้เปรียบได้ดังยอดบุรุษรำพึงรำพันสะอื้นไห้พลางโทษตัวเอง
เมื่อนั้นกวีจึงก้าวเดินเข้ามาหาพลางตบไปที่หลังของเขา
“เท่าที่ผมเห็น ผมไม่คิดว่าจะมีหัวหน้าแย่ ๆ คนไหนที่คิดจะเอาตัวเองเป็โล่กำบังให้ลูกน้องหรอกนะครับ”
หมดสิ้นถ้อยคำของกวี โอเกอร์พลันหันกลับมามองพร้อมมอบรอยยิ้มให้ไป “ขอบคุณครับ” เขากล่าวขอบคุณจากใจจริง มือขวาเร่งปาดน้ำตาที่รินหลั่งให้มันหยุดลง สีหน้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป ความอ่อนแอที่เคยมีกลับกลายเป็ความเคร่งขรึมและจึงพูดขึ้นมา
.
“ผมยังมี..”
.
“สิ่งที่ต้องทำหลงเหลืออยู่”