คำร้องของกิลด์มีอยู่มากมายั้แ่กำจัดสัตว์อสูร เก็บรวบรวม สำรวจ หรือเื่แปลก ๆ อย่างพี่เลี้ยงเด็กก็มี
พวกผมที่จัดการคำร้องของกิลด์ไปหลายอย่างได้เลื่อนแรงค์กิลด์กันเมื่อวานนี้ การ์ดจึงกลายเป็สีม่วง จบการเป็มือใหม่ซะที
เท่านี้ก็สามารถเลือกใบคำร้องสีดำกับสีม่วงแบบไหนก็ได้ที่แปะอยู่บนกระดานได้แบบไม่ต้องห่วงเื่การประทับตรา
แต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากประมาทก็อาจล้มเหลวได้ อย่างแย่ก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียวต้องรอบคอบให้มากกว่าเดิมซะแล้ว
“ซากปรักหักพังทางเหนือ......กำ จัด......เมก้า......สไลม์?”
ผมลองอ่านหนึ่งในใบคำร้องสีม่วงดูต้องขอบคุณลินเซ่ ดูเหมือนผมจะพออ่านคำศัพท์ง่าย ๆ ได้แล้วค่าตอบแทนก็......แปดเหรียญเงินสินะ คงไม่เลวล่ะมั้ง
“นี่อันนี้......”
““ไม่เอา””
ปฏิเสธแบบประสานเสียงเลยรึขอรับงั้นเหรอครับ ทั้งสองคนทำหน้ายี้แบบสุด ๆ ว่าแต่มันขนาดนั้นเลยเหรอ?
ดูเหมือนทั้งสองคนจะรับสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็สสารเหนียวๆ หนืด ๆ ไม่ได้แฮะ
“ยิ่งกว่านั้นเ้าพวกนั้นมันกัดกร่อนเสื้อผ้าได้นี่? ไม่ทำเด็ดขาดเลย”
แบบนั้นก็......น่าเสียดายนะ......
“นี่ล่ะ? ไปส่งจดหมายที่เมืองหลวงมีค่าเดินทางให้ ค่าตอบแทนเจ็ดเหรียญเงิน เป็ไงบ้าง?”
“เจ็ดเหรียญเงินเหรอ......แบ่งสามคงไม่ลงตัวนะ”
“ก็แยกส่วนที่เหลือออกมาแล้วเอาไว้ใช้ซื้ออะไรบางอย่างสำหรับทุกคนก็ได้นี่”
นั่นก็จริงนะ
ผมลองตรวจสอบใบคำร้องที่เอลเซ่เสนอดูเ้าของคำร้องคือ ซานัค เซนฟิลด์......อ้าว? นี่มันของคุณซานัคคนนั้นหรอกเหรอ?
ผมลองตรวจสอบที่อยู่ดูก็เป็คุณซานัคของ “แฟชั่นคิงซานัค” อย่างที่คิด ไม่ผิดแน่แล้ว
“เมืองหลวงเนี่ยจากที่นี่ไปต้องใช้เวลาประมาณเท่าไรเหรอ?”
“อืมใช้รถม้าก็ประมาณห้าวันมั้ง?”
ไกลพอควรเลยแฮะท่าทางจะเป็การเดินทางไกลครั้งแรก แต่ขากลับถ้าใช้【เกท】ก็จะกลับมาได้ในพริบตาเดียว สบายดียิ่งกว่านั้น ถ้าได้ไปถึงเมืองหลวงซักครั้ง คราวหน้าเวลาจะไป ก็ใช้【เกท】ไปถึงได้ในพริบตาเดียวในอนาคตสะดวกแน่
“อืมงั้นรับคำร้องนี่ละกัน ผู้ว่าจ้างคนนี้ เป็คนรู้จักของผมน่ะ”
“เหรอ? งั้นก็ตัดสินใจได้แล้วนะ”
เอลเซ่ดึงใบคำร้องมาแล้วไปยื่นเื่ที่ประชาสัมพันธ์ สิ่งที่เอลเซ่บอกมาหลังไปรับงานเสร็จก็คือเนื้อหาของคำร้องโดยละเอียดให้ไปฟังจากผู้ว่าจ้างโดยตรง ประมาณนั้น
งั้นก็ลองไปหาดูละกัน
“ไงไม่ได้เจอกันนานนะ สบายดีรึเปล่า?”
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลเมื่อตอนนั้นนะครับ”
ทันทีที่เข้าไปในร้านคุณซานัคก็รู้สึกถึงตัวผมแล้วส่งเสียงทัก หลังบอกไปว่ามาเพราะคำร้องของกิลด์พวกผมก็เลยถูกพาไปยังห้องด้านใน
“เนื้อหาของงานคือนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คที่อยู่ในเมืองหลวงถ้าบอกชื่อของฉันออกไปก็น่าจะรู้แหละแล้วก็อยากให้รับคำตอบของไวส์เคานท์กลับมาด้วย”
“จดหมายด่วนรึเปล่าครับ?”
“ไม่ถึงกับด่วนแต่ถ้าช้ามากไปก็จะลำบากน่ะนะ”
คุณซานัคหัวเราะพลางนำจดหมายที่ใส่ไว้ในท่อสั้นๆ มาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็นำอะไรบางอย่างที่เหมือนขี้ผึ้งมาปิดผนึกแล้วประทับตราลงไป
“แล้วก็ทางนี้คือค่าเดินทางให้ไปเยอะหน่อย ถ้าเหลือไม่ต้องเอามาคืนก็ได้ เอาไปเที่ยวชมเมืองหลวงซะนะ”
“ขอบคุณมากครับ”
หลังรับจดหมายกับค่าเดินทางแล้วออกจากร้านมาพวกผมก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทางทันที ผมไปเตรียมรถม้าลินเซ่ไปซื้อเสบียงสำหรับ่ที่เดินทางส่วนเอลเซ่กลับไปที่โรงแรมเพื่อนำอุปกรณ์ที่จำเป็มา
หนึ่งชั่วโมงให้หลังการเตรียมตัวทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย พวกผมจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
รถม้านั้นไปเช่ามาถึงจะเป็รถม้าแบบเรียบง่ายที่เรียกได้ว่ามีแค่กระบะขนของไม่มีหลังคาติดอยู่ก็เถอะแต่ก็ยังดีกว่าเดินย่ำต๊อกตั้งหลายเท่าล่ะนะ
ถึงผมจะบังคับม้าไม่เป็แต่ทั้งสองคนนั้นไร้ที่ติเลย ดูเหมือนว่าญาติของพวกเธอจะเป็คนบริหารฟาร์ม
ก็เลยคุ้นเคยกับการบังคับม้ามาั้แ่สมัยเด็กๆ
ผลคือทั้งสองคนต้องผลัดกันไปนั่งตรงที่นั่งสารถีส่วนผมแค่นั่งโยกไปโยกมาอยู่บนกระบะเท่านั้น รู้สึกผิดนิด ๆ แล้วสิ
รถม้าเดินหน้าไปตามถนนสายหลักอย่างราบรื่นบางครั้งก็ทักทายรถม้าคันอื่นที่สวนทางกัน พร้อมกับมุ่งหน้าไปทางเหนือเรื่อย ๆ
พอออกจากเมืองลีฟเล็ทถัดมาก็ผ่านเมืองโนรัน และเมื่อมาถึงเมืองอามาเนสค์ พระอาทิตย์ก็กำลังจะตกพอดี
วันนี้จะพักกันในโรงแรมที่เมืองนี้อ้าว? เดี๋ยวก่อนนะ
พอมาคิดดูดีๆ แล้ว ใช้【เกท】กลับไปที่ลีฟเล็ท ค้างคืนที่ “จันทราสีเงิน”แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสตาร์ทที่นี่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ?
พอบอกเื่ที่คิดได้กับทั้งสองคนไปผมก็โดนคัดค้านกลับมาทันที เอ๋
ทั้งสองคนบอกว่ามันเป็การทิ้งความสนุกของการเดินทางประมาณนั้น
“ได้แวะร้านที่ไม่รู้จักได้ค้างคืนในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ในเมืองที่ไม่รู้จักมันดีจะตายไปไม่เข้าใจอะไรซะเลยน้า”
เอลเซ่ว่าอย่างเอือมระอาคงหมายความว่า ถ้าไม่มีค่าเดินทางก็ยังพอว่า แต่นี่ได้ค่าเดินทางมาด้วยอย่าทำเป็ขี้เหนียวไปหน่อยเลย ประมาณนั้นล่ะมั้ง
พวกผมพากันไปเลือกโรงแรมก่อนที่พระอาทิตย์จะลับฟ้าแล้วก็ได้ห้องที่โรมแรมหรูกว่า “จันทราสีเงิน” เล็กน้อยการแบ่งห้องสองห้องคือผมอยู่คนเดียวส่วนพวกเธออยู่กันสองคน ทางผมเป็ห้องขนาดปกติแต่ทางพวกเธอเป็ห้องสำหรับสองคนที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย
เนื่องจากเลือกโรงแรมได้แล้วรถม้าก็ฝากไว้แล้ว ทุกคนจึงออกมาหาอาหารกินกันดูเหมือนคุณลุงที่โรงแรมจะบอกว่าอาหารประเภทเส้นของที่นี่อร่อยจะมีพวกราเม็งไหมน้า
ขณะที่กำลังเดินไปเรื่อยๆ ในเมืองเพื่อหาร้านที่ดูเหมาะ ๆ เข้า พวกผมก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากริมถนนมีคนมุงกันอยู่ ดูเหมือนจะมีเื่วุ่นวายด้วย
“อะไรกันนะ?”
พวกผมที่รู้สึกสนใจจึงแทรกตัวเข้าไปถึงใจกลางความวุ่นวายได้ในที่สุดที่ตรงนั้นมีพวกผู้ชายหลายคนกำลังล้อมสาวน้อยต่างชาติอยู่
“เด็กคนนั้น......แต่งตัวแปลกๆ นะคะ......”
“......ซามูไรน่ะ”
ผมตอบสั้นๆ ให้กับความสงสัยของลินเซ่
กิโมโนสีชมพูอ่อนกับฮากามะสีกรมท่าถุงเท้าญี่ปุ่นสีขาวกับรองเท้าแตะแบบสายคีบสีดำและที่อยู่ตรงเอวคือคาตานะเล่มใหญ่กับเล่มเล็ก ผมสีดำสลวยถูกตัดเรียบอยู่เหนือคิ้วส่วนด้านหลังมัดรวบเป็หางม้าส่วนปลายของหางม้าก็ตัดเป็แนวตรงอย่างเรียบร้อยอยู่เหนือไหล่ ปิ่นปักผมเรียบ ๆก็ดูเหมาะกับเธอดี
ถึงจะบอกว่าซามูไรแต่ความประทับใจแรกพบแบบนั้น ควรจะบอกว่าให้อิมเมจเหมือนแต่งเป็แฟชั่นมากกว่าแต่ภาพลักษณ์แบบนั้นก็เป็ซามูไรอยู่ดีล่ะนะ
ส่วนพวกผู้ชายเกือบสิบคนที่ล้อมสาวน้อยซามูไรคนนั้นกำลังส่งสายตาอันตรายไปหาเธออยู่ มีคนที่ชักดาบหรือมีดออกมาแล้วอยู่ด้วย
“เมื่อกลางวันดูแลกันไว้ดีมากเลยนะพี่สาว ก็เลยมาขอบคุณนี่ไง”
“......เดี๋ยวสิ? ข้าน้อยจำไม่ได้ว่าเคยดูแลใครไว้นะเ้าคะ”
หวาข้าน้อยเหรอ! เ้าคะเหรอ! เกิดมาเพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ
“แกล้งเซ่อได้ตลอดเลยนะ......!มาอัดพรรคพวกของพวกเรา อย่าคิดว่าจะได้กลับไปแบบปลอดภัยเชียว”
“......อ๋อพรรคพวกของคนที่ผลักทหารยามเมื่อกลางวันสินะเ้าคะ เื่นั้นพวกเ้าเป็คนผิดก็เมาหัวราน้ำั้แ่กลางวัน แล้วไปอาละวาดมั่วซั่วเองนี่เ้าคะ”
“รำคาญโว้ย!จัดการมันเลย!”
พวกผู้ชายทำการจู่โจมพร้อมกันสาวซามูไรจึงหลบอย่างพลิ้วไหวจากนั้นก็จับแขนของชายคนหนึ่งแล้วทุ่มลงจนกลิ้งไปได้อย่างสบาย ๆ ชายคนที่หลังฟาดเข้ากับพื้นจึงหมดสติไม่กระดุกกระดิกทันที