การใช้ชีวิตคู่ในบ้านสวนหลังใหญ่นี้ดำเนินมาได้เกือบปีแล้ว...
ฉันชื่อ 'ฝ้าย' หญิงสาววัยยี่สิบสามปีที่เพิ่งแต่งงานกับ 'แมน' ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีผู้ทำงานเป็วิศวกรบนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง รายได้ของเขาดีมากพอที่จะเลี้ยงดูฉันได้อย่างสุขสบาย แต่แลกกับการที่เขาต้องเดินทางไปปฏิบัติงานกลางทะเลเป็ระยะเวลานานหลายเดือนในแต่ละรอบ
หลังจากแต่งงานกัน แมนไม่อยากให้ฉันต้องอยู่เพียงลำพัง ประกอบกับ 'คุณพ่อณรงค์' พ่อแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็ข้าราชการำาญระดับสูงเพิ่งเกษียณอายุราชการและย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านสวนต่างจังหวัด แมนจึงขอร้องให้ฉันย้ายตามมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน เพื่อคอยดูแลงานบ้านและคอยอยู่เป็เพื่อนคุณพ่อณรงค์ด้วยความรักสามีและนิสัยหัวอ่อน ฉันจึงตกลงย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสวนหลังใหญ่กึ่งปูนกึ่งไม้โบราณหลังนี้ทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
คุณพ่อณรงค์ในสายตาของฉันคือข้าราชการระดับผู้ใหญ่ที่ดูภูมิฐาน สุภาพ อ่อนโยน และน่านับถือ ท่านมักจะยิ้มแย้มเอ่ยทักทายฉันด้วยน้ำเสียงสุภาพเสมอคอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบราวกับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง ทำให้ฉันรู้สึกเกรงอกเกรงใจและเคารพรักท่านประหนึ่งพ่อแท้ๆ อีกคน
ทว่า... บรรยากาศของบ้านสวนกว้างขวางท่ามกลางดงไม้ครึ้มที่เงียบสงัด บางครั้งก็แอบทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดและวังเวงลึกลับอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งวันหนึ่งที่แมนได้รับคำสั่งด่วนให้ไปปฏิบัติงานนอกชายฝั่งเป็เวลาสามเดือนเต็ม ความกังวลใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
“พับเสื้อตัวนี้ไปด้วยนะแมน อากาศที่นั่นอาจจะเย็นมากตอนดึกๆ”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา พลางเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมเนื้อหนาสีเทาเข้มพับเป็ระเบียบลงในกระเป๋าเดินทางใบโตที่เปิดอ้าอยู่กลางเตียงนอน
ร่างกายอวบอัดของฉันในชุดเสื้อยืดคอกลมตัวโคร่งสีขาวสะอาดกับกางเกงขาสั้นหลวมๆ นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้เนื้อแข็งของห้องนอน
ฉันพยายามจัดสรรพื้นที่ในกระเป๋า จัดเรียงเสื้อผ้าทุกชิ้นของสามีให้ออกมาเป็ระเบียบเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
หัวใจของฉันหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความกังวล พยายามทำทุกอย่างอย่างเชื่องช้าเพื่อยื้อเวลาที่จะได้อยู่ร่วมห้องกับเขาให้นานที่สุดอีกสักนิด
“ขอบคุณครับเมียจ๋า เมียของผมนี่แสนดีที่หนึ่งเลยจริงๆ”
น้ำเสียงทุ้มอบอุ่นและคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังเกือบจะทันทีที่ฉันเอ่ยจบ
ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งและกำยำของแมนจะสวมกอดรัดรอบเอวคอดกิ่วของฉันเอาไว้จากทางด้านหลังอย่างแสนรัก
เขาโน้มตัวลงมาจนแผ่นอกกว้างแนบสนิทกับแผ่นหลังของฉัน ซุกใบหน้าคมเข้มเข้าหาซอกคอขาวระหงอย่างโหยหา
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดผิวเนื้ออ่อนตรงซอกคอจนฉันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย
กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตที่เขาชอบใช้โชยเข้าจมูกของฉัน มันคือกลิ่นอายที่ฉันหลงรักและรู้ดีว่าจะไม่ได้ััไปอีกนานหลายเดือน
“แมน... อย่าเพิ่งกวนสิคะ ฝ้ายยังพับผ้าไม่เสร็จเลยนะ เดี๋ยวก็ใส่กระเป๋าไม่หมดหรอกค่ะ”
ฉันเอ่ยปรามเสียงนุ่มพลางพยายามเอียงคอหนีััสากระคายของไรหนวดจางๆ ที่เริ่มขึ้นครึ้มบนปลายคางและแก้มสากของเขา
แต่ในใจกลับเต้นรัวแรงด้วยความโหยหาไม่ต่างกัน มือบางของฉันเอื้อมไปกุมหลังมือหนาของสามีเอาไว้แ่เบา
นี่เป็ครั้งแรกหลังจากที่เราแต่งงานกันมาได้เกือบปีเต็ม ที่เราสองคนจะต้องห่างกันไกลถึงสามเดือนเต็มๆ
แมนต้องบินไปทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลในน่านน้ำต่างประเทศที่ไม่มีสัญญาณติดต่อได้สะดวกนัก
“ก็ผมคิดถึงฝ้ายนี่นา คิดดูสิตั้งสามเดือนเลยนะที่ผมไม่ได้กอดไม่ได้หอมร่างกายนุ่มๆ ของเมียแบบนี้”
แมนพึมพำกระซิบน้ำเสียงสั่นเครือปนอ้อนวอนอย่างที่เขาชอบทำยามอยู่กันสองต่อสองในห้องนอน
มือหนาหยาบกร้านจากการทำงานหนักของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้จากหน้าท้องแบนราบเลื่อนสูงขึ้นมาจนถึงทรวงอกอวบอัด
เขาเคล้นคลึงยอดอกอวบอิ่มที่ตั้งเต้าสู้มือผ่านเนื้อผ้าเสื้อยืดบางเบาอย่างหลงใหลในความสมบูรณ์แบบของสรีระภรรยา
ร่างกายของฉันค่อนข้างนุ่มนิ่มและอวบอัดไปทุกสัดส่วน ทรวงอกอวบสะบึมขนาดใหญ่เกินตัว เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายกลมกลึงตามธรรมชาติ
ซึ่งสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนนี้เองที่ทำให้แมนมักจะลุ่มหลงและโหยหาร่างกายของฉันอย่างบ้าคลั่งอยู่เสมอในทุกๆ คืน
“อื้อ... แมนคะ พอก่อนเถอะค่ะ ถ้าทำตอนนี้คุณจะไปขึ้นเครื่องไม่ทันนะ”
ฉันกระซิบห้ามปรามพลางข่มความรู้สึกเสียวซ่านอุ่นวาบที่แล่นริ้วในช่องท้องเอาไว้สุดความสามารถ
มือบางบีบข้อมือแกร่งของเขาเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนสติ แม้ว่าความอบอุ่นจากอ้อมกอดนี้จะทำให้ฉันแทบจะใจอ่อนยอมตามใจเขาก็ตาม
แมนถอนหายใจยาวออกมาราวกับเสียดายอย่างสุดแสน ก่อนจะยอมละมือออกจากเต้าทรวงอวบหยุ่นแล้วกอดกระชับไหล่มนของฉันไว้แน่น
เขาฝังจมูกลงบนแก้มเนียนอมชมพูของฉันฟอดใหญ่ สูดดมความหอมเข้าปอดลึกราวกับจะเก็บกักความหอมนี้ไว้ในความทรงจำให้ยาวนานที่สุด
“ห่วงฝ้ายจังเลย... ทิ้งฝ้ายไว้ที่บ้านสวนหลังใหญ่นี้คนเดียวตั้งสามเดือน”
ดวงตาคมเข้มของสามีฉายแววกังวลใจอย่างเด่นชัดขณะที่ก้มลงมองสบตาฉันที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ฝ้ายอยู่ได้ค่ะแมน ไม่ต้องห่วงฝ้ายหรอกนะ อีกอย่างคุณพ่อท่านก็อยู่บ้านสวนทั้งคน ไม่ได้ปล่อยให้ฝ้ายอยู่คนเดียวเสียหน่อย”
ฉันส่งยิ้มบางๆ ให้เขาเพื่อปลอบประโลม หวังจะช่วยคลายความกังวลใจของเขาให้เบาบางลงบ้าง
บ้านสวนหลังใหญ่กึ่งปูนกึ่งไม้โบราณที่พวกเราอาศัยอยู่เวลานี้ เป็สมบัติส่วนตัวของคุณพ่อณรงค์ พ่อสามีของฉัน
หลังจากที่เราแต่งงานกัน แมนก็ขอร้องให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อจะได้คอยดูแลงานบ้านและอยู่เป็เพื่อนผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการ
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้อันกว้างขวาง ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทว่าก็ตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนหลังอื่นๆ ในชุมชนพอสมควร
“นั่นสินะ มีพ่อณรงค์คอยอยู่ด้วยผมค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย พ่อท่านเป็คนมีระเบียบและรักสงบ คงคอยดูแลความเรียบร้อยรอบบ้านได้ดีที่สุด”
แมนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหมดกังวลลงไปเปลาะหนึ่ง
สำหรับแมนแล้ว พ่อณรงค์คือพ่อแท้ๆ ที่เขาเคารพรักและเชื่อฟังอย่างที่สุด พ่อเป็อดีตข้าราชการำาญระดับสูงที่มีบารมี วางตัวดี และสุภาพอ่อนโยน
และสำหรับตัวฉันเอง... คุณพ่อณรงค์ก็เป็ผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขามและมีสง่าราศีในทุกท่วงท่าจนฉันรู้สึกนอบน้อมเกรงใจท่านอยู่ทุกวินาที
“รีบลงไปข้างล่างกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน แมนต้องไปกราบลาท่านด้วยนะคะ”
ฉันเอ่ยเตือนพลางลุกขึ้นขยับตัว ยื่นมือไปช่วยรูดซิปปิดกระเป๋าเดินทางใบโตของสามีจนเรียบร้อย
ฉันก้มลงมองสำรวจเสื้อผ้าและกางเกงขาสั้นของตัวเองพลางดึงชายเสื้อยืดสีขาวลงมาปิดสะโพกอวบอัดให้ดูเรียบร้อยขึ้น
แมนลุกขึ้นยืนหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเอื้อมมากุมมือบางของฉันเอาไว้แน่นขณะก้าวเดินออกจากห้องนอน
พวกเราก้าวเดินไปตามโถงทางเดินไม้สักโบราณ เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดแ่เบายามก้าวเท้ายิ่งขับเน้นความกว้างใหญ่และเงียบสงบของบ้านหลังนี้
ที่ห้องโถงชั้นล่าง ร่างสูงใหญ่ภูมิฐานของคุณพ่อณรงค์กำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสงบอารมณ์อยู่บนโซฟาไม้สักทองตัวยาว
กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสานกับกลิ่นหนังสือพิมพ์เก่าและกลิ่นอับชื้นจางๆ ปนความเย็นเยือกของบ้านปูนกึ่งไม้
คุณพ่อณรงค์สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนรีดเรียบกริบ เส้นผมสีดอกเลาประปรายบนศีรษะยิ่งขับให้ใบหน้าคมเข้มดูสุขุมลุ่มลึกน่ายำเกรง
“ลงมากันแล้วรึแมน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังเอ่ยขึ้นช้าๆ พลางวางแก้วชาลงบนโต๊ะกลางอย่างมีระเบียบวินัย
ท่านเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองมายังพวกเราสองคนสามีภรรยาที่เดินเคียงคู่กันลงมา
ทุกครั้งที่ฉันสบเข้ากับดวงตาคมดุคู่นั้น ฉันจะรู้สึกตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเคารพยำเกรงบารมีของผู้ใหญ่ท่านนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“ครับพ่อ กระเป๋าเสื้อผ้าเรียบร้อยหมดแล้วครับ แท็กซี่น่าจะใกล้ถึงแล้ว”
แมนเอ่ยบอกพลางวางกระเป๋าลงแล้วเดินเข้าไปก้มกราบตักกว้างของคุณพ่อณรงค์ด้วยความอ่อนน้อมเคารพรัก
ฉันรีบขยับเข้าไปทรุดตัวลงคุกเข่าพนมมือไหว้ข้างๆ สามี ก้มหัวลงต่ำจนแทบจะจรดพื้นไม้เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุดตามที่ถูกสั่งสอนมา
“เดินทางปลอดภัยนะแมน ตั้งใจทำงานและดูแลตัวเองให้ดี ทางนี้ไม่ต้องเป็ห่วงอะไรทั้งนั้น”
ฝ่ามือหนาและใหญ่ของคุณพ่อณรงค์วางลงบนหัวไหล่ของลูกชายพลางตบเบาๆ สองสามครั้งด้วยท่าทางอันอบอุ่นประหนึ่งเสาหลักของบ้าน
“ฝ้าย... พ่อฝากดูแลแมนเขาด้วยนะลูก มีอะไรบกพร่องก็ช่วยๆ กันประคับประคองไป”
“ค่ะคุณพ่อ ฝ้ายจะดูแลแมนและคุณพ่ออย่างดีที่สุดค่ะ”
ฉันตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้อยๆ พลางก้มหน้านิ่งงันอย่างนอบน้อม
“เออพ่อครับ... ผมฝากฝ้ายด้วยนะ พ่อก็รู้ว่าฝ้ายเขาเรียบร้อยและหัวอ่อน ไม่ค่อยทันคนเท่าไหร่ ถ้าผมไม่อยู่ตั้งสามเดือนฝากพ่อช่วยชี้แนะด้วยนะครับ”
แมนเอ่ยฝากฝังภรรยาตัวน้อยกับผู้เป็บิดาด้วยรอยยิ้มซื่อๆ เขาไว้ใจพ่อของเขาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีความคลางแคลงใจใดๆ แม้แต่น้อย
“เื่นั้นเ้าไม่จำเป็ต้องห่วงหรอกแมน ฝ้ายก็เหมือนลูกสาวของพ่อคนหนึ่ง พ่อจะคอยดูแล... อย่างใกล้ชิดที่สุด”
คุณพ่อณรงค์พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มละมุน ทว่ากลับเน้นย้ำเสียงหนักแน่นตรงประโยคสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญ
สายตาคมดุของท่านกวาดมองเรือนร่างอวบอัดขาวผ่อง of ของฉันช้าๆ ั้แ่ลำคอระหง ผ่านทรวงอกขนาดใหญ่อวบสะบึมที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
ลึกลงไปถึงหน้าท้องแบนราบและสะโพกกลมกลึงผายกว้างที่เบียดแน่นอยู่บนพื้นไม้ขัดเงา
ฉันรู้สึกร้อนวาบขึ้นมาตามผิวเนื้ออย่างบอกไม่ถูก ราวกับสายตาคู่นั้นสามารถทะลุทะลวงผ่านเนื้อผ้าเสื้อยืดสีขาวบางเบาเข้ามาััผิวเนื้อด้านในได้โดยตรง
ฉันได้แต่ก้มหน้าซ่อนแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ หลบสายตาก้มต่ำลงด้วยความรู้สึกประหม่าและเขินอายต่อสายตาอันทรงอำนาจของพ่อผัว
แมนไม่ได้สังเกตเห็นประกายไฟแปลกประหลาดในดวงตาของผู้เป็พ่อเลยสักนิด เขาหันมายิ้มให้ฉันแล้วเอ่ยล่ำลากันอีกรอบ
เสียงบีบแตรยาวจากรถแท็กซี่ที่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสวนส่งสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางแล้ว
ฉันและคุณพ่อณรงค์ก้าวเดินออกไปส่งแมนที่บริเวณชานเรือนหน้าบ้าน ลมพัดโชยมาเป็ระยะๆ หอบเอาไอแดดยามบ่ายและกลิ่นดินสวนที่แห้งผากลอยเข้ามากระทบใบหน้า
แมนเอื้อมมือมากอดฉันแน่นเป็ครั้งสุดท้าย ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของเขาทำให้ฉันน้ำตาร่วงอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป
“อย่าร้องไห้นะเมียจ๋า แป๊บเดียวสามเดือนเดี๋ยวผมก็กลับมาหาแล้วนะ”
แมนกระซิบปลอบโยนพลางใช้นิ้วหัวแม่มือช่วยซับน้ำตาให้ฉันอย่างอ่อนโยน
เขาก้มลงกราบลาบิดาอีกครั้ง พ่อณรงค์พยักหน้ารับช้าๆ และอวยพรให้เขาโชคดีในการเดินทางทำงานครั้งนี้
แมนหิ้วกระเป๋าเดินทางเดินก้าวขึ้นรถแท็กซี่ไป ฉันยืนมองตามรถคันนั้นที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนผ่านประตูเหล็กดัดบานใหญ่ออกไปสู่ถนนภายนอก
เมื่อไฟท้ายรถแท็กซี่ลับหายไปจากสายตา ความเงียบงันและว้าเหว่สายหนึ่งก็พวยพุ่งเข้ามากัดกินจิตใจของฉันอย่างรวดเร็วจนใจหาย
รอบกายดูเงียบสงัดลงถนัดตา มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวซู่ซ่าในสวนผลไม้กว้างขวางเื้ั
“แมนเดินทางไปทำงานเพื่อสร้างอนาคตของพวกเรานะฝ้าย อย่าคิดมากเลยนะลูกสาว...”
น้ำเสียงทุ้มและนุ่มนวลดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ร้อนผ่าวของคุณพ่อณรงค์ที่เอื้อมมาบีบแตะบนลาดไหล่มนของฉันอย่างจงใจ
ััของท่านหนักหน่วงและแผ่ไอร้อนซึมลึกเข้ามาผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนฉันเผลอสะดุ้งน้อยๆ ทว่าก็พยายามนิ่งสงบเอาไว้
“ค่ะคุณพ่อ... ฝ้ายเข้าใจดีค่ะ เพียงแต่ยังใจหายอยู่บ้างเท่านั้นเอง”
ฉันหันไปไหว้ขอบคุณท่านพลางปรับสีหน้าให้เป็ปกติที่สุดเพื่อไม่ให้เป็การเสียมารยาทต่อผู้ใหญ่
“กลับเข้าบ้านกันเถอะฝ้าย แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะคะ”
คำพูดแฝงความห่วงใยอันนุ่มนวลและสุภาพจากปากคุณพ่อณรงค์ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ท่านส่งยิ้มอ่อนโยนให้พลางละมือออกจากไหล่ของฉันอย่างมีมารยาท ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายยี่ห้อหรูจางๆ ปนกลิ่นบุหรี่บางเบาที่ลอยติดตัวท่านอยู่
ฉันเดินตามหลังร่างสูงใหญ่สง่างามของพ่อผัวกลับเข้าสู่ความร่มเย็นของตัวบ้าน แผ่นหลังกว้างของท่านดูน่านับถือและน่ายำเกรงสมกับเป็เสาหลักที่พึ่งพิงได้ในยามนี้
่บ่ายและค่ำของวันนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเงียบงันปนความเหงาจับใจ
ไม่มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของสามี ไม่มีเสียงคุยเล่นหยอกล้ออย่างที่เคยเป็ในทุกๆ วัน
ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปัดกวาดเช็ดถูบ้านเพื่อทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาคิดถึงสามีที่กำลังเดินทางไกล
จนกระทั่งเวลาเย็นย่ำมาเยือน ฉันเข้าครัวลงมือจัดเตรียมกับข้าวสำหรับมื้อค่ำของฉันและคุณพ่อณรงค์
มื้อค่ำในวันนี้เงียบสงบกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงเสียงจานชามกระทบกันเบาๆ และเสียงหมุนครางหึ่งของพัดลมเพดานตัวเก่า
พ่อณรงค์นั่งฝั่งตรงข้ามกับฉัน ท่านคอยใช้ช้อนกลางตักกับข้าวคอยบริการเอาใจใส่สะใภ้อย่างมีมารยาท
“ต้มยำกุ้งนี่รสชาติดีมากเลยนะฝ้าย ฝีมือหนูดีขึ้นทุกวันจริงๆ”
คุณพ่อณรงค์เอ่ยชมเสียงทุ้ม พลางส่งรอยยิ้มบางเบามาให้ ทว่าแววตาคมกริบกลับจ้องเขม็งมาที่ใบหน้าหวานของฉันอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ ฝ้ายดีใจที่ถูกปากคุณพ่อค่ะ”
ฉันเอ่ยตอบรับเสียงแ่พลางก้มหน้านิ่ง สายตาหลุบต่ำมองจานข้าวของตัวเอง มือบางสั่นเทาน้อยๆ ด้วยความเคารพยำเกรงในบารมีของท่าน
หลังจากทานอาหารเสร็จ ฉันจัดการล้างทำความสะอาดเครื่องครัวทั้งหมดและตรวจตราประตูล็อกหน้าต่างชั้นล่างจนเรียบร้อย
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมด ฉันจึงเดินเข้าห้องโถงเพื่อกราบลาพ่อผัวขึ้นพักผ่อน้า
“ฝ้ายขอตัวขึ้นไปนอนก่อนนะคะคุณพ่อ ฝันดีค่ะ”
“ฝันดีค่ะลูกสาว นอนหลับให้สบายนะ มีอะไรติดขัดหรือกังวลใจ ก็เดินไปเคาะประตูเรียกพ่อได้ตลอดเวลาเลยนะ... ไม่ต้องเกรงใจ”
พ่อณรงค์ที่นั่งจิบเหล้าผสมน้ำบางเบาอยู่ที่โซฟาตัวยาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่นใจดี ทว่าสายตาสีเข้มคู่นั้นกลับจงใจกวาดมองเรือนร่างของฉันั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย
ฉันไหว้ลาท่านแล้วรีบหันหลังก้าวเดินขึ้นบันไดไม้โบราณไปทันทีโดยไม่กล้าเหลียวหลังกลับมามอง
ทางเดินชั้นสองค่อนข้างมืด มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวดวงเล็กๆ คอยนำทางผ่านกรอบรูปเก่าแก่อายุหลายสิบปีของครอบครัว
รูปถ่ายสีซีดของคุณพ่อณรงค์ในชุดเครื่องแบบข้าราชการเต็มยศดูภูมิฐานและทรงอำนาจติดอยู่บนฝาผนังไม้สักเก่าแก่
แววตาคมดุในรูปภาพนั้นดูเหมือนจะจับจ้องมองตามร่างอวบอัดของฉันที่เดินผ่านไปในความมืดสลัวราวกับมีชีวิต
เมื่อก้าวเข้าสู่ความปลอดภัยในห้องนอนของตัวเอง ฉันก็รีบหมุนลูกบิดล็อกประตูเสียงดัง *แกร๊ก* ทันทีเพื่อความอุ่นใจ
ห้องนอนกว้างขวางดูอ้างว้างและหนาวเหน็บกว่าทุกวันเมื่อไร้เงาของสามีอยู่เคียงข้าง
ฉันจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมชุดนอนกระโปรงผ้าซาตินสายเดี่ยวสีชมพูอ่อน เนื้อผ้าบางเบาจนแทบแนบไปกับผิวเนื้ออวบอิ่มและนุ่มลื่นละมุนผิว
ก่อนจะแทรกตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนหนา ดึงหมอนใบใหญ่ที่แมนใช้หนุนมาโอบกอดรัดไว้แน่นแนบอกอวบอัดที่เบียดชิดกันใต้ผ้าซาตินบางเบา
กลิ่นอายความอุ่นและกลิ่นเหงื่อจางๆ ของแมนที่ยังติดอยู่บนหมอนช่วยลดทอนความว้าเหว่ในใจลงไปได้บ้าง
ความเงียบสงัดภายนอกบ้านสวนช่างดูวังเวงและน่ากลัว ลมพัดโชยเอากิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านให้ไหวกระทบผนังดังแกรกกราก
ฉันนอนลืมตาโพลงท่ามกลางความมืดมิด พลิกตัวไปมาด้วยความรู้สึกสับสนว้าเหว่ ยิ่งร่างอวบอัดขาดััรักจากสามีก็ยิ่งสั่นสะท้านอย่างกระสับกระส่าย รู้สึกแปลกๆ ที่ช่องท้องน้อยจนต้องขมิบตอดร่องหอยนุ่มเบาๆ อย่างลืมตัว...
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปจนดึกสงัด... คาดเดาว่าน่าจะเลย่หลังเที่ยงคืนไปนานพอสมควรแล้ว
เสียงสรรพสิ่งภายนอกเงียบสงบลงอย่างสมบูรณ์แบบ เหลือเพียงเสียงหัวใจของฉันที่เต้นเป็จังหวะเบาๆ ในความเงียบสงัด
เมื่อจิตใจที่สับสนเริ่มเคลิ้มหลับลงสู่ความมืดมิด ทว่าจู่ๆ...
*ก๊อก...*
เสียงเคาะเบาๆ สะท้อนก้องเข้ามาในประสาทััจนฉันสะดุ้งตัวโยนและปรือตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ฉันพยายามกลั้นลมหายใจหลงเหลือการหลับตาและพยายามสดับฟังเสียงเพื่อปลอบใจตัวเองว่าเป็เพียงเสียงกิ่งไม้แห้งตีกระทบบานหน้าต่างไม้โบราณตามแรงลมธรรมชาติเท่านั้น
แต่ทว่า...
*ก๊อก... ก๊อก... แก๊ก...*
คราวนี้เสียงขยับแผ่นไม้และเสียงเคาะที่กรอบหน้าต่างห้องนอนฝั่งริมสวนดังชัดเจนขึ้นและเป็จังหวะจะโคนกว่าเดิม
มันไม่ใช่เสียงกิ่งไม้กระทบหรือลมพัดอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือััที่มีจังหวะหนักแน่นเหมือนใครบางคนกำลังสอดหาทางงัดแงะบานหน้าต่างเข้ามาข้างใน!
หัวใจของฉันพลันกระตุกวูบหนาวเหน็บั้แ่ปลายเท้าแล่นริ้วขึ้นมาถึงกลางแผ่นหลังจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
ฉันเบิกตากว้างเพ่งมองผ่านความมืดมิดภายในห้องนอนไปในทิศทางของหน้าต่างบานยาวริมสวนผลไม้ทันที
เตียงนอนของฉันตั้งอยู่ไม่ห่างจากหน้าต่างไม้โบราณบานยาวมากนัก แสงจันทร์สลัวภายนอกลอดรอยแยกเล็กๆ ระหว่างบานหน้าต่างเข้ามาเป็แสงสีนวลเส้นบางๆ
ฉันพยายามกลั้นลมหายใจและนอนนิ่งสนิทตัวแข็งทื่อราวกับหุ่นปั้นเพื่อสดับฟังเสียงและความเคลื่อนไหวภายนอกนั้น
ในความมืดที่เงียบเชียบและบีบคั้นประสาทัั ฉันเพ่งสายตามองฝ่าความมืดสลัวไปยังหน้าต่างบานนั้นอย่างใจจดจ่อ
แสงจันทร์สลัวที่ทอดผ่านรอยแยกแ่เบาเผยให้เห็นภาพบางอย่างที่ทำให้หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้นลงตรงนั้น
ตรงขอบหน้าต่างไม้โบราณบานนั้น... ท่ามกลางความมืดมิดภายนอกตัวบ้านสวน ซึ่งเชื่อมต่อกับระเบียงแคบทางเดินชั้นสองภายนอก...
เงาดำตะคุ่มขนาดใหญ่ของใครบางคนกำลังยืนนิ่งสนิทประชิดติดริมกระจกหน้าต่างบานนั้นอย่างน่ากลัว
เงานั้นใหญ่โตและสูงใหญ่เกินกว่าจะเป็กิ่งไม้หรือวัตถุใดๆ มันมีรูปทรงร่างมนุษย์เพศชายที่เด่นชัดเจน
และที่น่าตื่นตระหนกที่สุดคือ ร่างดำตะคุ่มในเงามืดนั้นกำลังยืนหันหน้าและแววตาสบจ้องตรงเข้ามาข้างในห้องนอนของฉัน
แสงจันทร์สีเงินสะท้อนให้เห็นประกายดวงตาคมเข้มคู่หนึ่งกำลังจดจ้องมองผ่านรอยแยกแผ่นไม้ของบานหน้าต่างเข้ามาที่เตียงนอนของฉันอย่างไม่ละสายตา!
สายตาคู่ที่แฝงไปด้วยความหื่นกระหายลึกลับ จับจ้องสำรวจเรือนร่างอวบอัดขาวผ่องในชุดนอนผ้าซาตินสีชมพูอ่อนบางเบาของฉันที่นอนแข็งทื่ออยู่บนเตียงอย่างหยาบโลนโดยไม่มีความเกรงกลัว...
หัวใจของฉันกระหน่ำรัวในอกแทบทะลุออกมา ร่างกายอวบอัดชาวาบสั่นสะท้านด้วยความกลัวสุดชีวิตปนความหวาดเสียววูบวาบที่ประดังประเดเข้ามาจนแผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ...
ท่ามกลางความมืดมิดและวังเวงของบ้านสวนหลังใหญ่นี้... ใครกันที่เป็ผู้ล่าแฝงตัวอยู่หลังบานหน้าต่างนั้นกันแน่!