ตงเยี่ยนเฉิงตาไวเป็ที่สุด พอเห็นอีกฝ่ายก็รีบผุดลุกขึ้นจากลังไม้ ก้าวไปยืนที่หน้าประตูโรงตีเหล็ก ก่อนยกมือขึ้นป้องปากะโออกไป
“เฮ้! เสี่ยวอวี่! หากพรุ่งนี้อากาศเปิด พวกเราไปแข่งกระดานเลื่อนกันที่เนินหิมะหน้าหมู่บ้านกัน!”
เด็กหนุ่มผู้แบกมัดฟืนสนเต็มแผ่นหลังชะงักฝีเท้า เขาหันหน้ากลับมา ใบหน้าที่ถูกลมหนาวพัดกร้านมาตลอดฤดูหนาวปรากฏรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
“หากข้าส่งฟืนชุดนี้ให้บ้านผู้เฒ่าจางเสร็จก่อนล่ะก็ พรุ่งนี้พวกเ้าคอยข้าได้เลย!”
เขาชูมือขึ้นโบกตอบ พลางะโกลับมาจากอีกฟากของถนน “จริงสิ! ่นี้พวกเ้าอย่าเพิ่งเข้าไปในป่าลึกทางเหนือจะดีกว่า ท่านพ่อข้าที่เพิ่งหายดี แอบเล่าให้ฟังตอนข้าไปช่วยขนของว่า ปีนี้อากาศหนาวกว่าทุกปี พวกหมาป่าบนเขาเริ่มลงมาหากินต่ำกว่าเดิมแล้ว ระวังตัวกันไว้บ้าง!”
“รู้แล้ว ๆ!” ตงเยี่ยนเฉิงโบกมือไล่ “รีบเอาฟืนไปส่งเถอะ! ผู้เฒ่าจางรออยู่ไม่ใช่หรือ!” กล่าวจบ เขาก็หัวเราะเสียงดังลั่นออกมา
เสี่ยวอวี่พยักหน้ารับ พลางขยับกระชับเชือกที่มัดกองฟืนบนแผ่นหลังให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินจากไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะอย่างมั่นคง
ไม่นานนัก เงาร่างของเขาก็ค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางม่านหิมะสีขาว
เมื่อกระสอบถ่านและเศษเหล็กทั้งหมดถูกขนย้ายเข้าคลังจนเรียบร้อย งานใน่เช้าของเด็กหนุ่มทั้งสองจึงนับว่าเสร็จสิ้นลงชั่วคราว
ช่างตงใช้คีมเหล็กเขี่ยมันเผาสองหัวที่หมกอยู่ใต้กองขี้เถ้าข้างเตาหลอมออกมา ก่อนโยนส่งให้คนละหัวอย่างไม่ใส่ใจนัก
“กินเสีย! เดี๋ยวยังมีงานอีก” กล่าวจบ เขาก็หันกลับไปจัดการกับเหล็กบนทั่งต่อทันที
หลินเหยียนรับมันเผามาไว้ในมือ เปลือกสีดำไหม้เกรียมยังคงร้อนจัดจนต้องสลับมือจับไปมาอยู่หลายครั้ง ครั้นปอกเปลือกออกเล็กน้อย ไอร้อนสีขาวก็ลอยกรุ่นขึ้นมา พร้อมกลิ่นหอมหวานอันคุ้นเคย
เด็กหนุ่มนั่งลงบนม้านั่งไม้เตี้ยข้างกำแพงโรงตีเหล็ก ค่อย ๆ แกะเปลือกมันเผาไปทีละน้อย ทว่าความสนใจของเขากลับไม่ได้อยู่ที่อาหารในมือสายตาคู่นั้นยังคงทอดมองไปยังร่างของช่างตงที่กำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอม
เปลวไฟสีส้มแดงสาดไหวอยู่เบื้องหน้า ค้อนเหล็กในมือช่างตีลงบนทั่งครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสม่ำเสมอ
‘เคร้ง!’ ‘เคร้ง!’ ‘เคร้ง!’
เสียงค้อนยังคงดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ หลินเหยียนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ช่างตงแทบไม่เคยตีพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
ยามนี้ ช่างตงกำลังลงมือตีมีดเดินป่าเล่มใหม่ให้แก่หลินเหยียนพอดี เขาใช้คีมเหล็กยาวคีบเศษเหล็กเนื้อดีที่เพิ่งขนมาจากหมู่บ้านทางเหนือ ค่อย ๆ สอดเข้าไปในใจกลางเตาหลอมอันลุกโชน
ตงเยี่ยนเฉิงยืนอยู่ข้างเตา ทำหน้าที่ดึงสายสูบลมอย่างชำนาญ เสียง ‘ฟู่ ฟู่’ ดังขึ้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เปลวไฟภายในเตาหลอมพลันพวยพุ่งสูงขึ้นทีละน้อย สีส้มแดงค่อย ๆ สว่างขึ้นจนแฝงประกายเหลืองขาวอยู่ภายใน
เศษเหล็กสีดำสนิทเริ่มเปลี่ยนสภาพตามความร้อน จากสีดำเป็สีแดง จากสีแดงเป็สีแดงส้ม จนกระทั่งเนื้อเหล็กทั้งชิ้นแดงฉานดุจถ่านเพลิงที่ถูกเผาจนถึงขีดสุด
ครั้นได้ที่ ช่างตงจึงใช้คีมคีบเหล็กแดงฉานออกมาวางลงบนทั่ง ค้อนเหล็กในมือยกขึ้นสูง แล้วฟาดลงโดยไม่ลังเล
‘เคร้ง!’
เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังะเืไปทั่วโรงตีเหล็ก สะเก็ดไฟสีส้มแดงแตกกระจายออกไปรอบด้าน หลินเหยียนนั่งอยู่บนม้านั่งไม้เตี้ย เฝ้ามองภาพตรงหน้าโดยแทบไม่กะพริบตา แม้แต่นิ้วมือของเขายังเผลอขยับตามจังหวะการยกค้อนและการตีเหล็กโดยไม่รู้ตัว ยิ่งมองนานเท่าใด เขาก็ยิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่าง
ช่างตงมิได้อาศัยเพียงเรี่ยวแรงมหาศาลตีเหล็กอย่างไร้แบบแผน ก่อนค้อนจะตกลงทุกครั้ง สายตาของเขาจะจับอยู่ที่สีของเนื้อเหล็กเสมอ บางครั้งยังเอียงหูฟังเสียงที่ดังสะท้อนกลับมาจากทั่งเหล็ก
‘ตึง’
‘เคร้ง’
‘แกร๊ง’
เสียงแต่ละแบบแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ทว่าช่างตงกลับแยกแยะมันได้อย่างแม่นยำ ราวกับกำลังฟังภาษาบางอย่างที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
เหล็กชิ้นนั้นค่อย ๆ แบนราบลงทีละน้อย จากนั้นจึงค่อย ๆ ถูกยืดให้ยาวขึ้น งอโค้งตรงสันเล็กน้อยตามลักษณะของมีดเดินป่าที่จับถนัดมือ
ครั้นอุณหภูมิลดต่ำลง ช่างตงก็ส่งมันกลับเข้าเตาหลอมอีกครั้ง รอให้เนื้อเหล็กแดงฉาน ก่อนคีบออกมาตีใหม่ แก้รอยเว้า ลบรอยค้อน และขัดเกลาเนื้อเหล็กอยู่เช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับความอดทนของเขาไม่มีวันหมดสิ้น
ทว่าในระหว่างที่กำลังขึ้นรูปเหล็กอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งตั้งใจจะทำเป็ตะขอเล็กสำหรับขุดสมุนไพร เสียงแ่เบาสายหนึ่งกลับดังขึ้นจากบนทั่ง
‘เปรี๊ยะ...’ ช่างตงหยุดค้อนในมือทันที เขาก้มมองเนื้อเหล็กสีส้มหม่นตรงหน้า รอยร้าวบางเฉียบเส้นหนึ่งกำลังพาดผ่านผิวเหล็ก ราวกับเส้นผมที่ถูกขีดลงบนกระดาษ
ตงเยี่ยนเฉิงชะโงกหน้าเข้ามาดู ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย “ท่านพ่อ... รอยมันเล็กนิดเดียวเอง ตีเก็บอีกหน่อยก็น่าจะใช้ได้แล้วกระมัง?”
ช่างตงไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงใช้คีมคีบเหล็กชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วโยนกลับเข้าไปในเตาหลอมอย่างไม่ลังเล เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนกลืนรอยร้าวเส้นนั้นกลับเข้าไปในความร้อนสีแดงส้ม
“เสียดายเหล็กหรือ?” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองบุตรชาย
ตงเยี่ยนเฉิงเกาหัวแกรก ๆ ไม่ตอบ ช่างตงยกค้อนขึ้นอีกครั้ง
‘เคร้ง!’
“รอยมันเล็กก็จริง แต่รอยร้าวก็คือรอยร้าว”
เขาพลิกเนื้อเหล็กบนทั่งอย่างช้า ๆ “วันนี้มันยังไม่หัก ไม่ได้หมายความว่าวันหน้ามันจะไม่หัก”
ค้อนตกลงอีกครั้ง
‘เคร้ง!’
“มีดเล่มหนึ่ง หากหักตอนตัดฟืนก็ยังนับว่าโชคดี แต่หากมันหักในตอนที่เ้าจำเป็ต้องพึ่งพามันที่สุดเล่า?”
ช่างตงใช้คีมพลิกเนื้อเหล็กบนทั่ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
“ของบางอย่างทำออกมาแล้ว ย่อมต้องรับผิดชอบต่อคนที่หยิบมันไปใช้ รอยร้าวเพียงเส้นเดียว วันนี้อาจดูเล็ก แต่วันหน้ามันอาจเอาชีวิตคนได้เลย”
ถ้อยคำของช่างตงค่อย ๆ จมหายไปท่ามกลางไอร้อนจากเตาหลอม หลินเหยียนนั่งเงียบอยู่บนม้านั่งไม้เตี้ย สายตาจับอยู่ที่สองมือของช่างตีเหล็ก
ฝ่ามือคู่นั้นหยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยด้าน รอยแตก และาแเก่าที่ทับซ้อนกันมาหลายปี ยามคีบเหล็ก ยามพลิกเนื้อเหล็ก หรือยามยกค้อนขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมั่นคงและแม่นยำอย่างยิ่ง ราวกับร่างกายจดจำงานเหล่านี้ได้ดีกว่าความคิดเสียอีก
หลินเหยียนทอดสายตามองมีดที่กำลังค่อย ๆ เป็รูปเป็ร่างอยู่บนทั่งเหล็ก ก่อนหน้านี้ เขาเพียงรู้ว่ามันเป็เครื่องมือสำหรับตัดฟืน ขุดรากไม้ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน
ทว่ายามนี้ เขาจึงเห็นว่า กว่าจะได้มีดขึ้นมาสักเล่มหนึ่งนั้นไม่ง่ายเลย เหล็กที่มีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อยต้องถูกโยนกลับเข้าเตา รอยเว้าเพียงนิดเดียวต้องถูกตีแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกว่าคมมีดจะปรากฏขึ้นมาได้ ช่างตงก็ต้องยกค้อนขึ้นลงนับครั้งไม่ถ้วน
หลินเหยียนทอดสายตามองมีดที่กำลังค่อย ๆ เป็รูปเป็ร่างอยู่บนทั่งเหล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองมันเผาในมือที่เหลืออยู่เพียงครึ่งหัว
ภายในโรงตีเหล็ก เสียงค้อนยังคงดังขึ้นเป็ระยะ หากไม่ถี่กระชั้นเช่นก่อนหน้า ไอร้อนจากเตาหลอมลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้ขื่อคา ผสมกับกลิ่นถ่านหินและกลิ่นเหล็กร้อนอันคุ้นเคย
ตะวันค่อย ๆ คล้อยต่ำลงทีละน้อย ส่วนลมหนาวภายนอกกลับเริ่มโหมแรงขึ้นอีกระลอก ทว่าสำหรับคนที่อยู่ภายในโรงตีเหล็กแห่งนี้ ความหนาวเย็นเ่าั้ราวกับถูกกั้นไว้เบื้องนอก
ตงเยี่ยนเฉิงเอนหลังพิงกำแพงดิน เคี้ยวมันเผาคำสุดท้ายในปากช้า ๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังกองเศษเหล็กที่วางกองอยู่มุมโรงตีเหล็ก
ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ “อาเหยียน... เ้าว่าโลกภายนอกหุบเขาชิงซีจะมีหน้าตาเช่นไรกัน?”
หลินเหยียนเงยหน้าขึ้นมอง ตงเยี่ยนเฉิงยิ้มพลางหัวเราะเบา ๆ “บัณฑิตตกอับในตลาดชอบเล่าว่า มีสำนักเซียนที่เหาะเหินเดินอากาศได้ มีผู้ยิ่งใหญ่ที่ยกมือคราเดียวก็พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า “แต่สำหรับข้า... ข้าไม่ได้อยากเป็เทพเซียนอันใดหรอก และก็ไม่ได้อยากไปไหนไกลด้วย”
สายตาของเด็กหนุ่มหันกลับไปมองร่างของช่างตงที่กำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอม “หากวันหนึ่งข้าสามารถเรียนวิชาตีเหล็กจากท่านพ่อได้ครบถ้วน ตีมีดเดินป่า ตีจอบ ตีขวาน ได้ดีพอ จนชาวบ้านที่ซื้อไปใช้งานเดินกลับมาบอกข้าว่า...”
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนเขม่าดำของเขา “เยี่ยนเฉิง ของที่เ้าตี ใช้งานได้ดีจริง ๆ”
“เพียงเท่านี้... ข้าก็คิดว่าชีวิตของข้าน่าจะมีความสุขมากแล้ว”
หลินเหยียนนิ่งรับฟังอยู่เงียบ ๆ ดวงตาสีดำสนิททอดมองเพื่อนวัยเดียวกันตรงหน้า เขาไม่ได้รู้สึกว่าความฝันของตงเยี่ยนเฉิงเล็กไปกว่าการออกไปเห็นโลกภายนอก และไม่ได้คิดว่าความตั้งใจของตนยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่นแต่อย่างใด
เพียงแต่ในชั่วขณะนั้น เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ผู้คนเฝ้าปรารถนานั้นมิได้เหมือนกันเสมอไป บางคนใฝ่ฝันจะออกเดินทางไปให้ไกลที่สุด ขณะที่บางคนเพียงปรารถนาให้สิ่งที่อยู่ในมือของตนดีขึ้นอีกสักนิด
หลินเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ “อืม... หากเป็เ้าล่ะก็ ต้องทำได้แน่ๆ”
ตงเยี่ยนเฉิงหัวเราะร่วน ราวกับเพียงได้ยินคำพูดนั้นก็พึงพอใจแล้ว หลังจากนั้น บทสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ค่อย ๆ เบาบางลง ภายในโรงตีเหล็ก เหลือเพียงเสียงเตาหลอมที่ลุกไหม้สม่ำเสมอ และเสียงค้อนของช่างตงที่ดังขึ้นเป็ระยะ
กาลเวลาคล้อยผ่านไปทีละน้อย เหล็กที่ถูกเผาจนแดงฉานถูกนำออกมาตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะค่อย ๆ เป็รูปเป็ร่างสมบูรณ์ขึ้นทุกขณะ
จนในที่สุด... เสียงฉ่าระลอกใหญ่ก็ดังขึ้นภายในโรงตีเหล็ก ช่างตงคีบมีดเดินป่าที่เพิ่งขึ้นรูปเสร็จจุ่มลงสู่ถังน้ำเย็นเพื่อชุบแข็ง
‘ฉ่า!’ ไอน้ำสีขาวพลันพวยพุ่งขึ้นมาเป็สาย ปกคลุมเหนือปากถังอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางไอร้อนของเตาหลอม
ช่างตงรอจนตัวมีดเย็นตัวลง จึงหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง มีดเดินป่าเล่มนั้นไม่มีลวดลายงดงามสะดุดตา ไม่มีการสลักอักขระหรือประดับตกแต่งอันใด ทว่ารูปทรงกลับเรียบง่าย มั่นคง และกระชับพอดีมือ คมมีดทอดตัวเป็เส้นโค้งสะอาดตา เนื้อเหล็กสีเทาเข้มดูแน่นทึบราวกับผ่านการขัดเกลามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ช่างตงใช้ผ้าหยาบเช็ดคราบน้ำบนตัวมีดจนแห้งสนิท ก่อนยื่นส่งให้หลินเหยียน จากนั้นจึงลากตะกร้าไม้ไผ่ของเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้ตัว ห่วงเหล็กที่เคยส่งเสียงคลอนแคลนยามเดินป่าถูกถอดออก ซ่อมแซม และยึดกลับเข้าไปใหม่อย่างแ่า ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ช่างตงยังหยิบตะขอเหล็กเล็กสำหรับขุดสมุนไพรโยนส่งให้อีกชิ้นหนึ่ง
“เอาไปอาเหยียน อย่าทำหายเสียล่ะ”
หลินเหยียนรับของทั้งหมดไว้ด้วยความระมัดระวัง นิ้วมือค่อย ๆ ลูบผ่านสันมีดใหม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ เตรียมหยิบเหรียญทองแดงที่พอเก็บสะสมไว้ได้บ้างออกมาเป็ค่าแรง
ทว่ามือของเขาเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งทาง ช่างตงก็โบกมือใหญ่ ๆ ปัดทิ้งทันที ราวกับเื่นี้ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเลยแม้แต่น้อย
ตงเยี่ยนเฉิงเห็นเช่นนั้นจึงพูดแทรกขึ้นทันทีพลางหัวเราะร่วน “ไม่ต้องทำหน้าซาบซึ้งใจปานนั้นหรอกหน่า อาเหยียน! เงินทองแดงของเ้าน่ะเก็บไว้ซื้อข้าวสารเถอะ เอาเป็ว่าวันหน้าหากเ้าขึ้นเขาไปขุดได้สมุนไพรป่าดี ๆ รสชาติไม่ขมเกินไปนัก ก็ช่วยแบ่งมาให้ท่านแม่ของข้าบ้างก็แล้วกัน ่นี้ลมหนาวลงทีไร นางมักจะนอนไอแห้ง ๆ อยู่ข้างเตาทุกที”
หลินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เขาหันมองไปทางช่างตงโดยไม่รู้ตัว ชายร่างใหญ่ยังคงก้มหน้าจัดเก็บเครื่องมืออยู่ข้างเตาหลอมเช่นเดิม คราบเขม่าดำเกาะอยู่ตามแขนเสื้อและสันมือ
เปลวไฟในเตายังคงลุกโชน ทุกสิ่งดูแข็งแรง มั่นคง และน่าเชื่อถือดังเช่นเคย
ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดของเยี่ยนเฉิง หลินเหยียนจึงรู้ว่า ภายใต้หลังคาโรงตีเหล็กแห่งนี้ ก็มีเื่ให้ผู้คนต้องเป็ห่วงเช่นกัน
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ข้าจำไว้แล้ว วันหน้าถ้าได้สมุนไพรดีๆ ข้าจะนำมาให้ทันที”
ตงเยี่ยนเฉิงหัวเราะร่วนพลางโบกมือไล่ “ไปเถอะ ๆ เดี๋ยวท่านแม่เ้าจะรอ”
หลินเหยียนยิ้มบาง ก่อนหันไปค้อมศีรษะให้ช่างตงที่กำลังจัดเก็บเครื่องมืออยู่ข้างเตาหลอมช่างตีเหล็กร่างใหญ่เพียงส่งเสียงตอบในลำคอโดยไม่เงยหน้า มือทั้งสองยังคงง่วนอยู่กับงานตรงหน้าเช่นเดิม ราวกับสำหรับเขาแล้ว การตีเหล็ก ซ่อมของ และช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้าน ล้วนเป็เื่ธรรมดาที่ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง
หลินเหยียนจึงมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เด็กหนุ่มสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลัง ก่อนก้าวออกจากโรงตีเหล็กไปพร้อมกับลมหายใจอุ่นที่ลอยเป็ไอขาวกลางอากาศ
ยามนั้นเอง แสงตะวันยามบ่ายก็เริ่มคล้อยต่ำลงทีละน้อย เงาของบ้านเรือนทอดยาวไปบนผืนหิมะสีขาว ควันไฟจากปล่องหลังคาหลายสายลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าสีหม่น หมู่บ้านชิงซีกำลังค่อย ๆ เดินเข้าสู่ยามโพล้เพล้อีกวันหนึ่ง
หลินเหยียนก้าวเดินไปตามตรอกสายเดิม ตะกร้าไม้ไผ่บนแผ่นหลังบัดนี้มั่นคงกว่าเดิม ภายในนั้นมีมีดเดินป่าเล่มใหม่และตะขอเหล็กสำหรับขุดสมุนไพรซ่อนอยู่เงียบ ๆ
เื้ั เสียงค้อนจากโรงตีเหล็กยังคงดังแว่วมาตามสายลมเป็ระยะ กลมกลืนไปกับเสียงลมหนาวและความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านยามเย็น
ครั้นเดินกลับมาถึงกระท่อมดินหลังย่อมท้ายหมู่บ้าน หลินเหยียนก็ได้กลิ่นน้ำแกงร้อน ๆ ลอยมาตามลมเสียแต่ไกล ควันไฟสีจางม้วนตัวออกจากปล่องเหนือหลังคา และภายในบ้าน เสียงหม้อยาสมุนไพรที่กำลังเดือดปุด ๆ ยังคงดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ความหนาวเหน็บจากภายนอกพลันถูกขับไล่ออกไปไม่น้อย
คืนนั้น หลินเหยียนนำมีดเดินป่าเล่มใหม่และตะขอเหล็กขุดสมุนไพรไปให้มารดาดู หลินหว่านชิงเพียงรับมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ใช้นิ้วลูบผ่านสันมีดเบา ๆ ก่อนพยักหน้ารับ
“ช่างตงลงแรงกับมันไม่น้อย”
หลินเหยียนยิ้ม พลางเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในโรงตีเหล็กตลอดทั้งวันให้มารดาฟัง จากนั้นสองแม่ลูกจึงนั่งล้อมเตาไฟ กินข้าวเย็นอย่างเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน
ภายนอกหน้าต่าง หิมะยังคงโปรยตกไม่หยุด ภายในกระท่อมดินกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำแกงร้อนและกลิ่นสมุนไพรต้มอ่อน ๆ
ครั้นเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำ หลินหว่านชิงจึงเข้านอนก่อนดังเช่นเคย ส่วนหลินเหยียนยังคงนั่งอยู่ข้างเตาไฟเพียงลำพัง
ยามดึกสงัด เหนือโต๊ะไม้เก่าตัวเดิม แสงตะเกียงน้ำมันสีส้มอ่อนส่องไหวอยู่ภายในกระท่อมดินอย่างเงียบงัน
หลินเหยียนนั่งอยู่ข้างเตาไฟ คอยเติมฟืนสนเป็ระยะเพื่อไม่ให้เปลวเพลิงมอดดับ ท่ามกลางเสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะเบา ๆ และเสียงลมหนาวที่ครางหวิวอยู่นอกหน้าต่าง
ครั้นเห็นว่าหม้อยาสมุนไพรของมารดาเคี่ยวได้ที่แล้ว เด็กหนุ่มจึงหยิบบันทึกเล่มแรกซึ่งทำจากกระดาษหยาบหน้าปกผ้าป่านออกมาจากอกเสื้อ
เขาเปิดไปยังหน้าว่างหน้าใหม่ ปลายพู่กันจุ่มลงในน้ำหมึกสีดำเข้ม ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่เหนือกระดาษครู่หนึ่ง
ในห้วงคำนึงยังคงปรากฏภาพเตาหลอมร้อนระอุ ภาพค้อนเหล็กที่ยกขึ้นและตกลงครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพเหล็กที่ถูกโยนกลับเข้าเตาเพียงเพราะรอยร้าวเล็กเท่าเส้นผม รวมถึงฝ่ามือหยาบกร้านของช่างตงที่เต็มไปด้วยรอยด้านและาแเก่า
ทว่าหลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เด็กหนุ่มกลับไม่ได้เขียนถ้อยคำลึกซึ้งอันใดลงไป ปลายพู่กันเพียงขยับอย่างช้า ๆ ฝากอักษรเรียบง่ายไม่กี่คำไว้บนหน้ากระดาษ
“วันนี้ ช่างตงใช้เวลาตลอดทั้งวัน เพื่อตีมีดหนึ่งเล่ม”
หลินเหยียนอ่านประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดบันทึกลงอย่างแ่เบา ข้างโต๊ะไม้ มีดเดินป่าเล่มใหม่สีเทาเข้มและตะขอเหล็กขุดสมุนไพรวางอยู่ใต้แสงตะเกียง เปลวไฟในเตายังคงลุกไหว ส่วนหิมะภายนอกหน้าต่างก็ยังคงโปรยตกลงมาเงียบ ๆ ไม่ต่างจากเดิม