สนามรบทั้งหมดปะทุขึ้นพร้อมกันราวกับโลกทั้งใบกำลังแตกร้าวเสียงปะทะของพลังดังก้องไม่หยุดหย่อน ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยแสงของสายฟ้า เปลวเพลิงพายุหมุน และพลังสีดำที่แทรกซึมอยู่ทุกอณู บนสมรภูมิฝั่งแรกอินทราชยังคงปะทะกับคารันอย่างดุเดือด ชุดเกราะเทพสายฟ้าของเขาเปล่งประกายทุกครั้งที่หอกสายฟ้าฟาดออกไปโล่สายฟ้ารับแรงโจมตีมหาศาลจากคารันที่ยังคงเหนือกว่าเล็กน้อยทุกการปะทะทำให้พื้นดินแหลกสลาย “ยังไม่พอ!” อินทราชคำรามก่อนจะเรียกสายฟ้าลงมาหลอมรวมกับหอกของตน พุ่งแทงเข้าใส่คารันอย่างรวดเร็วแต่คารันเพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับด้วยหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังมืดตูม!!! อินทราชถูกซัดถอยไปหลายสิบเมตร แต่ยังคงยืนหยัดได้ ดวงตาของเขายังไม่ยอมแพ้
ขณะเดียวกันในอีกสนาม อัคนีกำลังปะทะกับพรายอย่างดุเดือดเปลวลาวาปะทุขึ้นทุกครั้งที่ค้อนลาวาของเขาฟาดลงพื้นสนับแขนช่วยเพิ่มทั้งพลังและความเร็ว จนทุกการโจมตีรุนแรงเกินมนุษย์จะรับไหว“เข้ามาสิ!” อัคนีตะโกน ก่อนจะเหวี่ยงค้อนใส่พราย ตูม!!! พื้นดินหลอมละลายกลายเป็นลาวาแต่พรายยังคงเคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหว ราวกับเงาที่จับต้องไม่ได้การโจมตีของทั้งสองกลายเป็นการปะทะระหว่างความร้อนกับความว่างเปล่าที่ไม่มีฝ่ายใดยอมกันง่ายๆ
สนามที่สามเมขลาและวายุยังคงร่วมมือกันกดดันดารันอย่างต่อเนื่องพายุและสายฟ้าผสานกันจนเกิดเป็นหายนะขนาดย่อมแต่ดารันที่พลังเริ่มปะทุอย่างแท้จริงก็ไม่ยอมถอยเธอตอบโต้ด้วยพลังสีม่วงดำที่รุนแรงขึ้นทุกวินาทีคลื่นพลังของเธอสามารถฉีกกระแสลมและหักล้างสายฟ้าได้ “พวกเจ้าเริ่มทำให้ข้าสนุกแล้ว”ดารันกล่าว ก่อนจะปล่อยพลังออกเป็นวงกว้าง ตูมมม!!! วายุและเมขลาถูกผลักถอยออกแต่ก็ยังคงตั้งหลักและพุ่งกลับเข้าไปอีกครั้งโดยไม่ลังเล
สนามที่สี่ เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องราวกับมาจากห้วงมิติไกรศรยืนเผชิญหน้ากับกาล รอบตัวของกาลบิดเบี้ยวเป็นระลอกเหมือนผิวน้ำที่ถูกรบกวน “แกคิดว่าจะหยุดชั้นได้งั้นเหรอ”ไกรศรถามเสียงหนักแน่น กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งแน่นพร้อมปะทะ กาลยิ้มบาง“ข้าไม่จำเป็นต้องหยุดเจ้า…เพียงแค่ทำให้เจ้าช้าลงก็พอ” วินาทีถัดมาโลกทั้งใบรอบตัวไกรศรเหมือนถูกหน่วงลงทุกการเคลื่อนไหวหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้บนบ่า แต่ในขณะเดียวกัน ดวงตาของไกรศรกลับลุกโชน“งั้นข้าจะทะลวงมันให้ได้!” เขาคำรามก่อนจะฝืนแรงกดดันพุ่งเข้าใส่กาลด้วยพลังทั้งหมด ตูม!!!การปะทะกันของพลังดิบกับกาลทำให้มิติรอบข้างแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆคลื่นพลังแผ่ออกไปไกลจนกระทบสนามอื่น
สนามที่ห้าท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเงามืดจากพลังของวารันตะที่เริ่มแผ่ขยายลงมาแม้เขาจะยังไม่ลงมือ แต่แรงกดดันจากตัวเขาก็ส่งผลต่อสนามรบทั้งหมดเหล่าทหารทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบ เสียงดาบกระทบกัน เสียงระเบิดของอาวุธและเสียงร้องของผู้บาดเจ็บดังระงมไปทั่ว กองกำลังของรัฐบาลโลกใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งอาวุธพลังงาน เกราะเสริม และระบบสนับสนุนการรบเข้าปะทะกับกองทัพของวารันตะที่เต็มไปด้วยนักรบจากต่างมิติและอสูรร้ายที่มีพลังเหนือธรรมชาติทหารคนหนึ่งยิงลำแสงพลังใส่อสูรร่างยักษ์ ตูม!!! แต่เพียงชั่วครู่ อสูรก็พุ่งเข้ามาฉีกเกราะของเขาอย่างโหดเหี้ยม
ในอีกด้านหนึ่งหน่วยรบพิเศษสามารถรวมพลังกันโค่นศัตรูได้หลายตัวแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก เสียงตะโกนสั่งการดังไปทั่ว “ตั้งแนว!อย่าให้มันทะลุมาได้!” “หน่วยสนับสนุน ถอยหลัง!” “เรียกกำลังเสริมเดี๋ยวนี้!”สนามรบกลายเป็นความโกลาหลที่ไม่มีใครควบคุมได้อย่างแท้จริงเลือดและเปลวเพลิงหลอมรวมเป็นภาพเดียวกันขณะที่ทั้งห้าสนามรบยังคงดำเนินไปพร้อมกัน ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบอย่างเด็ดขาดแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือทุกคนกำลังถูกบีบให้ไปถึงขีดจำกัดของตัวเองและเหนือสิ่งอื่นใด เงาของวารันตะยังคงทอดยาวอยู่เหนือทุกการต่อสู้ราวกับกำลังรอคอยจังหวะที่จะกลืนกินทุกสิ่งในคราวเดียว
เวลาผ่านไป การต่อสู้ที่ควรจบลงกลับยืดเยื้อราวกับถูกสาปสนามรบทั้งห้ายังคงปะทุอย่างไม่หยุดยั้ง อินทราชหอบหายใจหนักชุดเกราะเทพสายฟ้าของเขาเริ่มมีรอยแตกร้าวเล็กๆ แม้สายฟ้ายังคงคำรามแต่พลังของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด “ทำไม…มันยังลุกขึ้นได้อีก” เขากัดฟันมองคารันที่ค่อยๆยืนขึ้นอีกครั้งร่างที่เพิ่งถูกทะลวงกลับสมานตัวเองราวกับไม่เคยบาดเจ็บ
อัคนีเองก็ไม่ต่างกัน ค้อนลาวาในมือหนักขึ้นทุกวินาทีลมหายใจร้อนระอุของเขาเริ่มแผ่วลง แต่พรายยังคงลอยตัวอย่างเยือกเย็นร่างแตกสลายเป็นเถ้าถ่านแล้วกลับมารวมตัวใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า“บ้าเอ๊ย…ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย!” เขาคำรามอย่างหงุดหงิด
อีกด้านหนึ่ง เมขลาและวายุเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดพายุที่เคยโหมกระหน่ำเริ่มอ่อนแรงสายฟ้าที่เคยฟาดลงอย่างต่อเนื่องกลับเว้นช่วงห่างดารันยืนอยู่ท่ามกลางซากหลุมขนาดมหึมาร่างของเธอที่เต็มไปด้วยรอยแผลกลับค่อยๆฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งพลังสีม่วงดำหมุนวนช้าลงแต่มั่นคง “หมดแรงกันแล้วเหรอ” เธอกล่าวเสียงเย็น“พวกเจ้าสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่ข้าคิด…แต่สุดท้ายก็เท่านั้น”
สนามของไกรศรเองก็เข้าสู่จุดตึงเครียดร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล กล้ามเนื้อสั่นไหวจากการฝืนแรงกดดันของพละกำลังอันเหนือล้นของกาลกาลยังคงยืนอย่างนิ่งสงบ แม้จะมีรอยแตกในมิติรอบตัว แต่ทุกอย่างกลับค่อยๆย้อนคืน“ต่อให้เจ้าทำลายมากแค่ไหน” กาลเอ่ย “พลังนี้ก็จะพาให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม”ไกรศรกัดฟันแน่น แต่ร่างกายของเขาเริ่มไม่ตอบสนองดังใจ
ขณะเดียวกัน สนามรบของเหล่าทหารก็เข้าสู่ความสิ้นหวังเสียงตะโกนเริ่มแผ่วลง หลายคนล้มลงจากความอ่อนล้า อาวุธพลังงานเริ่มขาดแคลนระบบเกราะเริ่มดับลงทีละส่วน แต่ศัตรู…ยังคงลุกขึ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่มีวันสิ้นสุด “มันไม่มีทางชนะ…” เสียงหนึ่งพึมพำออกมาอย่างสิ้นหวัง
บนยอดผา วารันตะมองภาพทั้งหมดด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ“เห็นหรือยัง” เขากล่าวเบาๆ “ความสิ้นหวังที่แท้จริง…คือการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะ”ทศกัณฐ์นิ่งเงียบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังสนามรบอย่างเคร่งเครียดเพราะเขารู้ดี…ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ทุกอย่างจะจบลงตามที่วารันตะต้องการและในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง…แสงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยควันและซากปรักหักพัง จิตตราที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับลักษณ์ดวงตาของเธอสงบนิ่ง ต่างจากความโกลาหลรอบตัว
“พอแล้ว” เธอพึมพำเบาๆแสงสีอ่อนเริ่มเปล่งออกมาจากร่างของเธอ ก่อนจะค่อยๆขยายออกเป็นวงกว้างชุดเกราะบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นทีละส่วน ราวกับถูกเรียกออกมาจากจิตวิญญาณ“ถ้ามันจบไม่ได้ด้วยพลัง” เธอยกมือขึ้นช้าๆ ดวงตาเปล่งประกายแน่วแน่“งั้นก็ต้องจบด้วยจิตใจ” แสงสว่างพุ่งทะลุขึ้นสู่ท้องฟ้าชุดเกราะเทพแห่งดวงจิตปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ ปีกแสงแผ่กระจายออกด้านหลังออร่าที่แผ่ออกมาทำให้สนามรบทั้งห้าหยุดชะงักไปชั่วขณะแม้แต่แม่ทัพยักษ์เองก็ยังหันมามอง “นั่นมัน…” อินทราชเบิกตากว้างวายุและเมขลาหยุดการเคลื่อนไหวชั่วครู่ อัคนีหรี่ตา ไกรศรชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมมองไปยังแสงสว่างนั้นจิตตราลืมตาขึ้นช้าๆ ภายในชุดเกราะแห่งจิตวิญญาณพลังของเธอไม่ได้ปะทุอย่างรุนแรง…แต่มันลึกและมั่นคงราวกับสัมผัสบางอย่างที่เชื่อมโยงกับทุกชีวิต “ชั้นจะหยุดวงจรนี้เอง”เธอกล่าวเสียงแผ่ว แต่ดังก้องไปทั่วสนามรบและในวินาทีนั้น…บางสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น