จารึกที่ 349 : วงแหวนศิลาพิทักษ์มรรคา : ชำระสัจธรรมแห่งเจตจำนงวิปลาส
เมื่อแสงสว่างอันริบหรี่จากหมู่ดาราถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของห้วงมิติอันไร้ขอบเขต บรรยากาศภายในสุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณ 远古仙族之地 (หย่วนกู่เซียนจู๋จือตี้) มิได้เงียบสงัดดั่งเช่นหลายหมื่นปีที่ผ่านมา ทว่ามันกำลังสั่นสะเทือนด้วยเสียงฟันเฟืองโลหะและการขยับตัวของกองทัพบรรพกาล หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) นับแสนตัวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความว่างเปล่า ต่างหยัดกายขึ้นยืนตระหง่านดุจขุนเขาสีดำทมิฬ ดวงตาศิลาของพวกมันสาดประกายแสงสีเทาเงินยวง เฝ้ารอคอยคำบัญชาจากผู้ถือพู่กันเบื้องหน้า
ทว่า ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ยังต้องหวาดหวั่น อาเจียกลับมิได้แสดงท่าทีปีติยินดีจนเสียกิริยา ชายหนุ่มยืนขมวดคิ้วแน่นอยู่บนลานศิลาของป้อมปราการหมื่นอักขระ อาภรณ์สีครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมมิติที่ปั่นป่วน ดวงตาอันลึกล้ำของเขากำลังจับจ้องไปยัง 'ความผิดปกติ' ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ
*แคร่ก... ครืนนนน...*
เสียงแตกร้าวลั่นดังก้องมาจากใต้ฝ่าเท้าของศิษย์สำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (วั่นฝูจง) ผืนแผ่นดินของเกาะลอยฟ้าที่เพิ่งถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมา เริ่มเกิดรอยปริร้าวขนาดยักษ์ลุกลามไปทั่วอาณาบริเวณ พลังปราณบริสุทธิ์จาก แก่นภพปฐมกาล 原始界核 (หยวนสื่อเจี้ยเหอ) ที่หล่อเลี้ยงรากฐานของสำนัก กำลังถูกดูดกลืนออกไปอย่างบ้าคลั่งประดุจน้ำทะลักออกจากเขื่อนที่พังทลาย!
"อาเจีย! เกิดสิ่งใดขึ้น! พลังปราณของสำนักกำลังเหือดแห้ง!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่น เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลในมือของเขาริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปราณฟ้าดินรอบด้านถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น
หลินชิงเสวี่ยหลับตาลง ใช้โสตสวรรค์และวิถีแห่งมิติสดับรับฟังความเคลื่อนไหว ใบหน้าของนางซีดเผือดลงในพริบตา "แรงดูดกลืน... มันมาจากหุ่นกลศิลาบรรพกาลพวกนั้น! พวกมันไม่ได้ตั้งใจโจมตี ทว่าโครงสร้างสมการของพวกมันคือการ 'ดูดซับทุกสรรพสิ่ง' เพื่อขับเคลื่อนตนเอง การตื่นขึ้นพร้อมกันนับแสนตัว กำลังจะสูบสำนักของเราจนแห้งเหือดและพังทลาย!"
"เจ้านายงี่เง่า! ข้าเตือนเจ้าแล้ว!" องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) กระโจนออกมาดึงทึ้งผมของตนเองด้วยความตระหนก "เจ้าใช้สะพานสูญตาปลุกมันขึ้นมาได้ตัวเดียวเพราะเจ้าควบคุมสมดุลได้ แต่ตอนนี้เจ้าปลุกพวกมันทั้งสุสาน! กฎเกณฑ์บรรพกาลของพวกมันมันหิวโหยมานับหมื่นปี มันกำลังกินแผ่นดินของเราแทนอาหาร!"
อาเจียไม่ได้โต้เถียง ชายหนุ่มรับรู้ถึงข้อผิดพลาดนี้ตั้งแต่เสี้ยวลมหายใจแรก การเป็นผู้บัญญัติกฎเกณฑ์หาใช่การเสกสรรปั้นแต่งสิ่งใดก็ได้ตามใจนึก ทุกการกระทำล้วนมี 'ราคา' และ 'น้ำหนัก' ที่ต้องจ่าย การปลุกกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด ย่อมแลกมาด้วยภาระที่หนักอึ้งที่สุด
"ท่านอาจารย์ พี่มู่หลาง อี้หราน ปิงอวิ๋น ชิงเสวี่ย! ถอยร่นเข้าสู่ศูนย์กลางของตำหนักประธาน และช่วยกันกางค่ายกลพิทักษ์รักษารอยร้าวของแผ่นดินไว้!" อาเจียสั่งการเสียงเฉียบขาด สลัดท่าทีรันทดทิ้งไปจนสิ้น เหลือเพียงความเด็ดขาดของจอมราชันย์
ชายหนุ่มทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศธาตุ พู่กันนิรันดร์ปรากฏในมือขวา หมึกปราณสีเทาเงินยวงทะลักออกมาดุจสายน้ำ เขาเริ่มต้นการ 'วิเคราะห์และทดลอง' กลางวิกฤตความตายอีกครั้ง
*หากปล่อยให้พวกมันเชื่อมต่อกับแผ่นดินหลักโดยตรง สำนักหมื่นอักขระจะกลายเป็นเพียงแบตเตอรี่ที่ถูกสูบจนตาย ข้าต้องตัดการเชื่อมต่อ... แต่หากตัดขาด พวกมันก็จะหลับใหลไปอีกครั้ง...*
อาเจียวาด บัญชาอักขระ 符令 (ฝูลิ่ง) เป็นรูปกรงขังมิติ หมายจะครอบทับและจำกัดขอบเขตการดูดกลืนของหุ่นศิลา ทว่าทันทีที่อักขระตกลงไปสัมผัสกับหุ่นพยนต์บรรพกาลตัวหนึ่ง...
*เปรี๊ยะ! บึ้ม!*
กรงขังมิติถูกบดขยี้ในพริบตา แรงสะท้อนกลับกระแทกสมอแห่งเต๋าของอาเจียจนชายหนุ่มกระอักเลือด โลหิตสีข้นหยดลงบนอาภรณ์สีคราม
"การกักขังสัจธรรมบรรพกาลด้วยกฎเกณฑ์ยุคใหม่... ล้มเหลว" อาเจียวิเคราะห์อย่างเยือกเย็นแม้โลหิตจะกบปาก "พวกมันคือกฎเกณฑ์ที่หิวโหย ข้าไม่อาจขวางการกินของพวกมัน แต่ข้าสามารถ 'เปลี่ยนอาหาร' ให้พวกมันได้!"
ดวงตาของอาเจียสว่างวาบ เขาเพ่งมองไปยังเศษซากเกาะศิลาสีดำทมิฬขนาดมโหฬารนับร้อยเกาะที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในสุสานแห่งนี้ เกาะเหล่านี้คือบ้านเกิดของพวกมัน อัดแน่นไปด้วยสสารโลหะดาวตกที่พวกมันคุ้นเคย
"องค์หญิงน้อย! เลิกโวยวายแล้วช่วยข้าคำนวณวงโคจร! ข้าจะไม่นำพวกมันมาเหยียบแผ่นดินของสำนัก แต่ข้าจะสร้าง 'วงแหวนดารา' ล้อมรอบป้อมปราการหมื่นอักขระ!"
"สร้างวงแหวนดารา?! เจ้าจะเอาเกาะพวกนั้นมาหมุนรอบสำนักเราเนี่ยนะ! สมอแห่งเต๋าของเจ้าจะร้าวไปถึงชาติหน้านะ!" แม้ปากจะบ่น ทว่านางกลับกางตาข่ายวิญญาณออก คำนวณสมการความโน้มถ่วงและแรงผลักมิติอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ "พิกัดพร้อมแล้ว! แต่เจ้าต้องใช้กฎเกณฑ์ที่หนักพอจะยึดเหนี่ยวพวกมันไว้ได้นะ!"
"ข้ามีสัจธรรมนั้นอยู่แล้ว... สิ่งที่เพิ่งขูดรีดมาจากวิหารเทพอนันตกาลอย่างไรเล่า"
อาเจียรวบรวมสมาธิถึงขีดสุด เขาโคจร 'สัจธรรมแห่งความหนักอึ้งและปฐพี' ที่เพิ่งปล้นชิงมาจากเซินตู่เหยียน ผสมผสานเข้ากับวิถีแห่งสูญตา ชายหนุ่มตวัดพู่กันวาดอักขระขนาดมหึมาขึ้นกลางนภากาศ
"จารึกบัญชาหมื่นพยนต์: วงแหวนศิลาพิทักษ์มรรคา 万傀符令: 护道石环阵 (วั่นขุยฝูลิ่ง: หู้เต้าสือหวนเจิ้น)!"
เส้นสายหมึกปราณสีเทาผสมทองแดง พุ่งกระจายออกไปดุจเส้นเอ็นของจักรวาล พวกมันพุ่งทะลุเข้าเสียบทะลวงเกาะศิลาบรรพกาลทั้งร้อยเกาะในสุสาน อาเจียแผดเสียงก้อง รี้นเค้นพลังจากสมอแห่งเต๋าจนถึงขีดจำกัด บังคับให้เกาะศิลาขนาดยักษ์เหล่านั้นเคลื่อนที่เข้ามาล้อมรอบป้อมปราการหมื่นอักขระ!
*ครืนนนนนนน!*
เสียงดาราเคลื่อนตัวดังกึกก้องมิติ เกาะศิลาดำทมิฬนับร้อยเกาะ ค่อยๆ โคจรมาล้อมรอบผืนแผ่นดินของสำนัก ก่อเกิดเป็น 'วงแหวนดาวเคราะห์' ขนาดยักษ์ที่น่าเกรงขาม อาเจียใช้อักขระสูญตาเป็น 'ช่องว่าง' ป้องกันมิให้เกาะเหล่านี้ชนเข้ากับแผ่นดินหลัก และใช้สัจธรรมความหนักอึ้งเป็น 'แรงดึงดูด' ให้พวกมันโคจรไปพร้อมกับสำนัก
"หุ่นกลศิลาบรรพกาล... จงกลับสู่แท่นประทับของพวกเจ้า! แหล่งพลังงานของพวกเจ้า หาใช่แผ่นดินนี้ ทว่าคือแรงเสียดทานของห้วงมิติที่วงแหวนนี้บดขยี้!"
สิ้นคำบัญชา หุ่นกลศิลานับแสนตัวที่เคยยืนอยู่บนแผ่นดินสำนัก ต่างพร้อมใจกันกระโดดทะยานร่าง ข้ามช่องว่างของมิติ ไปลงจอดบนเกาะศิลาที่ล้อมรอบวงแหวนอย่างแม่นยำ!
เมื่อพวกมันกลับสู่ฐานที่มั่นเดิม การดูดกลืนอย่างบ้าคลั่งจึงพุ่งเป้าไปที่เกาะศิลาดำทมิฬและมวลอากาศธาตุรอบนอกแทน ผืนแผ่นดินของสำนักหมื่นอักขระรอดพ้นจากการถูกสูบพลัง แก่นภพปฐมกาลกลับมาเสถียรภาพอีกครั้ง รอยร้าวบนแผ่นดินค่อยๆ สมานตัว
"ฟู่..." อาเจียระบายลมหายใจยาว ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนโขดหินอย่างอ่อนล้า บาดแผลทางจิตวิญญาณทวีความรุนแรงขึ้น ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นเหนือความคาดหมาย ป้อมปราการหมื่นอักขระบัดนี้ ไม่ใช่เพียงเกาะลอยฟ้าธรรมดา ทว่ามันถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนเกาะศิลา ที่มีหุ่นรบบรรพกาลนับแสนคอยเฝ้าระวังอยู่รอบทิศทาง เป็นปราการเหล็กกล้าที่แทบจะไร้ช่องโหว่
มู่เฉินเหาะลงมายืนเคียงข้างศิษย์ ทอดสายตามองวงแหวนดาราอันยิ่งใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปีติและสะท้อนใจ "อาเจีย... เจ้าพลิกแพลงอุปสรรคให้กลายเป็นโล่พิทักษ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กงซูหวูคงหลับตาลงได้อย่างหมดห่วงแล้ว... ทว่า เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม ความเคลื่อนไหวอันรุนแรงของพวกเราในสุสานแห่งนี้ ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของสวรรค์ไปได้นาน"
อาเจียค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะอ่อนล้า ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความเยือกเย็น เขาประสานมือคารวะอาจารย์ ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา ทว่าครั้งนี้เจือไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเจ้าเล่ห์อย่างลึกล้ำ
"ท่านอาจารย์... สวรรค์เบื้องบนที่มืดบอด มักทนไม่ได้ที่เห็นผู้อื่นหยัดยืนด้วยสองขาของตนเอง พวกเขามองว่าการที่พวกเราดิ้นรนเอาชีวิตรอด คือการกบฏที่ต้องถูกลงทัณฑ์... ในเมื่อพวกเขาปรารถนาจะกวาดล้างพวกเราจนถึงที่สุด ข้าก็เพียงแค่เตรียม 'กำแพง' ไว้ต้อนรับความใจแคบของพวกเขา... หากพวกเขากล้าส่งกองทัพลงมาอีกครั้ง พวกเขาจะได้รู้ว่า การพุ่งชนกำแพงแห่งบรรพกาลนั้น เจ็บปวดเพียงใด"
---
ในขณะเดียวกัน ณ ดินแดนเบื้องบนอันห่างไกลเหนือชั้นบรรยากาศทะลุมิติขึ้นไป... 'วิหารเทพอนันตกาล' (无尽神殿 - อู๋จิ้นเสินเตี้ยน)
สถานที่แห่งนี้มิได้เป็นเพียงวิหารวิจิตรตระการตา ทว่ามันคือศูนย์กลางแห่งการกำหนดกฎเกณฑ์ของหลายพันโลกธาตุ เสาศิลาทองคำสลักลวดลายมังกรสวรรค์ค้ำยันแผ่นฟ้า ท่ามกลางตำหนักหลักที่ลอยอยู่เหนือเมฆหมอกสีทองคำ บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความกดดันที่แม้แต่เซียนปฐมพียังต้องหมอบกราบ
ณ ใจกลางลานกว้าง 'กระจกส่องสวรรค์กาดำ' ขนาดมหึมาที่เคยกะพริบแสงสับสน บัดนี้เกิดรอยแตกร้าวขึ้นตรงกลางบานกระจก เสียงปริแตกนั้นดังก้องไปทั่ววิหาร สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าทหารสวรรค์และเซียนรับใช้
เหนือบัลลังก์เมฆา ปรากฏร่างของตัวตนที่อยู่เหนือกว่าเซียนปฐมพี... 'มหาราชันย์เซียนเทียนจี' (天机仙王 - เทียนจีเซียนหวัง) ผู้หยั่งรู้ชะตากรรมและผู้คำนวณลิขิตฟ้า ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างแห่งสัจธรรมจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริง มีเพียงดวงตาสีทองคำคู่หนึ่งที่ทอดมองลงมายังกระจกที่ร้าวราน
"เซินตู่เหยียน... ดับสูญไปแล้ว" น้ำเสียงของเทียนจีเซียนหวังราบเรียบ ไร้ซึ่งความโศกเศร้าหรือโทสะใดๆ ราวกับชีวิตของเซียนปฐมพีเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกกิน "และกระจกส่องสวรรค์กาดำ... ถูกแทรกแซงด้วย 'สัจธรรมแห่งการปฏิเสธ' จนสูญเสียพิกัด..."
เหล่าแม่ทัพสวรรค์ที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่างต่างตัวสั่นเทิ้ม หนึ่งในนั้นรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น "ท่านมหาราชันย์เซียน... สำนักหมื่นอักขระเบื้องล่างเป็นเพียงเศษสวะที่หลงเหลือ พวกมันจะมีความสามารถลบล้างสายตาของสวรรค์ได้อย่างไร หรือจะมีตัวตนระดับเซียนอมตะคอยหนุนหลังพวกมันอยู่?"
"หาใช่เซียนอมตะไม่..." ดวงตาสีทองคำของเทียนจีเซียนหวังหรี่ลงเล็กน้อย การคำนวณในห้วงวิญญาณของเขาทำงานด้วยความเร็วที่ไม่อาจหยั่งถึง "มันคือตัวแปรที่หลุดรอดจากกฎเกณฑ์ของสวรรค์... ผู้ถือพู่กันที่สามารถเขียนความจริงขึ้นมาใหม่... มดปลวกที่เริ่มเรียนรู้วิธีการกำหนดชะตากรรม"
เทียนจีเซียนหวังลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์เมฆา รัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเบ็ดเสร็จแผ่ขยายออกไป "การส่งกำลังทหารไปปราบปรามความว่างเปล่า คือการสูญเสียทรัพยากรอย่างไร้ประโยชน์ ในเมื่อมันปฏิเสธกฎเกณฑ์ของสวรรค์ เช่นนั้นก็จงให้ 'ทัณฑ์บัญญัติแห่งความจริง' เป็นผู้ชำระล้างมัน"
มหาราชันย์เซียนยกมือขวาขึ้น ปรากฏม้วนราชโองการสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายความตายอันเงียบสงัด มันมิใช่การทำลายล้างทางกายภาพ ทว่ามันคือศัสตรากฎเกณฑ์ที่ใช้ลบล้างการดำรงอยู่ของเป้าหมายออกจากผืนโลก
"เปิดประตูมิติสวรรค์... ส่ง 'เพชฌฆาตไร้เงา' ลงไปพร้อมกับราชโองการดับสูญ ทันทีที่พบเจอเศษซากของสำนักหมื่นอักขระ ไม่ต้องเจรจา ไม่ต้องข่มขู่... จงลบล้าง 'นาม' ของพวกมันออกจากวัฏสงสารเสีย!"
สิ้นคำบัญชา ท้องฟ้าเหนือวิหารเทพอนันตกาลพลันมืดครึ้ม เงาดำที่ไร้รูปร่างนับร้อยสายพุ่งทะยานออกจากประตูมิติ มุ่งหน้าสู่โลกเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบและไร้ปรานี
สงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น หาใช่การปะทะกันของค่ายกลและพลังปราณดั่งเช่นที่ผ่านมา ทว่ามันคือการต่อสู้ระหว่าง 'การลบล้างของสวรรค์' และ 'การบัญญัติความจริงของอักขระ' เดิมพันครานี้ คือการคงอยู่หรือดับสูญอย่างแท้จริง!