กว่านชงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอความคิดของตัวเองออกมา “ถ้าเราเปิดเมืองจิงโจวรับผู้ลี้ภัยที่เป็เด็ก ผู้หญิง และผู้ชายที่ไร้ความสามารถเข้ามา องค์ชายจะทรงเห็นควรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ การให้โอกาสราษฎรได้ตั้งหลักปักฐาน พวกเขาต้องซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณขององค์ชายเป็แน่พ่ะย่ะค่ะ”
จิงโจวเป็ที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง แม้จะพำนักอยู่ในวัง แต่เนื่องจากระยะทางระหว่างสองเมืองที่ใกล้กันมาก เฉินอ๋องจึงมักไปดูแลจิงโจวด้วยตัวเองบ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้ นอกจากเมืองหลวงอย่างจิ้นโจวแล้ว จิงโจวก็นับเป็อีกหนึ่งเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแคว้นเป่ยเหยียน
ด้วยพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศ เฉินอ๋องจึงตกเป็เป้าริษยาขององค์ชายหลาย ๆ องค์ แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกเสียดายที่มอบจิงโจวให้โอรสองค์นี้
“แต่ว่า…”
เฉินอ๋องรู้สึกลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่เต็มใจ แต่จิงโจวมีประชากรท้องถิ่นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ที่ดินที่เหมาะกับการทำกินกลับมีน้อยจนน่าเห็นใจ หากรับผู้ลี้ภัยเ่าั้ไว้ก็ใช่ว่าทุกคนจะจับจองที่ดินที่มีอยู่ได้ทัน เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเป็การทำลายความหวังของพวกเขาหรอกหรือ
“องค์ชาย…” กว่านชงรู้ว่าผู้เป็นายกำลังกังวลเื่อะไร “...จิงโจวมีที่ดินที่ถูกพัฒนาแล้วอยู่น้อยก็จริง แต่เราให้ผู้ลี้ภัยหักร้างถางพงเองได้นี่พ่ะย่ะค่ะ ตราบใดที่พวกเขาดูแลเอาใจใส่อย่างดี อีกสามถึงห้าปีที่ที่เคยรกร้างก็จะกลายเป็พื้นที่อุดมสมบูรณ์ได้ ่แรกอาจต้องยกเว้นภาษี ให้ผู้ลี้ภัยได้ตั้งหลักเอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน”
การส่งเสริมให้ผู้ลี้ภัยตั้งหลักได้ สิ่งนี้จะถือเป็คุณงามความดีของเฉินอ๋องด้วย ต่อให้ฮ่องเต้คิดจะเมินเฉย แต่เหล่าขุนนางต้องทูลขอให้เขายกย่องคุณงามความดีขององค์ชายสามอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญคือ เฉินอ๋องโดดเด่นจนขวางหูขวางตาทุกคน หากองค์ชายสามช่วยเหลือผู้อพยพด้วยวิธีนี้สำเร็จละก็ ต้องมีคนไม่พอใจเป็แน่
ทว่านี่มันใช่เวลาที่ต้องใส่ใจเื่นั้นหรือ! หากยังไม่รีบจัดการหาถิ่นฐานให้ผู้ลี้ภัยอีกละก็ คงได้เห็นการจลาจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเป่ยเหยียนแน่!
“เช่นนั้นก็จัดการตามนี้เถอะ หวังว่าเสด็จพ่อจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้สักวัน”
กล่าวจบเฉินอ๋องก็ถอนหายใจด้วยความกังวล ตอนนี้มีทั้งศึกนอกและศึกใน หากยังปล่อยปละละเลยอีก เกรงว่าความพินาศคงอยู่ไม่ไกล
“พ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนที่ปรึกษากองทัพจะหันหลังเดินออกไป เฉินอ๋องก็สั่งการเขาอีกครั้ง “เรียกฉินเจียนมาหาข้าด้วย”
ฉินเจียนคือผู้ที่นำข่าวในวันนี้กลับมาจากหนานไท่ จนเป็เหตุให้เขาถูกมือสังหารของหนานไท่ตามล่า ตลอดการเดินทางของเขาไม่ง่ายเลย
ขณะที่ฉินเจียนมาถึง เฉินอ๋องกำลังเขียนจดหมายอยู่ เมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็ใครองค์ชายสามก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง
ผ่านไปครู่หนึ่งจดหมายก็ถูกเขียนเสร็จ ระหว่างรอให้หมึกแห้ง เฉินอ๋องก็เอ่ยถามผู้ใต้บัญชาที่เพิ่งเข้ามา “หากนักฆ่าพวกนั้นเป็คนของหนานไท่จริง เช่นนั้นการเคลื่อนไหวของเ้าในหนานไท่ก็คงยากขึ้น กลับไปครั้งนี้เ้าต้องระวังตัวให้มากล่ะ อย่าให้พวกมันทำลายแผนการใหญ่ที่ข้าวางมานานหลายปีได้”
“องค์ชายวางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม นำจดหมายนี่ไปส่งที่หนานไท่ บอกคนที่นั่นว่าเราจะเริ่มทำตามแผนแล้ว ่นี้เมืองเล็กเมืองน้อยของหนานไท่เหิมเกริมยิ่งนัก ถึงเวลาที่พวกมันต้องลิ้่มรสของหายนะเสียที”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจียนรับจดหมายแล้วออกจากห้องไป เขารู้ดีว่าจดหมายฉบับนี้สำคัญมากจึงไม่อาจล่าช้า
----------
ทางด้านเมืองเฉียนโจว
ครอบครัวแซ่ลู่ตามหาครอบครัวของลู่กุ้ยหลานอยู่หน้าเมืองมาหลายวันแล้วก็ยังไม่พบ ทว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ กลับเจอญาติพี่น้องของตนเองกันหมดแล้ว รวมถึงบิดาของเสี่ยวจวี๋จื่อ
ลู่ต้าผิง บิดาของเสี่ยวจวี๋จื่อได้รับาเ็บริเวณขา อาการาเ็ที่ลากมาหลายวันทำให้แผลเน่าจนเป็หนอง ดูเช่นนี้เหมือนพิการไปแล้วด้วยซ้ำ ขาอีกข้างก็บวมเป่ง เ็ปจนไม่อาจเดินเหินได้
เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องรอความตายอยู่หน้าประตูเมืองเป็แน่แท้ แต่โชคดียิ่งนักที่ได้เจอกับคนตระกูลลู่ ภรรยา และบุตรชายตนเองอีกครั้ง ชายผู้หมดหวังดีใจจนน้ำตาไหลอาบหน้า
นางฉียังตามหาสามีตนเองไม่เจอ เมื่อเห็นครอบครัวของเสี่ยวจวี๋จื่อสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันร้องไห้ ตนกับบุตรสาวก็แอบปาดน้ำตาตามเช่นกัน
ส่วนนางซุนก็ไม่ต่างกันนัก เดิมทีคิดว่าเมืองเฉียนโจวคือความหวังของนาง นางมั่นใจว่าต้องได้เจอกับบุตรสาวที่นี่แน่นอน
แต่ใครจะคิดว่าจะไม่เห็นแม้แต่เงา
“ท่านอาสาม โชคดียิ่งนักที่ได้เจอพวกท่าน หลายวันมานี้พวกเรา…พวกเราลำบากมากจริง ๆ!”
เ้าของวาจาตื้นตันคือบุตรชายของพี่ชายผู้เฒ่าลู่ ชื่อลู่ฟู่กุ้ย อายุมากกว่าลู่จิ้งซวนสองปี…หากแต่หลังจากเผชิญมหันตภัยที่เกือบพรากชีวิตไปในครั้งนี้ สภาพของลู่ฟู่กุ้ยดูราวกับแก่ขึ้นเป็สิบปีก็มิปาน
ข้างกายลู่ฟู่กุ้ยมีเพียงบุตรชายคนเดียว ภรรยาและบุตรสาวสุขภาพไม่แข็งแรงจึงพ่ายแพ้ต่อความหิวสิ้นใจไปแล้วระหว่างทาง เขาจึงปกป้องบุตรชายคนเล็กอย่างสุดชีวิต โชคดีที่เด็กน้อยเข้มแข็งรอดมาได้ถึงตอนนี้
สรุปตัวเลขของจำนวนชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลลู่ที่เหลือรอดในตอนนี้มีไม่ถึงสามสิบคน ที่เหลือบ้างถูกพวกโจรเร่ร่อนปลิดชีพที่นอกเมืองหลิวเจีย บางคนหิวจนขาดใจระหว่างทาง
ผู้เฒ่าลู่ได้ฟังดังนั้นก็พูดอะไรไม่ออก น้ำตาไหลออกมาโดยไม่อาจห้าม จับมือลู่ฟู่กุ้ยตบเบา ๆ เพื่อปลอบใจ
หลังจากทุกคนได้พบกันแล้ว ครอบครัวลู่ซึ่งยังไม่เจอคนที่ตามหาตัดสินใจว่าจะรั้งรออยู่หน้าเมืองเฉียนโจวอีกหนึ่งคืน เผื่อว่าจะมีข่าวของครอบครัวลู่กุ้ยหลาน หากผ่านคืนนี้ไปยังไร้ซึ่งข่าวคราว พวกเขาจะตัดใจจากที่นี่ และเข้าเมืองมุ่งหน้าไปอันโจว
.
ด้วยบริเวณโดยรอบมีแต่กลุ่มผู้ลี้ภัย ครอบครัวลู่จึงไม่กล้าให้นางหยูตั้งหม้อทำอาหาร หาไม่คงได้เกิดความโกลาหลขึ้นเป็แน่ มื้อเย็นมื้อนี้ทั้งครอบครัวจึงนำอาหารแห้งออกมากิน ส่วนลู่ฟู่กุ้ยสองพ่อลูกเห็นชัดว่าร่างกายไม่ได้รับอาหารมานาน เขายัดข้าวปั้นเข้าปากด้วยความตะกละตะกลามจนเกือบสำลักอยู่หลายหน
หลังจากกินอิ่มท้อง เหอจิ่วเหนียงก็ไปตรวจดูขาของลู่ต้าผิง
…หากรักษาตามการแพทย์ปัจจุบัน คงทำได้เพียงต้องตัดขา
แต่หากเป็วิธีการรักษาของนางจะยังมีโอกาสรักษาขาเอาไว้ได้
ทว่าปัญหาก็คือ…
ตอนนี้นางไม่อาจเปิดเผยให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ได้ว่านางมีทักษะวิชาแพทย์!
“จิ่วเหนียง ขาของสามีข้าจะพิการหรือไม่?”
ซุ่ยเอ๋อร์ปาดน้ำตาพลางถามด้วยความร้อนใจ
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้นี่จริง ๆ เลย ตอนที่พลัดพรากจากสามีก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ตอนนี้เจอสามีแล้วก็ยังร้องไห้อีก ผู้หญิงนี่ช่างเ้าน้ำตาจริง ๆ
“...ตามหลักแล้วก็เป็เช่นนั้น” เหอจิ่วเหนียงเอามือลูบคางพลางพยักหน้าเบา ๆ
ซุ่ยเอ๋อร์ร้องไห้หนักขึ้น
“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเลย เดี๋ยวเข้าเมืองแล้วหาซื้อยาจินฉวงตามร้านยารักษาก่อน หากไปถึงอันโจวเมื่อไรค่อยเชิญท่านหมอมารักษา ไม่แน่อาจจะหายเป็ปกติก็ได้ อีกอย่าง แค่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ”
ขณะบอกกล่างเหอจิ่วเหนียงก็พยักพเยิดไปทางนางฉีที่นั่งเหม่ออยู่ไม่ไกลเป็สัญญาณให้ซุ่ยเอ๋อร์ ทันใดนั้นสตรีที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายก็ตระหนักได้ว่า นางฉียังตามหาสามีไม่เจอเลย จึงทำให้นางสงบสติอารมณ์ลงได้
เมื่อเทียบกับนางฉี ซุ่ยเอ๋อร์ถือว่าโชคดีกว่ามากจริง ๆ
นางพูดกับเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “เข้าเมืองก็ต้องจ่ายค่าผ่านด่าน พวกเรายังพอมีเงินเข้าเมืองได้ แต่คนอื่นล่ะจะทำอย่างไร?”
คนอื่นที่ซุ่ยเอ๋อร์หมายถึงก็คือญาติ ๆ ที่เพิ่งตามหาเจอ พวกเขาอยู่กันอย่างอัตคัดแร้นแค้น ไหนเลยจะมีเงินค่าผ่านด่านเข้าเมืองคนละสามตำลึง
“ขอข้าคิดก่อนก็แล้วกัน ถึงอย่างไรเราก็ไม่อาจทิ้งใครไว้ข้างหลังได้”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกว่าเื่นี้เป็เื่ใหญ่ อย่างไรเสียครอบครัวนางก็มีเงินให้พวกญาติ ๆ ยืมก่อนได้
แต่ก็ต้องดูด้วยว่าผู้าุโทั้งสองของบ้านจะว่าอย่างไร แม้จะไม่ได้ให้เปล่า ๆ แต่ก็ต้องเจรจาให้รัดกุม หาไม่เงินจำนวนมากขนาดนั้นคงสูญหายแน่
ซุ่ยเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้งใจ และพรั่งพรูคำสรรเสริญครอบครัวแซ่ลู่ไม่ขาดปาก
เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับแห้ง ๆ จากนั้นเดินกลับไปหาครอบครัว แล้วปรึกษาเื่นี้กับนางซุน
หญิงชราผู้เป็กระเป๋าเงินของบ้านทำเสียงฮึดฮัดคล้ายจะสื่อว่า ‘ข้ารู้แล้วน่า!’
“เ้าไม่ต้องบอกข้าหรอก ข้ากับพ่อของเ้าปรึกษาเื่นี้กันแล้ว ยืมเงินน่ะยืมได้ แต่เราไม่ได้จะให้ยืมง่าย ๆ ขนาดนั้น! เ้าไม่ต้องทำอะไรแล้ว รอดูพ่อเ้าจัดการก็พอ”
เหอจิ่วเหนียงสงบปากสงบคำในทันใด
และแล้วก็เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด… ลู่ฟู่กุ้ยเดินมาหาแล้ว
“ท่านอาสาม ข้าได้ยินมาว่าเช้าวันพรุ่งนี้พวกท่านจะเข้าเมืองแล้ว คือพวกเรา…พวกเราไม่มีเงินติดตัวเลยขอรับ!”
ลู่ฟู่กุ้ยเครียดไม่น้อย หากมีเงินเขาคงไม่รอความตายอยู่หน้าประตูเมืองแบบนี้แน่
“ท่านอาสาม ข้ารู้ว่าตอนนี้เป็่กลียุค ครอบครัวท่านก็มีกันหลายคน มันไม่ง่ายเลย แต่ความหวังเดียวที่พวกข้ามีตอนนี้ก็คือครอบครัวท่าน!”
ขณะรำพัน บุรุษผู้อับจนหนทางก็คุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็ความหวัง
.
.
.