ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 335 : ค่ายกลวิปลาสพลิกฟ้า

จารึกที่ 335 : ค่ายกลวิปลาสพลิกฟ้า : ถอดรหัสเจตจำนงราชันย์เซียนสยบศัสตราเทวะ


กระแสธารปราณปฐมกาลที่พวยพุ่งสวนกลับขึ้นสู่เบื้องบนประดุจเสามังกรสีเงินยวง ค่อยๆ ทอดแสงจางลงหลงเหลือเพียงละอองปราณอันอบอุ่นที่โชยพัดผ่านชั้นบรรยากาศใต้ดิน ทว่าความสงบเงียบในหุบเหวใต้ดินอันไพศาลแห่งนี้ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น โครงสร้างศิลาหินงอกหินย้อยสีดำทมิฬรอบด้านพลันเริ่มส่งเสียงสั่นสะเทือนครางต่ำรุนแรงยิ่งกว่าคราก่อน คล้ายกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมาในยุคบรรพกาลที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลเพราะถูกรบกวนอาณาเขต


ภายหลังจากที่โซ่ตรวนสวรรค์ชุดที่สองพังทลายลงด้วยปลายพู่กันของอาเจีย สมการคุ้มครองค่ายกลบงการของวิหารเทพอนันตกาล 无尽神殿 (อู๋จิ้นเสินเตี้ยน) ก็เริ่มเปลี่ยนรูปสถานะตนเองอย่างรวดเร็ว โซ่ตรวนอักขระสวรรค์สีทองคำม่วงที่เหลืออีกนับหมื่นเส้นซึ่งยังคงล่ามพันสายแร่ปราณหลักอยู่พลันบิดตัวเลื้อยไปมาประดุจฝูงอสรพิษคลั่ง ลวดลายอักขระที่สลักอยู่บนเนื้อโลหะทัศนาดูแดงฉานประดุจโลหิตเดือด รังสีทำลายล้างที่แผ่ออกมาแปรเปลี่ยนจากความหนาหนักของการสะกดข่ม กลายเป็นความบ้าคลั่งของการทำลายล้างที่มุ่งหมายจะฝังกลบทุกสรรพสิ่งในขอบเขตร้อยลี้ให้ดับสูญ


ความผันผวนของมิติที่วิปริตนี้ ส่งผลลบต่อดาดฟ้าของมหานาวาปราณสูญตาอย่างรุนแรง แผ่นไม้หยกดำลั่นเปรี๊ยะตามแรงบีบอัดของค่ายกล


อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลางดาดฟ้าเรือ ลมหายใจของเขาเข้าออกยาวนานและเชื่องช้า เส้นชีพจรเซียนแท้ทั่วร่างที่เพิ่งจะได้รับการสมานตัวจากศึกกระดานหมากรุก บัดนี้กำลังเผาผลาญพลังงานอย่างหนักเพื่อรักษาสมดุลของสมอแห่งเต๋าในแก่นวิญญาณ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซูบซีดไร้สีเลือด หยาดโลหิตสีแดงสดไหลซึมจากมุมปาก ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขากลับจับจ้องไปยังเสาค่ายกลหลักต้นที่สามซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ส่วนลึกของหุบเขาอย่างไม่กระพริบ


มู่เฉิน ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างศิษย์รักอย่างมั่นคง แผ่นหลังของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเหยียดตรงประดุจต้นสนบนยอดเขา กลิ่นอายความหนาหนักจากร่างกายอันเป็นปกติสุขแผ่ซ่านออกไปรอบด้านเพื่อช่วยรองรับแรงกดดันจากค่ายกลเบื้องหน้า ฝ่ามืออันหยาบกร้านของท่านวางลงบนบ่าของอาเจียเบาๆ ถ่ายทอดตบะความรู้เข้าช่วยคุมเชิงเส้นชีพจร


"อาเจีย... ค่ายกลด่านที่สามนี้มิใช่สิ่งปลูกสร้างธรรมดาแล้ว" มู่เฉินกล่าวเสียงทุ้มต่ำและเคร่งเครียด "สิ่งที่สวรรค์จอมปลอมใช้เป็นแกนกลางคุ้มครองตรงนั้น คือ 'ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรม' มันมิใช่ค่ายกลที่ทำงานตามเงื่อนไขตายตัว ทว่ามันแฝงไว้ด้วยเศษเสี้ยวเจตจำนงของ ราชันย์เซียน 仙王 (เซียนหวัง) ผู้เป็นคนลงมือสลักตราผนึกนี้ด้วยตนเองเมื่อ 1000 ปีก่อน!"


วูบ!


ละอองแสงสีเงินละมุนตาพวยพุ่งออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนาน ปรากฏกายขึ้นนั่งไขว่ห้างลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าอันงดงามสลักเสลาของนางบึ้งตึง ดวงตากลมโตฉายประกายความจริงจังระคนตื่นตัว ปลายนิ้วเล็กๆ ชี้ตรงไปยังใจกลางของพลังงานสีแดงฉานที่กำลังบิดเบี้ยวเบื้องหน้า


"เจ้าเจ้านายทึ่มทื่อ! คราวนี้ห้ามวู่วามเด็ดขาดนะ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋วเตือนสติ "ค่ายกลสะกดข่มชั้นนี้มันรับรู้ถึงกลิ่นอายอักขระหลิง 零 (หลิง) ของเจ้าแล้ว เจตจำนงของราชันย์เซียนที่ซ่อนอยู่ภายในกำลังพลิกเปลี่ยนสมการควบคุม จากเดิมที่ใช้ดูดกลืนปราณแผ่นดิน คราวนี้มันกำลังรีดเค้นวิญญาณตกค้างของบรรพชนนับพันร่างที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเพื่อระเบิดคุกใต้หล้าแห่งนี้ทิ้ง! หากเจ้าดันทุรังใช้ความว่างเปล่าเข้าไปกรีดตัดตรงๆ แรงระเบิดระดับทำลายล้างดินแดนจะกระชากวิญญาณเจ้าให้แหลกเป็นผุยผงทันที!"


คำเตือนขององค์หญิงน้อยส่งผลให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่เพิ่งจะบ่มเพาะพลังฟื้นตัวพากันขยับกายเข้ามาล้อมรอบอาเจีย ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความดับสูญที่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึก


"สวรรค์เบื้องบนกระทำการรัดกุมและไร้ช่องโหว่นัก" ฉินมู่หลางเอ่ยพลางกำด้ามกระบี่หยกเย็นในมือแน่น เจตจำนงกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเบิกเนตรสะท้อนส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ "พวกมันสร้างกรงขังซ้อนกรงขัง บีบบังคับให้คนตายต้องพลีชีพเพื่อเข่นฆ่าลูกหลานตนเอง หากเราไม่ลงมือ บรรพชนก็ต้องสูญสลาย หากเราลงมือ สำนักหมื่นอักขระเบื้องบนก็จะพังพินาศตามไปด้วย"


อาเจียค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาจากความบอบช้ำ ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี เขาฝืนระงับความเจ็บปวดในจุดตันเถียน มองไปยังดวงวิญญาณของผู้อาวุโสโบราณนับพันร่างที่กำลังถูกโซ่ตรวนรัดตรึงแน่นเข้าจนใบหน้าแห้งเหี่ยวบิดเบี้ยวกรีดร้องไร้เสียง เด็กหนุ่มพลันตีหน้าเศร้า แววตาทอดมองภาพเหล่านั้นด้วยความรันทดใจและสมเพชต่อความโหดเหี้ยมของกฎเกณฑ์เบื้องบน น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่าทว่าดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขาลึก


"ช่วงเวลาที่ความอยุติธรรมถูกยกย่องเป็นลิขิตฟ้า... สรรพชีวิตในแดนเซียนต่างก้มหัวยอมรับคำลวงประหนึ่งสัจธรรม" อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ทอดถอนใจยาวเรื่อย "วิหารเทพอนันตกาลอ้างตนเป็นผู้ชี้ชะตากรรม รักษาความสงบของสิบทิศวัฏสงสาร ทว่าแท้จริงแล้ว พวกท่านกลับซ่อนขุมนรกล่ามโซ่คนตายไว้ใต้แผ่นดินเกิดของพวกเรา ค้ากำไรจากเศษวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงเกราะทองคำอันจอมปลอม... การปกครองที่พึ่งพาความหวาดกลัวและการขูดรีดผู้ไร้ทางสู้ ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบที่น่าเวทนาและต่ำช้ายิ่งนัก!"


วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของอาเจีย มิใช่เพียงการประกาศกร้าวเพื่อประณาม ทว่าจิตสัมผัสอันแหลมคมของเขาแผ่ซ่านผสานไปกับน้ำเสียง ถ่ายทอดความเมตตาและเจตจำนงที่จะปลดปล่อยเข้าไปในห้วงรับรู้ของดวงวิญญาณบรรพชนดั้งเดิม


เมื่อคนตายได้รับรู้ว่ามีลูกหลานผู้สืบทอดที่ยอมเสี่ยงชีวิตลงมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม มิใช่มาเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ กระแสความเคียดแค้นคลุ้มคลั่งในวิญญาณของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันเที่ยงตรง คลื่นความถี่ของพลังงานที่ค่ายกลใช้บีบคั้นจึงเกิดสภาวะขัดแย้ง ตัวแปรในกลวิธานควบคุมของราชันย์เซียนสั่นไหวสะดุดลงชั่วเสี้ยวลมหายใจ!


"ข้าได้ช่องว่างของสมการแล้ว! องค์หญิงน้อย ดึงสมการปฐมกาลชั้นที่สี่ออกมา!" อาเจียสั่งการผ่านกระแสจิตอย่างเฉียบขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความสุขุมและเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ


"รับบัญชา! ข้าจะช่วยเจ้าประคองผืนกระดาษวิญญาณเอง!" องค์หญิงน้อยตอบรับเสียงหนักแน่น ร่างเล็กสลายกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ ปลดปล่อยรัศมีสีเทาเงินของมหาเวทสูญตา 大空法 (ต้าคงฝ่า) ออกมาโอบอุ้มปลายขนพู่กันจนคมกริบก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม


อาเจียไม่ได้พุ่งตัวออกไปใช้กำลังเข้าหักหาญ ทว่าเขาชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ฟ้า ดึงเอาปราณปฐมกาลบริสุทธิ์ที่ สั่งสม มาจากกระดานหมากรุกผสานเข้ากับโลหิตแท้ในร่าง เขาเริ่มจรดปลายพู่กันวาดลวดลายสลักอักขระกลางอากาศธาตุที่กำลังบิดเบี้ยว กระบวนการครั้งนี้มิใช่การสร้างจารึกทำลายล้าง ทว่าเขาทำหน้าที่เป็น **"ผู้ตีความอักขระ"** รื้อถอนรหัสลับของศัตรูเพื่อเขียนข้อกำหนดใหม่ทับลงไป!


"เจตจำนงของราชันย์เซียน อิงอาศัยหลักการ 'สะกดตัดขาด' เพื่อควบคุม..." อาเจียวิเคราะห์โครงสร้างอย่างเยือกเย็น นิ้วมือตวัดพู่กันเป็นลวดลายสลับซับซ้อนนับพันเส้นสาย "มันบีบคั้นให้พลังงานไหลเวียนเป็นเส้นตรงเพื่อมุ่งทำลายล้าง เช่นนั้น ข้าจะขอมอบ 'วัฏจักรไร้สิ้นสุด' ให้แก่สมการของท่าน!"


เด็กหนุ่มตวัดพู่กันจารึกสัญลักษณ์วงกลมมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลครอบทับเสาค่ายกลหลัก จากนั้นจรดอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงตรงกึ่งกลางรอยต่อของค่ายกลบังคับสวรรค์ เขาผสานกฎเกณฑ์ธาตุพฤกษาก่อเกิดและธาตุวารีลื่นไหลแทรกซึมเข้าไปในร่องรอยที่สะดุดเมื่อครู่


ครืนนนน!


ทันทีที่สัจธรรมบทใหม่ของอาเจียสัมผัสกับแกนกลาง ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมของศัตรูพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้าสีทองคำม่วงปะทุสวนกลับมาตามลำแสงหมึก พลังบีบอัดระดับข้ามมหาขอบเขตกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง กระดูกซี่โครงลั่นเปรี๊ยะ เลือดสดพุ่งกระฉอกออกจากปาก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นกระดานเรือหยกดำ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนแตกร้าวเสียหาย พลังปราณปั่นป่วนจนแทบจะระเบิดร่างจากภายใน


"อาเจีย!" สหายทุกคนร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด


"อย่าฝืนขยับกายขอรับ!" อาเจียกัดฟันกรอด ฝืนระงับความเจ็บปวดแสนสาหัส ดวงตาแห่งความว่างเปล่าสาดประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม "นี่คือประสบการณ์จริงของการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว... สมการของข้ายังขาด 'น้ำหนัก' ที่เที่ยงตรง ข้าพยายามจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ภายนอก ทว่าเจตจำนงของราชันย์เซียนนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะยอมรับความลื่นไหลธรรมดา... ข้าต้องใช้ 'สมอแห่งเต๋า' ปักลงไปในจิตวิญญาณของค่ายกล!"


เด็กหนุ่มฝืนกายหยัดยืนขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาอาบชุ่มไปด้วยหยาดโลหิต ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงประดุจทวนที่พร้อมจะทลวงผ่านทุกมรรคาฟ้า เขาตระหนักรู้แล้วว่า ความกดดันอันแสนสาหัสเบื้องหน้านี้ มิใช่สิ่งที่จะเอาชนะได้ด้วยตบะ ทว่ามันคือตัวกระตุ้นขั้นสุดท้ายที่จะขัดเกลาให้เขาเติบโตขึ้นเป็น **"ผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ"** !


"องค์หญิงน้อย! ผสานแกนวิญญาณของเจ้าเข้ากับสมอแห่งเต๋าในกระดูกของข้า! เราจะเขียนสมการที่ท้าทายสวรรค์ร่วมกัน!" อาเจียส่งกระแสจิตคำรามลั่น


"เออ! ไอ้เจ้านายบ้า! ข้าจะยอมเสี่ยงชีวิตไปกับเจ้าครานี้แหละ!" เสียงใสขององค์หญิงน้อยดังสะท้อนก้องมาจากส่วนลึก พู่กันนิรันดร์เปล่งรัศมีแสงสีเทาเงินเจิดจ้าบาดตา บ่งบอกถึงการเปิดใช้งานขีดจำกัดสูงสุดของศัสตราวุธระดับตำนาน


อาเจียกรีดโลหิตจากหัวใจตนเองพ่นใส่พู่กัน เขารวบรวมความเข้าใจในเต๋าแห่งกาลเวลาและความว่างเปล่าที่ได้จากการเดินหมากรุก ตวัดปลายพู่กันจารึกอักขระ 'สมอแห่งเต๋า' (道锚) ซ้อนทับลงบนอักขระหลิง 零 (หลิง) กลางอากาศธาตุอย่างบ้าระห่ำ!


"มหาค่ายกลสูญตา... สมอสะบั้นสัจธรรม เขียนลิขิตฟ้าใหม่!"


เปรี้ยงงงงงง!


เสาแสงสีเทาเงินอัดแน่นด้วยน้ำหนักของปฐมกาลพุ่งทะยานออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ ทะลวงฝ่าสายฟ้าสีทองคำม่วงเข้าประทับลงบนกึ่งกลางของศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมของศัตรูโดยตรง! มันมิใช่การทำลายล้างทางกายภาพ ทว่ามันคือการที่อาเจียใช้ตนเองเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ บังคับให้เจตจำนงของราชันย์เซียนต้อง 'ยอมจำนน' ต่อตรรกะแห่งความว่างเปล่า!


เมื่อสมอแห่งเต๋าปักลึกลงไป โครงสร้างค่ายกลวิปลาสของวิหารเทพพลันหยุดหมุนชะงัก โซ่ตรวนสวรรค์สีทองคำม่วงที่เคยรัดตรึงวิญญาณบรรพชนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะแหลกสลายกลายเป็นเศษผงร่วงหล่นลงสู่ก้นหุบเหวประดุจสายฝนสีทองคำ!


ดวงวิญญาณบรรพชนนับพันร่างได้รับการปลดแอก ร่างหนังหุ้มกระดูกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทว่าจิตวิญญาณตกค้างของพวกเขา กลับแปรสภาพเป็น **"ดวงวิญญาณอักษรปฐมกาล"** สีทองคำเจิดจ้านับพันดวง ลอยล่องขึ้นเต็มเพดานศิลา ประดุจหมู่ดารานับหมื่นดวงที่ส่องประกายขับไล่ความมืดมิด


"ขอบใจเจ้า... ผู้กำหนดมรรคาบทใหม่..." เสียงกระซิบประสานของบรรพชนแผ่วเบาแฝงความหลุดพ้น


เจตจำนงจำลองของราชันย์เซียนผู้คุมกฎแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความอัปยศ ร่างหมอกควันขนาดยักษ์พังทลายและแตกร้าว ก่อนจะถูกดวงวิญญาณอักษรบรรพชนนับพันพุ่งเข้าบดขยี้จนสลายกลายเป็นละอองปราณดิบอันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง!


ครืนนนนน!


เมื่อค่ายกลด่านที่สามแตกสลายอย่างสมบูรณ์ พลังปราณปฐมกาลมหาศาลสุดคณานับที่ถูกสะกดกักขังมานานกว่า 1000 ปี พลันปะทุทะลักสวนกลับขึ้นไปตามเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน มุ่งตรงสู่สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบนในทันที กระแสมวลพลังงานสีเงินยวงเข้มข้นกว่าสองคราแรกนับร้อยเท่า พุ่งทะลวงผ่านชั้นดินสั่นสะเทือนฟ้าดินจนเกิดเสียงระฆังเต๋าดังกังวานก้องไปทั่วสิบทิศ


ณ สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบน ในขอบเขตขุนเขาที่แสงรัตติกาลกำลังคืบคลานเข้ามา ท้องฟ้าพลันสว่างไสวประดุจกลางวันด้วยรัศมีมงคลสีรุ้ง มวลปราณธรรมชาติในอากาศธาตุควบแน่นจนกลายเป็นหยาดพิรุณเต๋าโปรยปรายลงมาชโลมตำหนักน้อยใหญ่ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสทุกคนที่กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ารากฐานการฝึกตนของพวกเขายกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด คอขวดพลังที่เคยติดขัดทลายสิ้นในพริบตา เสียงโห่ร้องสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของสำนักดังก้องกลบขุนเขา โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ปาฏิหาริย์นี้กำเนิดมาจากปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังทำศึกอยู่ในส่วนลึกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา!


ภายในหุบเหวใต้ดิน อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นเรือหยกดำ เลือดไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ทว่าดวงตาของเขากลับสาดประกายเจิดจ้าลึกล้ำประดุจเอกภพ ละอองอักขระสวรรค์นับล้านตัวที่หลุดพ้นจากผนึก ถูกสมอแห่งเต๋าในร่างดึงดูดเข้ามาบีบอัดจัดเรียงเข้าสู่ส่วนลึกของจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ


รากฐานการบำเพ็ญของเขาถูกขยายขนาดขึ้นจนกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหาสมุทร พลังปราณเซียนแท้เอ่อล้นหนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำแห่งสัจธรรม บ่งบอกถึงความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม สู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้


มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รัก แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความศรัทธาและตื้นตันใจอย่างที่สุด "เจ้าทำได้... เจ้าก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำหนดกฎแห่งอักขระอย่างแท้จริงแล้ว อาเจีย บรรพชนได้รับการปลดปล่อย และสำนักเบื้องบนก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด"


องค์หญิงน้อยลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ นางเอื้อมมือเล็กๆ ที่สั่นเทาไปแตะหน้าผากของเขาเบาะๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบพลังงานวิญญาณ แววตาขี้เล่นหายไปหลงเหลือเพียงความเชื่อฟังและภาคภูมิใจ "เจ้ามนุษย์ดื้อรั้น... สมการครานี้ของเจ้าช่างไร้ที่ติยิ่งนัก ข้า... ข้าเต็มใจจะแบกรับมรรคานี้ไปพร้อมกับเจ้า"


อาเจียแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งและน่าเกรงขามขึ้นตามลำดับ เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น ทอดสายตาจับจ้องไปยังส่วนลึกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิมของหุบเหวใต้ดิน ที่ซึ่งโซ่ตรวนชุดต่อไปกำลังส่งเสียงสั่นสะเทือน คล้ายกับว่าตัวตนที่น่ากลัวและลึกลับกว่าเดิมของศาลสวรรค์ กำลังรอคอยการพิสูจน์ปัญญาของเขาอยู่เบื้องหน้า!


กงล้อแห่งลิขิตฟ้าใต้ดินถูกรื้อถอนไปอีกขั้น และก้าวต่อไปของผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนาน กำลังจะสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของเทพบรรพกาลบนสรวงสวรรค์สัมบูรณ์!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน