บทที่ 18 ข้าอุ้มเ้า ขึ้นรถม้าดีหรือไม่
“ท่านเสนาบดีหลี่ ตามความคิดของท่าน งานมงคลครั้งนี้ยังจะจัดต่อให้สำเร็จได้อีกหรือ?”
หลี่หยวนเฟย เสนาบดีกรมพิธีการเพิ่งจะเลิกประชุมเช้า ก็ถูกสวีไท่ฟู่ลากตัวขึ้นรถม้ามาด้วยกัน
ทั้งสองคนติดตามขบวนรับเ้าสาวของเซี่ยงเฉิงหลี เดินทางมาจนถึงหน้าจวนจี้กั๋วกง
ตลอดทาง ทุกครั้งที่มีชาวบ้านพูดจาถากถางเซี่ยงเฉิงหลี คิ้วของสวีไท่ฟู่ก็จะขมวดมุ่น แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับงานแต่งงานของเซี่ยงเฉิงหลีครั้งนี้เป็พิเศษ
หลี่หยวนเฟยเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงดู “ท่านไท่ฟู่ ตระกูลเซี่ยงตกต่ำไปแล้ว เหตุใดท่านถึงได้ใส่ใจงานแต่งของเซี่ยงเฉิงหลีนักเล่า?”
ดวงตาที่สงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกของสวีไท่ฟู่ จ้องมองหลี่หยวนเฟยเขม็ง “ท่านจำได้หรือไม่ ว่าในพงศาวดารบันทึกเื่ราวของตระกูลเซี่ยงไว้อย่างไร?”
หลี่หยวนเฟยหวนนึกถึงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ “ตระกูลเซี่ยงเป็ตระกูลใหญ่ที่อยู่ยั้งยืนยงมาสามร้อยปี ทุกคราที่เกิดาและความวุ่นวายในแผ่นดิน ล้วนเป็ทัพหน้าในการผลักดันให้เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์”
“ทัพหน้าในการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์” สวีไท่ฟู่ถอนหายใจยาวเหยียด “ตระกูลเซี่ยง...รุ่งโรจน์ก็เพราะประโยคนี้ ล่มสลายก็เพราะประโยคนี้เช่นกัน”
“หยวนเฟย ท่านรู้หรือไม่ ว่าฝ่าาองค์ปัจจุบันมีท่าทีอย่างไรต่อตระกูลเซี่ยง?”
หลี่หยวนเฟยประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน่นี้ในหัว
เขานึกขึ้นได้ว่า ตอนที่จวนจี้กั๋วกงตกลงปลงใจหมั้นหมายกับเซี่ยงเฉิงหลี ฮ่องเต้ยังเคยตรัสชมเชยจี้ป๋อหรูในท้องพระโรงอยู่สองสามประโยค
“ท่านไท่ฟู่ หรือว่าฝ่าายังทรงคาดหวังให้ตระกูลเซี่ยงกลับมาผงาดอีกครั้ง?”
สวีไท่ฟู่: “ตระกูลเซี่ยงยืนหยัดค้ำฟ้ามาได้กว่าสามร้อยปี ย่อมทำให้ตระกูลแม่ทัพอื่น ๆ อิจฉาตาร้อนเป็ธรรมดา”
“หากไม่ใช่เพราะท่าทีของฝ่าาที่ยังค้ำจุนอยู่ เกรงว่าตระกูลเซี่ยงคงถูกกวาดล้างจนสิ้นตระกูลไปนานแล้ว”
หลี่หยวนเฟยเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของสวีไท่ฟู่ทันที “ความหมายของท่านไท่ฟู่คือ...มีคนไม่อยากให้เซี่ยงเฉิงหลีได้แต่งงานมีครอบครัว?”
“สร้างครอบครัวก่อนสร้างรากฐาน นี่คือกฎประจำตระกูลเซี่ยง” มุมปากของสวีไท่ฟู่ยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า “คนยิงธนูผู้นั้น จิตใจช่างเหี้ยมโหดนัก เห็นได้ชัดว่า้าทำลายงานแต่งนี้ให้พังพินาศ”
“ท่านไท่ฟู่จึง้าช่วยผลักดันให้งานแต่งนี้สำเร็จลุล่วง?”
“อืม เล่าลือกันว่าจวนจี้กั๋วกงเป็ตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ร้อยปี ลูกสาวที่อบรมสั่งสอนออกมาล้วนเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม เป็แม่ศรีเรือน รู้จักบริหารจัดการบ้านเรือน เป็สตรีชาญฉลาดที่จะช่วยเชิดชูวงศ์ตระกูลให้รุ่งเรือง”
มุมปากของหลี่หยวนเฟยกระตุกยิก “ท่านไท่ฟู่ ที่ท่านพูดถึงนั่นมันรุ่นปู่รุ่นย่าแล้วกระมัง?”
“ลูกสาวจวนจี้กั๋วกงในยุคนี้ ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วเมืองหลวง เื่การเกาะแข้งเกาะขาผู้มีอำนาจต่างหาก”
สวีไท่ฟู่ขมวดคิ้ว “พญาัมีลูกเก้าตัว ยังมีนิสัยไม่เหมือนกัน อย่างน้อยๆ คุณหนูเก้าที่ยินยอมแต่งให้เซี่ยงเฉิงหลีผู้นี้ ก็ไม่ใช่พวกบ้าอำนาจแน่นอน”
ในขณะที่ขุนนางใหญ่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันว่าจะช่วยกอบกู้งานแต่งนี้อย่างไร
เ้าบ่าวหมาด ๆ อย่างเซี่ยงเฉิงหลี กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาก้าวยาว ๆ เดินตรงเข้าไปหาจี้หานลั่ว แล้วประสานมือคารวะจี้ป๋อหรูอย่างนอบน้อม “ลูกเขยเซี่ยงเฉิงหลี คารวะท่านพ่อตา คารวะพี่ภรรยาขอรับ”
จี้ป๋อหรู: “...”
จี้หานโม่: “...”
อาศัยจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังมึนงงทำอะไรไม่ถูก เซี่ยงเฉิงหลีก็หันไปพูดกับจี้หานลั่ว “คุณหนูเก้า ข้าอุ้มเ้าขึ้นรถม้าดีหรือไม่?”
“รบกวนคุณชายเซี่ยงด้วยเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงตอบรับของจี้หานลั่ว เซี่ยงเฉิงหลีก็ช้อนตัวนางขึ้นมาในท่าอุ้มเ้าหญิงทันที
วงแขนแกร่งโอบรัดร่างบางไว้แนบอก นางรีบยกแขนคล้องคอเซี่ยงเฉิงหลี แล้วซุกใบหน้างดงามปานล่มเมืองนั้นเข้ากับอกกว้างของเขา ซ่อนใบหน้าไว้อย่างมิดชิด...
วิธีการรับตัวเ้าสาวเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงเลยทีเดียว
ทำเอาฝูงชนที่มุงดูอยู่ ถึงกับหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายแทน
และทำเอาผู้ชมในห้องถ่ายทอดสด ะเิความฟินกันจนจอแตก
[หลงรักใบหน้าของเ้า: กรี๊ดด เ้าบ่าวหล่อมาก เ้าสาวสวยมาก อุ้มท่าเ้าหญิงรับตัวขึ้นรถม้า หวานจนมดขึ้นจอแล้ว มอบรางวัล 999 เหรียญดวงดาว]
[นินี่ผู้น่ารัก: คุณชายเซี่ยงของข้า พลังของแฟนหนุ่มเต็มพิกัด ขอให้คู่บ่าวสาวครองคู่ร้อยปี มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองไว ๆ นะ มอบรางวัล 999 เหรียญดวงดาว]
[ไม่ดำก็แดง: เมนต์บนอย่าเพิ่งกรี๊ด รีบดูรอบ ๆ สิ ชาวบ้านตาค้างปากหวอกันหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่าการกระทำของทั้งคู่มันแหกคอกแค่ไหน ดีไม่ดีอาจจะโดนชาวบ้านนินทาหนักกว่าเดิมอีก]
[ชอบดูเื่วุ่นวาย: สตรีมเมอร์แต่งงานที ทำเอาพวกเราขวัญหนีดีฝ่อกันหมด มอบรางวัล 99 เหรียญดวงดาว]
[สุนัขบ้านข้าจับหนูเป็: เมื่อกี้ข้านึกว่าหัวสตรีมเมอร์จะโดนยิงกระจุยแล้ว ใจนทำถ้วยชาคว่ำเลย...]
สวีไท่ฟู่และหลี่หยวนเฟยที่นั่งอยู่บนรถม้า ถึงกับอ้าปากค้างหุบไม่ลง
“ทะ...ท่านไท่ฟู่ น...นี่มันจะผิดจารีตประเพณีเกินไปแล้วกระมัง?”
สวีไท่ฟู่: “...” หรือจะให้ยืนดูงานแต่งพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา ถึงจะเรียกว่าถูกจารีต?
สวีไท่ฟู่ลูบเคราของตน พลางแสดงสีหน้าชื่นชมในการกระทำของเซี่ยงเฉิงหลีอย่างไม่ปิดบัง “ช่างเป็ชายหนุ่มที่สง่างาม สูงใหญ่ องอาจผ่าเผย และไม่ยึดติดกับกรอบประเพณีคร่ำครึเสียจริง”
เขาเดินก้าวยาว ๆ ตรงเข้าไปหาจี้ป๋อหรูทันที “ยินดีด้วยท่านจี้กั๋วกง ที่ได้ลูกเขยประเสริฐเช่นนี้”
จี้ป๋อหรูรีบเก็บสีหน้าตื่นตระหนก แล้วประสานมือคารวะตอบด้วยความยินดีระคนแปลกใจ “ท่านไท่ฟู่ ท่านมาได้อย่างไร? เชิญ...เชิญด้านในก่อนขอรับ”
สวีไท่ฟู่มองดูขบวนส่งตัวเ้าสาวของจวนจี้กั๋วกง พลางลูบเครากล่าว “ท่านจี้กั๋วกง ในความเห็นของข้า ท่านควรเพิ่มองครักษ์คุ้มกันขบวนส่งตัวอีกสักหน่อยจะดีกว่า”
คิ้วของจี้ป๋อหรูขมวดเข้าหากัน
เมื่อหวนนึกถึงลูกธนูดอกเมื่อครู่ เขาก็เข้าใจความนัยที่สวีไท่ฟู่้าจะสื่อทันที
“พ่อบ้าน! จัดคนเพิ่มอีกชุดหนึ่ง คุ้มกันหานลั่วไปที่เขาหมอบเสือ ให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”
จี้หานโม่พึมพำกับตนเองเบา ๆ “ใครกันที่คิดจะทำลายงานแต่งครั้งนี้? จวนจี้กั๋วกงผูกมิตรกับผู้คนเสมอมา...ไม่สิ เื่นี้พุ่งเป้าไปที่ตระกูลเซี่ยงต่างหาก?”
...
ณ โรงน้ำชาิเซียง โรงน้ำชาที่หรูหราที่สุดในเมืองหลวง
ภายในห้องรับรองชั้นฟ้า
เหลียงห้าวเหยียนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ริมหน้าต่าง สายตามองตามขบวนรับเ้าสาวของเซี่ยงเฉิงหลีที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านถนนใหญ่ไป ดวงตาดอกท้อฉายแววเ้าเล่ห์และเหี้ยมเกรียม
“เซี่ยงเฉิงหลี ไอ้เต่าหดหัวผู้นี้ความอดทนสูงเสียจริงนะ”
“ข้าอยากจะรู้นัก หากแม้แต่เ้าสาวคนเดียวมันยังปกป้องไว้ไม่ได้ มันจะมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร”
เซี่ยงเฉิงหลีััได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา เมื่อหันกลับไปมอง ก็สบเข้ากับใบหน้าของเหลียงห้าวเหยียนที่ริมหน้าต่างพอดี…
เขาเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ในพริบตา
เขาเอียงตัวไปกระซิบสั่งคนข้างกาย “จวินไค พอออกจากประตูเมืองแล้ว บอกพี่น้องทุกคนให้ตื่นตัวไว้ หนทางข้างหน้าเกรงว่าจะไม่สงบสุขเสียแล้ว”
หวู่จวินไคหันกลับไปมองด้านหลังแวบหนึ่ง “พี่ใหญ่ จวนจี้กั๋วกงเพิ่มองครักษ์มาอีกสิบกว่าคน ดูท่าพวกเขาเองก็คงระแคะระคายแล้วเหมือนกันขอรับ”
ขบวนรับเ้าสาวของเซี่ยงเฉิงหลี มีรถม้าเพียงสองคัน
คันหนึ่งมีเ้าสาวจี้หานลั่ว และสาวใช้คนสนิทสองคนนั่งอยู่
อีกคันหนึ่งบรรทุกสินเดิมของจี้หานลั่ว โดยมีแม่นมเฉียนหญิงรับใช้รุ่นป้าที่ติดตามมาด้วยนั่งอยู่
ตามธรรมเนียมแล้ว ยามจี้หานลั่วออกเรือน ควรจะมีพี่ชายหรือน้องชายร่วมเดินทางไปส่งตัวด้วย
แต่เนื่องจากเขาหมอบเสือหนทางยาวไกลและทุรกันดาร
คนของจวนจี้กั๋วกงล้วนเป็บัณฑิตสำอางร่างกายอ่อนแอ เกรงว่าจะทนความลำบากในการเดินทางไปกลับไม่ไหว
อีกทั้งจี้หานลั่วเองก็ไม่กล้าให้พวกเขามาเสี่ยงอันตราย
หลังจากปรึกษากันแล้ว จึงตกลงส่งเพียงกองกำลังองครักษ์ติดตามไปส่งตัวเท่านั้น
แต่เมื่อได้รับคำเตือนจากสวีไท่ฟู่ จวนจี้กั๋วกงจึงเพิ่มกำลังพลมาอีกหนึ่งชุด
องครักษ์จวนจี้กั๋วกงกว่ายี่สิบคน
รวมกับคนคุ้มกันของเซี่ยงเฉิงหลีอีกสิบกว่าคน
รวมเป็กองกำลังคุ้มกันกว่าสามสิบคน ล้อมหน้าล้อมหลังรถม้าสองคัน มุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างเอิกเกริก
ขบวนรถเดินทางมาได้กว่าหนึ่งชั่วยาม เมื่อผ่านโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งจึงหยุดพักม้า
เซี่ยงเฉิงหลีประคองจี้หานลั่วลงจากรถม้า
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก็ได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความใของแม่นมเฉียนดังขึ้น “นายน้อย! ท่านมาทำอะไรที่นี่เ้าคะ?”
จี้หานลั่วรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปดู
เห็นเพียงเด็กชายวัยประมาณเก้าขวบคนหนึ่ง กำลังมองหน้านางด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น
เขาคือจี้หานชิง น้องชายร่วมอุทรเพียงคนเดียวของนาง
นางทั้งใทั้งโกรธระคนกัน “หานชิง! เ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ท่านพี่ ข้ามาส่งตัวเ้าสาวขอรับ”
จี้หานชิงยกมือเกาท้ายทอยแก้เขิน “ข้าได้ยินมาว่า หากไม่มีพี่น้องชายจากบ้านเดิมไปร่วมส่งตัว เ้าสาวจะถูกบ้านสามีดูแคลนเอาได้ขอรับ”
ประโยคเดียวของน้องชาย ทำเอาขอบตาของจี้หานลั่วร้อนผ่าว น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันที