ตอนที่ 18 : ศพเชิดเงากลืนดารา และรังฟักมารในสุสานกระบี่
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนแอ่งโลหิตดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน มวลอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวและลดต่ำลงจนหยาดเืบนพื้นเริ่มจับตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งสีแดงคล้ำ อวิ๋นเซียวพยายามเพ่งมองผ่านม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า มือขวากระชับด้ามกระบี่หักแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้ว่าจุดตันเถียนภายในร่างจะกำลังกรีดร้องจากเปลวเพลิงของปราณหลอมภพที่กำลังตีกลับก็ตาม
ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวพ้นจากเงามืด เผยให้เห็นบุรุษหนุ่มในชุดศิษย์สายนอกที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน ทว่าสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องเบิกตากว้างหาใช่สภาพอันน่าสังเวชนั้น แต่เป็ใบหน้าขาวซีดไร้สีเื ดวงตาที่เบิกโพลงไร้แวว และเส้นเืสีดำสนิทที่ปูดโปนชอนไชไปทั่วลำคอและใบหน้า ราวกับมีแมลงร้ายนับร้อยกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ใต้ิั
"หลินเทียน..."
อวิ๋นเซียวครางชื่อนั้นออกมาอย่างยากลำบาก ศิษย์พี่อัจฉริยะที่สำนักประกาศอย่างเป็ทางการว่าสิ้นชีพไปแล้วเมื่อครึ่งปีก่อน บัดนี้กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าเขา ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ ทว่ากลายเป็ 'ศพเชิด' ที่ถูกควบคุมด้วยกลิ่นอายมรณะอันคุ้นเคย... กลิ่นอายของนิกายเงากลืนดารา!
ฟุ่บ!
โดยปราศจากเสียงสัญญาณใดๆ ร่างของหลินเทียนพลันเลือนหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ อวิ๋นเซียวััได้ถึงกระแสลมมรณะที่กรีดทะลวงอากาศพุ่งเป้ามาที่ลำคอของเขา สัญชาตญาณดิบที่ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วนสั่งการให้เขายกกระบี่หักขึ้นต้านรับ
เคร้ง!!
ประกายไฟแลบปลาบพร้อมกับแรงกระแทกมหาศาลที่สั่นะเืไปถึงกระดูก อวิ๋นเซียวถูกกระแทกถอยหลังไปกว่าสิบก้าว พ่นลิ่มเืสีดำออกจากปาก แขนขวาของเขาชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก พลังกายของศพเชิดตนนี้เหนือล้ำกว่าขอบเขตมนุษย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่รู้จักความเ็ป ไม่รู้จักความเหนื่อยล้า และที่สำคัญ... มันมีพลังปราณระดับรวบรวมปราณขั้นสูงสุด!
"แค่ก... อึก..." เสียงครางแ่เบาดังมาจากกองเืด้านหลัง พันซานกำลังจะสิ้นใจ าแฉกรรจ์ที่หน้าอกของเขาทำให้โลหิตไหลทะลักไม่หยุด
อวิ๋นเซียวตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากเขาเลือกที่จะทิ้งพันซานไว้และทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อหลบหนี ด้วยวิชาตัวเบาของเขา ย่อมมีโอกาสรอดชีวิตสูงถึงเจ็ดส่วน แต่ถ้าเขาเลือกที่จะพาเ้าอ้วนขี้ขลาดผู้นี้ไปด้วย ในสภาพที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกปราณหลอมภพแผดเผา โอกาสรอดของเขาก็แทบจะเป็ศูนย์
ข้าจะทิ้งสหายเพียงคนเดียวที่ยอมยืนหยัดเคียงข้างข้าในวันที่ข้าตกต่ำที่สุดได้อย่างไร!
แววตาของอวิ๋นเซียวแปรเปลี่ยนเป็ความเด็ดเดี่ยว เขากัดฟันกรอดจนเืซึมมุมปาก ตัดสินใจกระทำการที่บ้าบิ่นที่สุด เขาฝืนชักนำ 'ปราณหลอมภพ' ที่กำลังเดือดพล่านในตันเถียน กระชากมันออกมาอย่างรุนแรงจนเส้นลมปราณในแขนซ้ายปริแตก เืสดๆ พุ่งกระเซ็น
เขาใช้มือซ้ายที่อาบโลหิตประทับลงบนแผ่นหลังของพันซาน ถ่ายทอดพลังปราณสายนั้นเข้าไปเพื่อสกัดจุดห้ามเืและรักษาชีพจรของสหาย ทว่าการกระทำนี้แลกมาด้วยความเ็ปแสนสาหัส ราวกับมีเข็มเหล็กนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าไปในสมองของอวิ๋นเซียว
ศพเชิดหลินเทียนไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า มันพุ่งทะยานเข้ามาอีกครั้ง กรงเล็บที่อาบไปด้วยปราณสีดำพุ่งทะลวงหมายเจาะทะลุหัวใจของอวิ๋นเซียว
"บัดซบ!"
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! อวิ๋นเซียวล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ชัก 'หินิญญาระดับสูง' ก้อนสุดท้ายที่เขาหามาได้อย่างยากลำบากออกมา นี่คือทรัพยากรล้ำค่าที่สุดที่เขาตั้งใจจะใช้เพื่อทะลวงระดับชั้น ทว่าบัดนี้เขาต้องใช้มันเพื่อซื้อชีวิต
เขาโยนหินิญญาขึ้นไปในอากาศระหว่างเขากับศพเชิด จากนั้นเปิดผนึกััของ 'เจดีย์หมื่นวิถี' ที่หลับใหลอยู่ในจิติญญาเพียงเสี้ยววินาที กลิ่นอายโบราณอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามหลั่งไหลออกมาปะทะกับหินิญญา
ตูม!!!
พลังงานบริสุทธิ์มหาศาลภายในหินิญญาถูกบีบอัดและะเิออกอย่างรุนแรง แรงอัดกระแทกสีฟ้าครามกวาดล้างมวลอากาศและม่านหมอกจนพินาศย่อยยับ คลื่นพลังนี้รุนแรงพอที่จะทำให้ศพเชิดหลินเทียนถูกกระแทกปลิวหายเข้าไปในเงามืด ชิ้นส่วนแขนซ้ายของมันแหลกละเอียด
ทว่าแรงะเินั้นก็สะท้อนกลับมาหาอวิ๋นเซียวเช่นกัน เขาใช้แผ่นหลังของตนเองรับแรงกระแทกเพื่อปกป้องร่างของพันซาน เสียงกระดูกซี่โครงหักลั่นดังก้อง เด็กหนุ่มกระอักเืคำโต แต่เขาไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขารีบคว้าคอเสื้อของพันซาน แบกร่างอันหนักอึ้งของสหายขึ้นบ่า แล้วพุ่งตัวทะยานหลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของแดนลับตามเส้นทางที่บันทึกไว้ในแผนที่ทันที
การสูญเสียหินิญญาก้อนสุดท้ายและการฝืนใช้ปราณหลอมภพ ทำให้สภาพของอวิ๋นเซียวตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับตะเกียงที่ใกล้ขาดน้ำมัน ภาพเบื้องหน้าของเขาเริ่มพร่ามัว เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยดังก้องในหู เขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต โดยไม่รู้ตัวเลยว่าสภาพแวดล้อมรอบด้านกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ต้นไม้ที่เคยแห้งตายเริ่มหายไป ถูกแทนที่ด้วยแท่งหินสีดำทมึนที่ตั้งตระหง่านเรียงรายราวกับป่าดงดิบ อุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ 'เจตจำนงกระบี่' ที่คมกริบและเย็นะเื มันกรีดร้องอยู่ในสายลม บาดิัของอวิ๋นเซียวจนเกิดเป็รอยแผลเล็กๆ นับไม่ถ้วน
"ที่นี่... สุสานกระบี่โบราณ..." อวิ๋นเซียวพึมพำด้วยริมฝีปากที่แห้งผาก
ตามบันทึก นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บซ่อนศาสตราวุธโบราณของยอดฝีมือในอดีต ทว่าเมื่อเขาทรุดตัวลงวางร่างของพันซานพักพิงกับโขดหินใหญ่ และกวาดสายตามองไปรอบๆ หุบเขากว้างใหญ่เบื้องล่าง หัวใจที่เต้นอ่อนแรงของเขากลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความหนาวเหน็บเสียดแทงลึกลงไปถึงขั้วิญญา
สถานที่แห่งนี้ไม่มีสมบัติ ไม่มีศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ที่รอคอยผู้มีวาสนา
กระบี่นับหมื่นนับแสนเล่มที่ปักนิ่งอยู่บนพื้นดินนั้น ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยสนิมสีเืและลวดลายอักขระมารที่กำลังสูบกลืนปราณฟ้าดิน พวกมันไม่ได้ถูกปักไว้เพื่อสักการะ ทว่าพวกมันคือ 'หมุดสะกด' ที่ใช้ยึดโยงค่ายกลขนาดมหึมา
และเบื้องล่างกระบี่เ่าั้ ภายใต้หมอกควันสีดำที่คละคลุ้ง คือ 'รังไหม' ขนาดั์สีแดงคล้ำนับร้อยนับพันดักแด้ ที่กำลังเต้นตุบๆ เป็จังหวะราวกับหัวใจของอสูรร้ายที่รอวันฟักตัว เปลือกนอกของรังไหมบางส่วนโปร่งแสง เผยให้เห็นร่างของสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยวที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
ดวงตาของอวิ๋นเซียวเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
แดนลับแห่งนี้... ไม่ใช่สถานที่ทดสอบศิษย์... และไม่ใช่สุสานแห่งผู้กล้า...
แต่มันคือ 'รังฟักตัว' ของกองทัพมารเงากลืนดารา ที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้จมูกของสำนักมาโดยตลอด! และที่เลวร้ายที่สุดคือ หนึ่งในรังไหมที่อยู่ใกล้ที่สุดกำลังปริแตกออก พร้อมกับดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่ที่จ้องมองมาทางพวกเขาท่ามกลางความมืดมิด!