ภาค2 สู่ยุครัชกาลที่สาม จากธนบุรีสู่รัตนโกสินทร์ศก
เมื่อเ้าแพงตกจากสะพานดำดิ่งลึกสู่ก้นแม่น้ำ เพราะสะบักหลังาเ็อยู่แล้ว ทำให้ร่างจมลึกลงไปสายตามองสู่ก้นใต้น้ำ พลันเห็นโขดหินมีเกล็ดผนึกเรืองแสงสว่างจ้า เหมือนมีพลังแม่เหล็กดึงดูดให้ร่างดำดิ่งว่ายเข้าหามัน เมื่อดำน้ำถึงเ้าโขดหินมีเกล็ดผนึกเรืองแสงได้ เข้าไปใกล้ๆ มีตัวอักษรเขียนว่า” สิ้นสุด” เ้าแพงเอามือไปแตะเ้าโขดหินลูบคลำดู แสงที่สว่างจ้าดับวูบลงเหมือนอยู่ในภพมืด น่าอัศจรรย์ยิ่งเมื่อแผลที่สะบักหลังสมานตัวกัน เ้าแพงไม่าเ็แล้ว รีบกลับตัวมือตะกายแหวกขึ้นสู่ผิวน้ำ โผล่ขึ้นหายใจฟอดใหญ่รีบว่ายเข้าหาฝั่งขึ้นจากแม่น้ำได้สำเร็จ มองไปรอบบนฝั่งเวิ้งว้างว่างเปล่าไร้ผู้คน
“ดีนะพวกทหารพม่าที่ขี่ม้าไล่ตามหลังมาหายไปหมดแล้ว” เ้าแพงบ่นพึมพำกับตัวเอง ว่าแล้วเดินลุยกอหญ้าไปเรื่อย มีต้นไม้ต้นเตี้ยสูง เป็หย่อมๆ จนเห็นต้นโพธิ์ยืนต้นขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาออกจากลำต้นกว้าง อายุร่วมร้อยปี ดูแล้วพอเป็ร่มเงาให้พักผ่อนได้ เ้าแพงเดินไปทอดตัวลงพื้นดินอย่างหมดแรง
“ขอนอนพักหน่อย” เ้าแพงรู้สึกเหนื่อยล้าค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ตามองฟ้า ค่อยๆ หลับตาสลบเหมือดไป แต่เ้าตัวหารู้ไม่ ิัตามใบหน้าร่างกายเริ่มเหยี่ยวย่น หนวดเคราสีขาวแทงทะลุออกมาจากคางอย่างรวดเร็ว ผมกับหนวดเปลี่ยนจากสีดำเป็ขาวหงอก หลังค่อมเล็กน้อย กลายเป็ชายชราอายุราวเก้าสิบกว่าปี
เหมือนนอนได้สักพักหนึ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีน้ำสาดใส่หน้า รู้สึกเย็นวาบที่ใบหน้าสะดุ้งตื่นขึ้นมา
“คุณตาเป็อย่างไรบ้าง” เสียงเอ็ดเสียงดังค่อนข้างขึงขังจากชายผมหงอกอายุประมาณหกสิบปี มองมาเ้าแพงอย่างเป็ห่วง เ้าแพงตื่นขึ้นตบที่ต้นคอ สะบัดหน้าไล่ความมึนงง แล้วมองไปที่ต้นเสียง
“ข้าไม่เป็ไรเพียงแต่เหนื่อยงีบหลับไป แต่ท่านมาเรียกข้าว่าคุณตาได้อย่างไร” เ้าแพงตอบออกไป แต่ ยังงงอยู่ทำไมมาเรียกตัวเองว่า” คุณตา” หรือว่าหูไม่ดี
“ท่านมีหนวดเครายาวเหมือนฤาษี ผมเผ้าหนวดเคราก็หงอกขาวไปหมด ทำไมไม่พิจารณาตัวเองเล่า ท่านแก่กว่าข้าอีก” ลุงชราวัยอ่อนกว่าถาม
“ข้าหรือมีหนวดเคราเหมือนฤาษี ข้าแก่ปานนั้นหรือ” เ้าแพงจับที่ใบหน้า ใต้คางดู เห็นจะเป็จริงอย่างที่เขาว่า
“ท่านลองไปดูพิจารณาเงาตัวเองที่แม่น้ำสิ ตอนที่เจอข้านึกว่าท่านเป็ตาแก่นอนตายเป็ศพอยู่ เรือนของคุณตาอยู่เมืองไหนแห่งใด ทำไมลูกหลานมาปล่อยทิ้งที่นี่ แล้วใยแต่งตัวเหมือนนักรบดูชอบกล” ลุงชราน้อยกว่าพูดขึ้น เ้าแพงมองดูตัวเองนึกใมาก ทำไมร่างกายผ่ายผอมมากเห็นโครงกระดูก เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ดูเก่ารุ่มร่มมาก ิัที่แขนดูเหี่ยวย่น ดูผิดแปลกไปมาก ลองลุกขึ้นเดินรู้สึกไม่ทะมัดทะแมงเหมือนแต่ก่อน ลุกขึ้นก็ช้า เป็ตาแก่เดินหลังค่อมจริงๆ ช่างแปลกใจกระไรหนอ แม้แต่เสียงตัวเองก็ฟังแหบๆ ไม่ก้องเหมือนเดิม
“ข้าเป็ทหารของทัพเ้าพระยาจักรี และเ้าพระยาสุรสีห์ ได้รับบัญชามาจากพระเ้ากรุงธนบุรีให้ปกป้องเมืองพิษณุโลกไว้ แต่บัดนี้เมืองพิษณุโลกแตกลง ข้าออกศึกต่อสู้กับทหารพม่า ปะดาบกับทหารพม่ากันกลางสะพาน เป็เหตุให้ตกลงกลางแม่น้ำ จนว่ายขึ้นฝั่งรอดมาได้” เ้าแพงเล่าเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นาน นึกสงสัยว่าตัวเองฝันอยู่หรือเปล่า พลางมองหน้าชายแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้า มองจากหัวจรดลงเท้า มีข้องวางอยู่ที่พื้น มองดูในข้องมีปลาอยู่หลายตัว ทั้งยังมีกรงยาวๆ ทรงกระบอกขนาดสองศอก สานด้วยไม้ไผ่ซี่ยาวๆ เป็อุปกรณ์ดักจับปลาที่เขาเรียกว่า” ไซบั้งหลวง” วางอยู่ข้างๆ ดูเหมือนเป็ชาวบ้านธรรมดา
“ท่านนะหรือเป็ทหารเ้าพระยาจักรี” ลุงชราหัวเราะแทบน้ำตาร่วงเพราะเป็ไปไม่ได้นี่มันยุคแผ่นดินรัชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว
“แล้วท่านเป็ใครชื่ออะไร” เ้าแพงหวั่นใจขออย่าให้เป็ทหารพม่า ท่าทางชายที่อยู่ตรงหน้าคงไม่ใช่แน่เพราะแต่งตัวก็เหมือนชาวบ้านธรรมดา
“ข้าชื่อตาแช่ม ข้ามาวางไซล่อปลาที่แม่น้ำ เห็นเ้านอนอยู่ริมฝั่งใต้ต้นโพธิ์คิดว่าตายแล้ว เรือนคุณตาอยู่แต่หนใดจะได้ไปส่งให้” ชายชราจับปลารู้สึกมึนงงกับคำตอบของคุณตานักรบมาก เพราะไทยไม่มีศึกกับพม่ามาั้แ่รัชกาลที่สอง จนบัดนี้จะมีรบกันก็แต่ประเทศลาวเท่านั้น
“ข้าหนีพวกพม่ามาไม่มีเรือน พม่าเผาเมืองพิษณุโลกวอดวายหมดแล้ว ป่านนี้บ้านเรือนวัดวาอารามทั้งคงไหม้วอดวายไปหมด เมืองโลกเมืองที่ข้าอยู่จะถูกพม่าเผาไปด้วยไหม”
“เมืองพิษณุโลกโดนพม่าเผาไปตั้งนานแล้วก่อนข้าเกิดอีก ั้แ่ข้าเด็กๆ ก็ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง แต่ที่นี่เมืองโลกติดศรีสัชนาลัยมิได้ถูกเผาทำลายแต่ประการใด เพราะพวกพม่าถอยทัพกลับไปก่อน ท่านไร้ที่อยู่ ไปเรือนข้าพักก่อนไหม ไปหาข้าวหาน้ำกินกันก่อน “ชายชราชนบทมักมีน้ำใจกับคนพลัดถิ่นเสมอยิ่งเป็คนแก่คนเฒ่าจะปล่อยไปตกระกำลำบากได้อย่างไร คิดว่าเมื่อไปถึงเรือนจะถามเื่ราวให้รู้เื่ เมืองพิษณุโลกอยู่ใต้โลก แค่มีกำแพงเมืองกั้น เผื่อว่าเ้านักรบอาจจะเป็ญาติคนรู้จักกัน คนพิษณุโลกกับคนโลกใกล้ชิดกัน
“นี่เมืองโลกหรือ เราตกลงที่แม่น้ำน่านแต่ทำไมมาโผล่ที่แม่น้ำยม” ทำเอาเ้าแพงถึงกับงง เพราะตอนตกน้ำอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแถววัดใหญ่ แต่โผล่มาที่โลกได้อย่างไร
“ข้าสงสัยว่าตาเป็คนแก่พเนจรหลงๆ ลืมๆ หรือเปล่า ข้าจะไปส่งถึงเรือนให้ แต่ตอนนี้ไปเรือนข้าก่อน” ชายตกปลาว่า
“ได้....ข้าจะตามเ้าไป ว่าแต่เรือนเ้าอยู่แห่งใด” เ้าแพงคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ หากเดินไปเรื่อย เผื่อจะเจอนักรบคนอื่นที่รอดจากคมหอกคมดาบทหารพม่า ทันใดนั้นเ้าแพงลุกขึ้นยืน จะก้าวเดินก็รู้สึกลำบากเดินเซเป็คนแก่หลังค่อมจริงๆ ไม่เหมือนตอนที่เดินขึ้นฝั่งแม่น้ำเลย
“เดินไปหลายเส้นอยู่ เดินตัดดงนี้ไปก็ถึงบ้านตา แต่ข้าว่าไปหากิ่งไม้มาทำไม้เท้าให้ตาเดินก่อนดีกว่า” ชายหาปลาบอกเมื่อเห็นตาแก่อายุเก้าสิบปีเดินเซเตาะแตะ คงเดินไปได้ไม่ไกลแน่
“คุณตาชื่อเสียงเรียงนามใดกัน” เ้าแพงถามเผื่อว่าจะสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น
“ข้าชื่อตาแช่ม เป็ชาวบ้านโลกนอกเขตเมือง”
“ท่านอยู่ในถิ่นนี้รู้จักคนชื่อช่างมั่นและช่างอิ่มหรือเปล่า”
“เมืองโลกและพิษณุโลกไม่ห่างไกลกันหรอก ในแถวถิ่นนี้ไม่มีคนชื่อนี้ ท่านทั้งสองเป็ใครรึ” ตาแช่มกล่าวบอกกล่าวอย่างสงสัย
“ท่านทั้งสองเป็ช่างปั้นพระพุทธรูปมีฝีมือดีมาก หวงแหนสมบัติศาสนสมบัติของวัดอย่างยิ่ง” เ้าแพงพยายามสืบหาถิ่นที่อยู่คนรู้จัก
“เมืองโลกมีช่างปั้นพระพุทธรูปฝีมือดีมากมาย เมืองนี้ก็มีพระพุทธรูปสวยงามหลายองค์ นานแล้วข้าจำไม่ได้ดอก ต้องไปถามผู้เฒ่าคนเก่าคนแก่เช่นพ่อข้า แต่บัดนี้ท่านจากไปแล้ว” คำตอบนี้ทำให้เ้าแพงผิดหวัง
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินอยู่ที่ถนนนั้นมีขบวนท่านเ้าเมืองผ่านมาพอดี
“นั่นใครเล่าแต่งตัวเหมือนเ้าหน้าที่ มาเป็ขบวน เขามาทำอะไรกัน” เ้าแพงถาม รอจนขบวนสวนมา
“นั่นคือท่านเ้าเมือง มาระดมคนไปชักลากพระพุทธรูปลงแพ ได้ยินว่าทำมาหลายเดือนแล้วไม่สำเร็จ” ตาแช่มตอบ เมื่อขบวนผ่านมาใกล้ๆ มีเสียงะโดังถามมา
“ตาแช่ม กำลังจะไปไหนกัน แล้วพาใครมาด้วยกันแหละนั่น” ชายบนหลังม้าแต่งตัวเหมือนเ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ถามตาแช่มอย่างคนรู้จักกัน
“ข้าไปหาปลามา เจอคุณตาคนนี้นอนสลบอยู่ใกล้ริมแม่น้ำพอดี ว่าจะพาไปส่งกลับ แต่ยังถามไม่รู้ความ เลยจะพาไปพักที่เรือนข้าก่อน” ชายที่อยู่บนหลังม้ามองมาที่เ้าแพง
“ท่านตาเป็ใครอยู่ถิ่นใด แล้วจะไปไหน ข้านึกว่าท่านเป็เพื่อนตาแช่มเสียอีก” ชายที่อยู่บนหลังม้ามองมาที่เ้าแพง
“ข้าเป็ทหารของพระเ้ากรุงธนบุรี ติดตามทัพท่านเ้าพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ในแผ่นดินของพระเ้ากรุงธนบุรีต่อสู้กับทัพพม่าที่เชียงใหม่จนถึงพิษณุโลก จนบัดนี้ไม่รู้ว่าชะตาบ้านเมืองเป็อย่างไร ฤาเมืองพิษณุโลกถูกพม่าเผาวอดวายหมดสิ้นแล้ว” เ้าแพงตอบเท่าที่จำความได้
ชายที่อยู่บนหลังม้าทำหน้างงสงสัยอยู่นาน พอนึกขึ้นได้จึงหัวเราะเสียงดัง แล้วจึงพูดขึ้นว่า” แผ่นดินกรุงธนบุรีของพระเ้าตากสินนะหรือมันล่วงเลยมานานแล้ว ตอนนี้เราอยู่ยุครัตนโกสินทร์ อยู่ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่สาม ยุคกรุงธนบุรีที่เ้าว่ามันผ่านล่วงเลยมากว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ดูเหมือนเ้าจะสติวิปลาสไปแล้ว หากเป็เ้าอยู่จนป่านนี้ก็มีอายุเป็ร้อยกว่าปีแล้ว ท่านเป็ผู้เฒ่าวิเศษหรือไงจึงมีอายุสูงปานนี้ ป่านนี้ผู้คนในยุคนั้นคงพากันขึ้นเมรุเผา ไปเกิดใหม่อีกชาติภพหนึ่งแล้ว ข้าว่าท่านตาคงจะสติวิปลาสจริงๆ”
“ถ้าข้าสติวิปลาสจะมาคุยกับท่านได้อย่างไร ทุกอย่างเป็ความจริงเพิ่งตกลงไปในแม่น้ำแล้วว่ายน้ำโผล่ขึ้นมาได้ไม่กี่ชั่วยาม ถึงอย่างไรพาข้าไปพบท่านเ้าพระยาจักรีแลเ้าพระยาสุรสีห์ จะยืนยันกับท่านได้ว่าข้าเป็นักรบยืนหยัดสู้เพื่อปกป้องเมืองพิษณุโลก”
“ท่านเ้าพระยาจักรีที่เ้าว่า ท่านปราบดาภิเษกเป็กษัตริย์ต่อจากพระเ้ากรุงธนบุรีเป็ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านสิ้นพระชนม์ไปนานแล้วอีกด้วย นี่เข้าสู่รัชกาลที่สามแล้ว”
“ท่านเป็ใครจึงมาแช่งกล่าวหาว่าพระเ้ากรุงธนบุรีสิ้นพระชนม์แล้ว หากท่านยกทัพเสด็จมาถึงที่นี่จะลากตัวท่านไปตัดคอ” เ้าแพงโมโหมาก
“แผ่นดินกรุงธนบุรีสิ้นไปนานแล้ว ข้าจะไปลวงท่านตาทำไมกัน ท่านตาเป็ใครกัน อพยพไปอยู่ถิ่นใดมาจึงไม่รู้ความ ให้ข้าจะช่วยเหลือนำส่งกลับเรือนดีไหม”
"ข้าเป็ทหารปกป้องเมืองพิษณุโลกเอาชีวิตเข้าแลก ต่อสู้กับทหารพม่า มีศักดิ์ศรีเป็ทหารกล้า แล้วเ้าเป็ใครมาหาว่าข้าสติวิปลาส ข้าต่างหากเล่าต้องถามท่านว่ามาทำอะไรที่นี่”
“ข้าคือพระยาโลก รักษาเมืองโลก เป็ข้าหลวงรับใช้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่สาม ด้วยว่ามีพระบรมราชโองการจากในหลวงให้นำพระพุทธรูปจากเมืองเหนือเมืองโลก แลศรีสัชนาลัยลงไปประดิษฐานยังพระอารามหลวงในพระนคร”
“พระนครที่ท่านว่าคือที่ใดกัน แล้วทำไมต้องนำพระพุทธรูปล่องลงไปพระนครด้วย”
“พระนครสมัยนี้ก็คือกรุงเทพมหานครตามที่ในหลวงโปรดเกล้าฯเป็เมืองหลวงต่อจากกรุงธนบุรี ในหลวงรัชกาลที่หนึ่งพระพุทธยอดฟ้าฯปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงย้ายพระนครจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเ้าพระยามายังฝั่งตะวันออก ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาที่ใหม่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเ้าพระยา เป็พระนครแห่งใหม่จนบัดนี้ล่วงเลยมาถึงรัชกาลที่สาม มีอารามหลวงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่พระโอรสเชื้อพระวงศ์และขุนนางสร้างปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ แต่ยังไม่มีพระประธาน ทรงมีพระราชดำริให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากเมืองเหนือไปประดิษฐานในอุโบสถ์อารามหลวงที่สร้างใหม่ อีกทั้งวิหารในเมืองโลกถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีหลังคาขาดการบูรณปฏิสังขรณ์สร้างใหม่ พระพุทธรูปทนตากแดดตากฝนน่าเศร้าใจยิ่ง”
เ้าเอกในร่างเ้าแพงสติกลับมาอีกครั้ง “นี่เรายังไม่เสร็จกิจโปรเจกอีกหรือ” นิ่งได้ครู่เดียวจึงะโบอก
“แล้วท่านจะนำพระพุทธรูปองค์ใดลงไปพระนครนะหรือ ห้ามนำพระพุทธรูปไปจากแว่นแคว้นนี้เด็ดขาด พระพุทธรูปเป็ของคู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองเลื่อมใส หากบ้านเมืองขาดพระพุทธรูปผู้คนจะเสียขวัญ” หลวงแพงแต่บัดนี้กลายเป็ตาเฒ่าพูดให้เหตุผลน่าเชื่อถือ
“ในหลวงทรงเห็นว่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดโคกสิงคาราม ถูกปล่อยทิ้งร้างอยู่ในอุโบสถชำรุดทรุดโทรมไม่มีแม้กระทั่งหลังคาบังแดดฝน ขาดการทำนุบำรุง ไร้ผู้มีบุญบารมีปกป้องรักษา องค์พระมีบุญสามารถรอดพ้นจากาพม่าอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนมีเทวดารักษา มีบัญชาให้เชิญไปประดิษฐานยังอุโบสถวัดมหรรณพารามที่พระโอรสสร้างใหม่ ตอนนี้กำลังเตรียมทำพ่วงแพมีแผงปิดบังให้มั่นคงดี เชิญองค์พระพุทธรูปล่องไปทูลเกล้าถวาย ท่านตานี่อวดดีทำให้ข้าขัดพระบัญชา จะไล่ท่านไปหรือจะนำท่านไปจองจำในคุกดี หากนำคนแก่กะโหลกกะลาไปขังในคุกไม่กี่วันก็คงตายเปล่า” ท่านเ้าเมืองว่า
“หากท่านนำพระพุทธรูปทองคำสัมฤทธิ์นี้ลงไปไม่ถูกต้องจะเกิดวิบัติกับตัวท่าน และแผ่นดิน” ตาเฒ่าขู่
“เมื่อมีพระบัญชามาให้อัญเชิญพระพุทธรูปลงไปแล้วท่านตาจะให้ทำอย่างไรเล่า” ท่านเ้าเมืองเกิดความลังเล
“ท่านควรจะนำพระพุทธรูปปูนปั้นที่วัดป่าหลวงอีกองค์หนึ่งไปด้วยกันกับองค์นี้” ตาเฒ่าแพงแนะหาทางออกให้
“ทำไมต้องเป็พระพุทธรูปปูนปั้นที่วัดป่าหลวงองค์นี้ด้วยเล่า” ท่านเ้าเมืองสงสัย
“เป็เคล็ดว่าพระพุทธรูปทั้งสององค์เป็พี่น้องกัน ไม่ควรพลัดพรากจากกัน ควรเชิญไปทั้งสององค์ลงไปด้วยกัน อยู่ใกล้กัน” ตาเฒ่าแพงย้ำ
“พระพุทธรูปปูนปั้นช่างไร้ค่าไม่สวยงามเท่าทองสัมฤทธิ์ อีกทั้งยังหนักด้วย จะนำลงไปทำไมเล่าให้เหนื่อยแรงเปล่า” ท่านเ้าเมืองรู้สึกโมโห
“พระพุทธรูปคู่นี้เป็พี่น้องกัน มิควรต้องแยกจากกัน หรืออยู่ห่างกัน” เ้าแพงย้ำ แต่ไม่บอกว่าต่างเป็พระพุทธรูปทองคำด้วยกันทั้งคู่ เพราะสัญญากับช่างมั่นไว้แล้วว่าจะไม่บอกความลับในองค์พระพุทธรูปปูนปั้น
“ท่านตาว่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์เป็พี่น้องกับพระพุทธรูปปูนปั้นได้อย่างไร ท่านตาพูดจาเลอะเทอะ ปูนกับทองมันคนละอย่างกัน ใครได้ยินมิหัวเราะดอกหรือ” ท่านเ้าเมืองเอ็ดเสียงดุ
“เป็พี่น้องกัน หมายถืงพระพุทธรูปสร้างในคราวเดียวกันโดยช่างกลุ่มเดียวกัน ผ่านพิธีพุทธาภิเษกในครั้งเดียวกันต่างหากเล่า เป็เื่บอกเล่าแต่โบราณข้ารู้ได้ยินมาก่อน” ตาเฒ่าแพงอธิบาย
“ท่านตาเลอะเทอะไปแล้ว หากว่าข้านำพระพุทธรูปปูนปั้นลงไป ใครเขาจะว่าข้ามีตาหามีแววไม่ พระพุทธรูปปูนปั้นก็มีอยู่มากองค์สร้างที่ไหนที่พระนครก็ได้ ไม่คุ้มค่าจะนำลงไป”
“แต่ข้ารู้ว่าจะอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใดเปรียบดังบุตรคู่แฝดควรลงไปคู่กัน “
“แล้วทำไมข้าจะต้องอาศัยสติปัญญาของเ้าว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เหมาะสมจะนำลงไป”
“ถ้าท่านไม่เชื่อข้า ท่านจะนำพระพุทธรูปล่องลงไปไม่สำเร็จ หากการอัญเชิญโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ จะไม่มีทางสำเร็จ หรือไม่ก็เกิดเหตุเภทภัยแก่ตนเอง” เป็คำขาดสุดท้ายที่ตาเฒ่าขู่
“ข้าไม่เชื่อเ้าหรอก ทำไมข้าต้องพึ่งเ้าด้วยคนสติวิปลาส ตาแก่นักรบพเนจรแต่งตัวเป็นักรบบ้าๆ บอๆ แต่พูดดั่งว่าเ้าเป็โหรหลวง ทำไมข้าต้องพึ่งเ้า” ว่าแล้วท่านพระยาโลกก็ขึ้นขี่ม้าจากไป ปล่อยให้เ้าแพงยืนอึ้งอยู่กับตาแช่ม
“พาข้าไปวัดป่าหลวงเถิดข้าจะไปบวชเป็ฤาษีที่นั่น” เ้าแพงบอกกับตาแช่ม
“วัดไหนนะ” ตาแช่มว่า
“วัดป่าหลวงที่มีพระพุทธรูปปูนปั้นหน้ายิ้ม” เ้าแพงจำได้
“ใช่วัดชายป่าแถวเรือนข้าหรือไม่ เดี๋ยวข้าไปสืบดูก่อนนะ แต่ไปพักที่เรือนข้าก่อน” ตาแช่มช่างใจดี ทั้งคู่จึงพากันกลับไป