ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 179 : คลื่นใต้น้ำและพันธมิตรเงา

    จารึกที่ 179 : คลื่นใต้น้ำและพันธมิตรเงา | หมากกระดานโหดของพ่อค้า


    แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ามากระทบกับวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่ากลางห้องพักในโรงเตี๊ยม แสงนั้นสะท้อนเป็นประกายสีทองแดงวาววับ เผยให้เห็นลวดลายอันน่าสะพรึงกลัวของ "อสรพิษพันกระบี่" ที่ถูกแกะสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจง แม้จะมีรอยไหม้เกรียมจากเปลวเพลิงแห่งความว่างเปล่า แต่มันก็ไม่อาจลดทอนกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาได้


    บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ ฉินมู่หลาง ยืนกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาคมกริบจ้องมองตราประทับนั้นด้วยความโกรธแค้นที่แทบจะเผาไหม้จิตใจ


    "ตระกูลเหลย..." ฉินมู่หลางคำรามเสียงต่ำ ลอดไรฟันออกมา "ข้าเคยนับถือท่านผู้เฒ่าเหลยป้าเทียนว่าเป็นเสาหลักแห่งความยุติธรรม... ไม่นึกเลยว่าเบื้องหลังหน้ากากอันสูงส่ง จะซ่อนสัตว์เดรัจฉานที่กล้าเอาบรรพชนมาทำเป็นหุ่นเชิดสังหาร!"


    อาเจีย นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ สีหน้าเรียบเฉยผิดกับสหายข้างกาย เขาหมุนถ้วยชาเปล่าในมือเล่นอย่างใจเย็น ราวกับกำลังพิจารณาสินค้าชิ้นงาม


    "อำนาจทำให้คนตาบอด... และความโลภทำให้คนกลายเป็นปีศาจ" อาเจียเอ่ยขึ้นเบาๆ "สหายฉิน... ความโกรธของท่านข้าเข้าใจดี แต่ถ้าท่านบุกไปที่คฤหาสน์ตระกูลเหลยตอนนี้ ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?"


    "ข้าจะเอาตรานี้ไปปาใส่หน้ามัน! แล้วลากคอคนผิดมารับโทษ!" ฉินมู่หลางตวาด


    "ผิดแล้ว..." อาเจียส่ายหน้าช้าๆ "ท่านจะตายก่อนที่จะได้ก้าวเท้าผ่านประตูตระกูลเหลยเสียอีก... และตราประทับนี้ก็จะหายสาบสูญไป พร้อมกับศพของท่านที่จะถูกโยนลงไปเป็นอาหารให้หุ่นมารในสุสานรุ่นใหม่"


    ฉินมู่หลางชะงักกึก ความจริงที่โหดร้ายกระแทกใจเขาจนพูดไม่ออก เขาเป็นยอดฝีมือกระบี่ แต่เรื่องเล่ห์เหลี่ยมการเมืองนั้น เขาเปรียบเสมือนเด็กทารกเมื่อเทียบกับอาเจีย


    "แล้วเจ้าจะให้ทำอย่างไร?" ฉินมู่หลางถามเสียงอ่อนลง "จะให้เรานิ่งเฉย ปล่อยให้พวกมันลอยนวลรึ?"


    "พ่อค้าอย่างข้า... ไม่เคยปล่อยให้ 'สินค้า' หลุดมือโดยไม่ได้กำไร" อาเจียแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์เปล่งประกายวาวโรจน์ "ตราประทับนี้คือ 'หมาก' ที่สำคัญที่สุดในกระดาน... เราต้องใช้มันบีบให้พวกมันดิ้นพล่าน จนเผยธาตุแท้ออกมาเองต่อหน้าธารกำนัล"


    อาเจียล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ "ป้ายหยกสีดำ" ของพรรคเงาจันทราที่ได้รับมาจากจีหงเยี่ยนออกมา เขาถ่ายเทลมปราณลงไปเล็กน้อย ตัวอักษรคำว่า 'จันทรา' บนป้ายหยกส่องแสงสีเงินวูบวาบ


    "ท่านกำลังจะทำอะไร?" ฉินมู่หลางสงสัย


    "ส่งข่าว..." อาเจียตอบสั้นๆ "ข้าจะจ้างวานพรรคเงาจันทรา ให้ปล่อยข่าวลือไปทั่วตลาดมืดและหอข่าวสารทั่วนครหมื่นกระบี่... ว่ามี 'โจรลึกลับ' บุกเข้าไปในสุสานบรรพชน และขโมย 'ตราประจำตัว' ของผู้อาวุโสท่านหนึ่งไป"


    "แค่ข่าวลือ?"


    "ใช่... แค่ข่าวลือก็พอ" อาเจียยิ้มกริ่ม "ลองคิดดูสิสหายฉิน... ถ้าเหลยป้าเทียนรู้ว่าตราของเขาหายไป และมีคนรู้เห็นเหตุการณ์ในสุสาน... เขาจะทำอย่างไร? เขาจะร้อนตัว เขาจะหวาดระแวง และเขาจะพยายาม 'ปิดปาก' ทุกคนที่น่าสงสัย"


    "และคนที่น่าสงสัยที่สุดในตอนนี้..." ฉินมู่หลางเริ่มตามทัน "คือเจ้า... ผู้ที่ชนะหลานชายของเขา และมีพลังลึกลับที่สามารถต่อกรกับหุ่นมารได้"


    "ถูกต้อง" อาเจียดีดนิ้วดังเปาะ "เขาจะเพ่งเล็งมาที่ข้า... และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดข้าในงานประลองรอบชิงชนะเลิศวันพรุ่งนี้... และนั่นแหละ คือเวทีที่เราต้องการ"


    อาเจียลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง มองออกไปยั่งทิศทางของจวนเจ้าเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา


    "สหายฉิน... หน้าที่ของท่านคือ 'ความปลอดภัย' ...ข้าต้องการให้ท่านคอยจับตาดูคนของตระกูลเหลย อย่าให้พวกมันเล่นสกปรกนอกสนาม ส่วนในสนาม... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าและเจ้าสัวเอง"


    ฉินมู่หลางมองแผ่นหลังของอาเจียด้วยความนับถือ เขากระชับกระบี่ในมือแน่น


    "วางใจเถอะ... หากมีใครกล้าลอบกัดเจ้า มันจะต้องข้ามศพข้าไปก่อน"


    ...


    ณ คฤหาสน์ตระกูลเหลย | ห้องลับใต้ดิน


    บรรยากาศในห้องมืดทึบเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความกดดันที่หนาหนักจนแทบหายใจไม่ออก ชายชราผู้มีผมสีขาวโพลน นั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็กทมิฬ ใบหน้าซีกซ้ายของเขาซีดเผือด แขนซ้ายขาดหายไปเหลือเพียงไหล่ที่มีผ้าพันแผลเปื้อนเลือดพันไว้อย่างลวกๆ


    เขาคือ "เหลยป้าเทียน" ผู้อาวุโสคุมกฎแห่งนครหมื่นกระบี่... และชายสวมหน้ากากมารเมื่อคืนนี้


    "ท่านปู่!"


    ชายหนุ่มร่างยักษ์ที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัส เดินกะเผลกเข้ามาในห้อง เขาคือ เหลยเจิ้น ผู้พ่ายแพ้ให้กับอาเจีย


    "ท่านปู่... แขนของท่าน..." เหลยเจิ้นเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของปู่ผู้เกรียงไกร


    "หุบปาก!" เหลยป้าเทียนตวาดลั่น เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยจิตสังหาร "เรื่องแขนข้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ... สำคัญคือ 'ไอ้เด็กนั่น' มันรอดไปได้!"


    "ไอ้เด็กนั่น? ท่านหมายถึงเจ้าอาเจีย?"


    "มันไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา..." เหลยป้าเทียนกัดฟันกรอด "มันมีวิชาประหลาดที่ดูดกลืนพลังงานได้... และมันมี 'หุ่นเชิด' ที่วิวัฒนาการได้... มันขโมย 'ศิลาสูญตา' ไป! และที่แย่กว่านั้น... มันเอาตราประจำตัวข้าไป!"


    "อะไรนะขอรับ!?" เหลยเจิ้นหน้าซีด "ถ้าตรานั้นหลุดรอดออกไป..."


    "ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดแล้ว..." เหลยป้าเทียนกำพนักเก้าอี้จนเหล็กบิดเบี้ยว "ในตลาดมืดพูดกันให้แซ่ดว่าสุสานถูกบุกรุก... ข้าประมาทมันเกินไป"


    "ให้ข้าไปฆ่ามันไหมขอรับ! ตอนนี้มันคงยังอยู่ในเมือง!" เหลยเจิ้นอาสาด้วยความแค้น


    "โง่เขลา!" เหลยป้าเทียนด่ากราด "ตอนนี้สายตาคนทั้งเมืองจับจ้องไปที่มัน ถ้าเราส่งคนไปฆ่ามันตอนนี้ ก็เท่ากับยอมรับว่าข่าวลือเป็นจริง! ...เราต้องฆ่ามันอย่างถูกต้อง... ในสนามประลอง!"


    เหลยป้าเทียนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม หยิบป้ายคำสั่งสีทองออกมาโยนให้หลานชาย


    "พรุ่งนี้รอบชิงชนะเลิศ... ข้าจะใช้อำนาจผู้อาวุโสสูงสุด เปลี่ยนกฎการประลอง... ให้เป็นการต่อสู้แบบ 'ตายกันไปข้างหนึ่ง' (Death Match)"


    "และคู่ต่อสู้ของมัน..." เหลยป้าเทียนเว้นจังหวะ ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ในความมืด "จะไม่ใช่เจ้า... เจ้ายิ่งสู้ก็ยิ่งแพ้ทางมัน... ข้าจะส่ง 'มารกระบี่หมายเลขศูนย์' ลงไป"


    เหลยเจิ้นตัวสั่นเทาเมื่อได้ยินชื่อนั้น


    "หมายเลขศูนย์... ตัวทดลองที่สมบูรณ์แบบที่สุด... ท่านจะเอามันออกมาจริงๆ หรือ?"


    "เพื่อกำจัดเสี้ยนหนาม และทวงคืนศิลา... ข้ายอมแลกทุกอย่าง!"


    ...


    ยามโหย่ว (ช่วงเวลาไก่ขันยามเย็น)


    ภายในโรงเตี๊ยม อาเจียกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง รวบรวมสมาธิเพื่อสำรวจภายใน "เจ้าสัว" ที่อยู่ในย่าม


    หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เจ้าสัวยังคงอยู่ในสภาพย่อส่วนและจำศีล แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "กลิ่นอาย" ที่แผ่ออกมา มันลึกล้ำและหนาแน่นขึ้นราวกับขุนเขา


    (เจ้าสัวกำลังย่อยสลายผลึกศิลา...) เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้น (แกนกลางใหม่ของมันทรงพลังมาก มันกำลังปรับโครงสร้างอักขระภายในทั้งหมดให้รองรับพลังงานความว่างเปล่า... เมื่อมันตื่นขึ้น มันจะไม่ใช่แค่หุ่นกลศิลาอีกต่อไป แต่มันจะเป็น 'ศาสตรามารสวรรค์' ที่แท้จริง)


    "หวังว่ามันจะตื่นทันพรุ่งนี้นะขอรับ..." อาเจียพึมพำ พลางหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาลูบคลำ "แล้วท่านล่ะ... อิ่มหรือยัง?"


    พู่กันในมือสั่นระริกตอบรับ ขนพู่กันสีเงินประกายม่วงพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต อาเจียสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพู่กันแนบแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เขาสามารถ "รู้สึก" ถึงอารมณ์ของพู่กันได้


    "พรุ่งนี้จะเป็นศึกหนัก..." อาเจียถอนหายใจยาว "ตระกูลเหลยคงไม่ปล่อยให้ข้าเดินขึ้นเวทีแบบสบายๆ แน่"


    ทันใดนั้น ป้ายหยกสื่อสารของพรรคเงาจันทราที่วางอยู่ข้างตัวก็สั่นเบาๆ


    อาเจียหยิบขึ้นมาอ่านข้อความที่ปรากฏขึ้นเป็นตัวอักษรแสงสีจางๆ


    "ข่าวลือทำงานได้ดี... ปลาใหญ่กินเบ็ดแล้ว


    มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการรอบชิงชนะเลิศกะทันหัน... เปลี่ยนจาก 'ประลองยุทธ์' เป็น 'ประลองเป็นตาย'


    และคู่ต่อสู้ของเจ้า... ไม่ปรากฏรายชื่อในทำเนียบศิษย์สำนักใดเลย ระวังตัวด้วย


    ลงชื่อ... เงา"


    อาเจียกำป้ายหยกแน่น รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า


    "ประลองเป็นตายงั้นรึ..."


    เขาหันไปมองฉินมู่หลางที่นั่งเช็ดกระบี่อยู่ที่มุมห้อง


    "สหายฉิน... ดูเหมือนพรุ่งนี้ข้าจะไม่ต้องออมมือแล้ว"


    "ทำไมรึ?"


    "เพราะพวกมัน... อนุญาตให้ข้าฆ่าคนได้แล้วน่ะสิ"


    อาเจียลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ


    "พักผ่อนเถอะสหาย... พรุ่งนี้เราจะไปทำให้ลานประลองนั่น... กลายเป็นสุสานของพวกมันแทน!"


    สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชกแรง พัดพากลิ่นอายของพายุใหญ่ที่กำลังจะมาเยือนนครหมื่นกระบี่... ศึกตัดสินครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้น!

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน