จารึกที่ 438 : หกผสานรังสรรค์สูญ : ปฐมบทแห่งการบุกเบิก
เมื่อแสงตะวันทอประกายเรืองรอง ขับไล่ความมืดมิดและหมอกควันแห่งสงครามให้มลายหายไป ท้องฟ้าเหนือวิหารสุริยันจันทรากลับมาสดใสกระจ่างตาอีกครั้ง ทว่าเบื้องล่างนั้น ความเงียบสงบกลับแฝงไว้ด้วยความสั่นสะเทือนของปราณวิญญาณที่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำ
บนนภากาศที่เพิ่งกลืนกินร่างของผู้คุมกฎแห่งเขตแดนทั้งเจ็ดไปจนหมดสิ้น อาเจียในชุดคลุมสีครามยังคงลอยตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว นัยน์ตาสูญตาของเขาทอดมองไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทิศทางที่ตั้งของแดนศักดิ์สิทธิ์ สายพิณไร้รูปที่ถูกสร้างจากความว่างเปล่าค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีเทา ซึมซาบกลับเข้าสู่ผิวกายของชายหนุ่ม
เบื้องล่าง ศิษย์สำนักหมื่นอักขระนับหมื่นชีวิต ยืนนิ่งงันประหนึ่งรูปสลัก สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของอาเจียด้วยความเลื่อมใสที่ก้าวข้ามคำว่าเคารพไปไกลลิบ การสังหารตัวตนระดับข้ามผ่านมหายานถึงเจ็ดตนด้วยท่วงทำนองเพียงสามบทเพลง คือภาพจำที่จะถูกจารึกลงในแก่นวิญญาณของพวกเขาไปชั่วนิรันดร์
ฉินมู่หลางค่อยๆ ลดกระบี่ลง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเย็นชา "เขาไปถึงระดับที่กระบี่ของข้ายังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีจึงจะตามทัน... แต่นั่นแหละคือสหายของข้า"
เฟิงอวี้หรานหัวเราะร่า ตบไหล่ฉินมู่หลางอย่างแรง "อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลยมู่หลาง! ตราบใดที่เพลิงอัคคีบรรพกาลของข้ายังลุกโชน ข้าก็จะเผาผลาญอุปสรรคเพื่อวิ่งตามแผ่นหลังของเขาให้ทัน!"
หลินซิงเสวี่ยและเย่วปิงอวิ๋นหันมองหน้ากัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มโล่งใจ พวกนางรู้ดีว่า บัดนี้ อาเจียได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังต้องหวั่นเกรงแล้ว
บนท้องฟ้า อาเจียหลับตาลงอย่างช้าๆ
*‘การทำลายล้างกฎเกณฑ์ของศัตรู คือการปลดปล่อยพันธนาการ ทว่าการผสานอักขระขั้นที่หก มิใช่เพียงการเป็นผู้ปลดปล่อย... แต่ต้องเป็นผู้กำหนด’*
จิตวิญญาณของชายหนุ่มดำดิ่งลงสู่ห้วงตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยนั่งขัดสมาธิ บัดนี้ลุกขึ้นยืนอย่างเต็มตัว วงแหวนสามธาตุ ลม เพลิง และวารี ที่เคยหมุนวนอยู่ภายนอก ได้ถูกทารกวิญญาณ 'สูบกลืน' เข้าไปในร่างกายขนาดเล็กนั้นจนหมดสิ้น
ผิวของทารกวิญญาณเปลี่ยนเป็นสีเทาประกายทอง ลวดลายอักขระลึกลับเริ่มปรากฏขึ้นตามแขนขา มันมิใช่อักขระที่อาเจียเคยเรียนรู้จากหอจารึกขยะ แต่มันคืออักขระที่ 'ก่อกำเนิด' ขึ้นมาเองจากความว่างเปล่าภายในตันเถียน
วิถีแห่งสูญตา... เมื่อลบเลือนจนถึงที่สุด ย่อมก่อให้เกิดการสรรค์สร้าง
อาเจียยกมือขวาขึ้นในห้วงจิต พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในมือ เขาตวัดพู่กันลงบนความว่างเปล่าภายในตันเถียน ขีดเขียนอักขระตัวแรกที่มาจากเจตจำนงของตนเองอย่างแท้จริง
"จารึกรังสรรค์... กำเนิดกฎ!"
ครืนนนนน!
ทันทีที่อักขระตัวนั้นถูกเขียนเสร็จ ร่างกายของอาเจียที่ลอยอยู่กลางอากาศก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสาแสงสีเทาประกายทองพุ่งทะลวงจากกระหม่อมของเขาขึ้นสู่ชั้นฟ้า ทะลวงผ่านเมฆหมอกและม่านพลังของกำแพงหมื่นอักขระ พุ่งตรงขึ้นไปท้าทายเจตจำนงของโลกเซียน!
มู่เฉินที่ยืนอยู่บนระเบียงวิหาร เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนปีติ "ผสานอักขระขั้นที่หก... 'รังสรรค์สูญ' (จ้าวหลิงจิ้ง)... เขาทำสำเร็จแล้ว! เขาไม่ได้เพียงแค่ยืมกฎเกณฑ์ของฟ้าดินมาใช้ แต่เขากำลังสร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมาเทียบเคียง!"
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของอาเจีย พุ่งทะยานข้ามขีดจำกัดของระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้น ทะลวงเข้าสู่ขั้นกลาง ขั้นปลาย และเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตที่เทียบเท่ากับระดับ 'ข้ามผ่านมหายาน' ในชั่วพริบตา!
ทว่า กลิ่นอายของเขากลับไม่เหมือนกับตัวตนระดับมหายานของตระกูลเซียนโบราณ มันไม่มีความกดดันที่บีบคั้นให้ผู้คนต้องคุกเข่า ทว่ามันกว้างใหญ่และลึกล้ำประหนึ่งมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ทำให้สรรพสิ่งรอบด้านรู้สึกสงบและยินยอมสยบให้ด้วยความเต็มใจ
เสาแสงสีเทาค่อยๆ หดกลับเข้าสู่ร่างของอาเจีย เขาเปิดเปลือกตาขึ้น เนตรสูญตาทั้งสองข้างบัดนี้กลายเป็นสีเทาประกายทองอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่มีความมืดมิดที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่พร้อมจะขีดเขียนทุกสิ่ง
อาเจียร่อนลงสู่ลานหยกขาว ปลายเท้าสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก ศิษย์สำนักหมื่นอักขระนับหมื่นชีวิตคุกเข่าลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงโห่ร้องถวายความเคารพดังกังวานก้องไปทั่วเทือกเขา
"ท่านผู้นำจงเจริญ! วิถีแห่งหมื่นอักขระเกรียงไกร!"
อาเจียยกมือขึ้นน้อยๆ เสียงโห่ร้องพลันเงียบสงัดลงในทันที เขาประสานมือค้อมศีรษะให้แก่ศิษย์ทุกคน ก่อนจะหันไปหามู่เฉินและหลี่ชางไห่
"ท่านอาจารย์ ท่านเจ้าสำนักหลี่... ทวีปตะวันออกปลอดภัยแล้วขอรับ" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น "ค่ายกลกลืนฟ้าพังทลาย ผู้คุมกฎสิ้นชีพ กำแพงหมื่นอักขระตระหง่านฟ้า ตระกูลเซียนโบราณจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นฟูความกล้าที่จะก้าวล่วงเข้ามาในแผ่นดินนี้อีก"
หลี่ชางไห่น้ำตาคลอเบ้า "เป็นบุญตาของข้ายิ่งนัก ที่ได้เห็นสายเลือดของบรรพชนผงาดขึ้นมาท้าทายแดนศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ... ท่านผู้นำ บัดนี้ทวีปตะวันออกไร้ซึ่งเสี้ยนหนาม สำนักหมื่นอักขระของเราควรจะทำเช่นไรต่อไป?"
อาเจียทอดสายตามองไปยังเศษซากของนาวาเซียนบรรพกาลที่ถูกดัดแปลงเป็นกำแพง "การตั้งรับ มิใช่วิถีของข้า... ตระกูลเซียนโบราณถอยร่นไปเพื่อเลียแผล หากเราปล่อยให้พวกมันฟื้นตัว ทวีปตะวันออกก็จะตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง"
ชายหนุ่มหันกลับมามองสหายทั้งห้า "มู่หลาง อี้หราน ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเออร์... พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม"
"เตรียมตัวทำสงครามงั้นหรือ?" เฟิงอวี้หรานถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
"เตรียมตัว... 'บุกเบิก'" อาเจียระบายรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกหนาวสั่นในใจ "ในเมื่อพวกสวรรค์จอมปลอมเคยเหยียบย่ำแผ่นดินของเรา ข้าก็จะนำพู่กันด้ามนี้ ไปขีดเขียนอักขระบนผืนดินของพวกมันบ้าง"
คำกล่าวของอาเจียเปรียบเสมือนหินก้อนใหญ่ที่โยนลงไปในทะเลสาบที่เงียบสงบ สร้างระลอกคลื่นแห่งความตื่นเต้นและความฮึกเหิมให้แก่ทุกคนในวิหารสุริยันจันทรา
การเป็นผู้ตั้งรับและผู้ถูกล่าได้จบลงแล้ว บัดนี้ 'ราชันหมื่นอักขระ' ผู้บรรลุถึงการผสานอักขระขั้นที่หก กำลังจะเปิดฉากปฐมบทแห่งการรุกราน นำพาวิถีเต๋าแห่งความว่างเปล่าและการสร้างสรรค์ ไปท้าทายรากฐานของแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงถิ่น!
กระดานหมากแห่งโลกเซียนได้พลิกกลับด้านอย่างสมบูรณ์ และก้าวต่อไปของอาเจีย จะเป็นก้าวที่สั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของทุกขั้วอำนาจในจักรวาล!