เซียนสองโลก

    ตอนที่ 3 : การปฏิเสธที่ถูกตีความ

    โรงเตี๊ยม “เมฆอุ่น” ของเมืองจิ่นหลิงในยามค่ำคืนสงบเงียบงันแสงตะเกียงน้ำมันล้อกับผนังไม้เก่า ๆทำให้เงาร่างของผู้คนเคลื่อนไหวไปมาบนพื้นเหมือนผีในยุคโบราณ ส่วนกลิ่นคาวเหงื่อและกลิ่นเหล้าถั่วหมักก็ลอยคลุ้งอย่างเข้มข้นจนเจียงฟานต้องยกมือปิดจมูก

    เขาปิดประตูห้องพักชั้นสองดัง แอ๊ด… แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงไม้แข็ง ๆที่เสื่อรองนอนบางยิ่งกว่ากระดาษร่างแบบออฟฟิศ ปลายเท้ายังรู้สึกถึงความสากของไม้
    เข้าใจเถอะ…เตียงสมัยนี้มันไม่ได้ผลิตโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังอะไรทั้งนั้น

    เขาหันไปมองหน้าต่างเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง—และก็เห็นเงาของคนคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านนอก

    หลินเทียน
    ในท่าทางเหมือนรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์ประตู
    ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังเหมือนพร้อมจะปะทะสัตว์อสูรทุกวินาที

    “นี่นาย…” เจียงฟานเรียกขณะลุกขึ้นนั่ง

    หลินเทียนโผล่เข้ามาในห้องทันที ราวกับเตรียมพร้อมตอบสนองทุกเวลา
    เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลง เสียงดัง ปึง!จนเจียงฟานคิดว่าไม้พื้นอาจแตกร้าวขึ้นมา

    “ท่านอาจารย์มีบัญชาใด โปรดสั่งการ!”

    เจียงฟานยกมือขึ้นทันที
    “บอกแล้วไง ไม่ต้องเรียกอาจารย์! ฉันชื่อเจียงฟาน เป็๲คนธรรมดา”

    เขาเน้นทีละคำ
    “ฉัน—ไม่—ใช่—ปรมาจารย์—อะไร—ทั้ง—นั้น เข้า-ใจ-ไหม?”

    หลินเทียนเงยหน้าขึ้น…
    แต่สิ่งที่สะท้อนในดวงตานั้นกลับไม่ใช่ความเข้าใจแบบปกติ—
    แต่เป็๲ความตระหนักรู้ระดับเปิดโลก

    “โอ้…” หลินเทียนพึมพำ “…นี่คือการสอนถึง วิถีแห่งการปฏิเสธตนเอง อย่างถึงแก่น!”

    “หา?”
    เจียงฟานเริ่มปวดหัวข้างเดียวแบบเฉียบพลัน

    หลินเทียนรีบอธิบายอย่างลึกซึ้งเกินมนุษย์:
    “ท่านไม่ยึดติดในนาม ไม่จดจ่อในรูป ไม่หลงกับคำว่า ‘อาจารย์’นี่คือสัญลักษณ์ของการข้ามพ้นอัตตา!
    ท่านบอกว่าท่าน ‘หลงทาง’ เพื่อสอนให้ข้ารู้ว่า…ผู้บรรลุเต๋าย่อมไม่เดินตามทางใดทางหนึ่งโดยตายตัว!”

    เจียงฟาน:

    “ฉันหลงทางจริงๆ …หลงมาที่โลกนี้…อยากกลับบ้านต่างหาก!”

    แต่พูดออกไปก็เปล่า
    หลินเทียนหูดับเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่คำสอนเต๋า

    “และที่ท่านบอกว่าท่านไม่มีพลังวิเศษ…ย่อมหมายถึงพลังของท่านอยู่เหนือคำอธิบายจนตัวท่านเองยังไม่รับรู้ได้!”

    เจียงฟานขมวดคิ้ว—
    บรรยากาศนี้เริ่มให้กลิ่นเหมือนประชุมบริษัทที่คนตีความหัวหน้าผิดจนโปรเจกต์พังทั้งแผนก

    สุดท้ายเขายกมือแล้วพึมพำ
    “…เอาที่นายสบายใจก็แล้วกัน”

    และนั่นแหละ—
    คำชี้แนะใหม่ที่ถูกตีความแบบหลุดโลก

    หลินเทียนตาเป็๞ประกาย รีบล้วงแผ่นไม้ไผ่ออกมา
    “ข้าได้บทสอนที่สองแล้ว… ‘ทำตามที่เ๯้าสบายใจ’คือการอนุญาตให้เดินตามเต๋าอันแท้จริงของตน!”

    เสียงเขาดังราวกับค้นพบสูตรอายุยืนหมื่นปี
    เขาเขียนจด ๆ จ้อง ๆ จนได้คัมภีร์ไม้ไผ่แผ่นใหม่ขึ้นมาหนึ่งแผ่น

    จากนั้นหลินเทียนลุกขึ้น หยิบกระบี่แล้วเริ่มร่ายรำกลางห้องอย่างสงบ
    เขาหมุนตัวเบา ๆ
    กระบี่สะท้อนแสงตะเกียงเป็๞เส้นโค้งสวยงาม

    “รำกระบี่แห่งการปล่อยวาง…” เขาพึมพำ

    เจียงฟานมองแล้วอดบ่นไม่ได้
    “เติมจังหวะตรงนี้อีกนิด…ลดแรงข้อมือตรงนั้นอีกหน่อย…จะเนียนขึ้นนะ”

    ตึง!!

    หลินเทียนหยุดกระทันหัน
    เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว

    “ท่านอาจารย์ชี้แนะถึงธาตุลมและธาตุน้ำพร้อมกัน…!การเพิ่มจังหวะคือ ‘ลม’ การลดแรงคือลักษณะของ ‘น้ำ’การผสานทั้งสองเกิดเป็๲วิชาหยินหยาง!”

    เขาทรุดลงไปกราบอีกครั้ง
    ตื้นตันจนเหมือนกำลังเห็นไฟ๱๭๹๹๳์ปรากฏบนเพดาน

    เจียงฟาน:

    “ฉันแค่หมายถึง…นายรำแข็งเหมือนท่อนไม้น่ะ…”

    แต่ไม่ทันแล้ว
    หลินเทียนจมดิ่งสู่การฝึกวิชากระบี่ไฮบริดที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นจากคำว่าจังหวะกับข้อมือของเจียงฟานไปแล้ว

    ข่าวลือแพร่กระจายเร็วกว่าไวรัส
    “เซียนผู้เร้นกายมาพำนักในโรงเตี๊ยมเมฆอุ่น!”
    “ศิษย์เอกบรรลุขั้นแก่นแท้ในชั่วคืน!”
    “วิชากระบี่แห่งเต๋าหยินหยางกำเนิดขึ้นแล้ว!”

    ผู้ฝึกยุทธ์จากนิกายเล็ก ๆ ในละแวกมารวมตัวกันหน้าโรงเตี๊ยม
    ถือตะกร้า ของกำนัล และบางคนถึงกับยกของใหญ่จนหลังแทบหัก

    มีชายชราเครายาวสีขาวผู้หนึ่งเดินนำหน้า
    เขาคือ—

    ชายชราผ้าคลุมสีเขียวเข้ม ถือไม้เท้าไม้สนปลายโค้ง
    หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ที่นับว่าค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองเล็กนี้

    กู่หย่งซานก้มศีรษะลงจนเคราแทบจะลากพื้น
    “ขอท่านปรมาจารย์เมตตาชี้แนะวิถีเซียนแก่ข้า—และช่วยแก้ความติดขัดของข้าเ๹ื่๪๫ปวดเข่าเรื้อรัง ด้วยเถิด!”

    ลูกศิษย์ที่ตามมาคุกเข่าตาม
    “ขอชี้แนะด้วยเถิด!!”

    หนึ่งในนั้นพึมพำเบา ๆ
    “เขาว่าท่านอาจารย์นั่งเฉย ๆยังปล่อยเต๋าออกมาจนทำให้แก่นแท้สั่นไหวเลยนะ”

    อีกคนเสริม
    “ข้าได้ยินว่าท่านอาจารย์ดื่มชาใบเดียว…แต่สามารถปลุกลมปราณให้พุ่งทะยานขึ้นฟ้าได้!”

    เจียงฟานที่กำลังพับกระดาษรูปนกอยู่ริมหน้าต่าง
    หันไปเห็นฝูงคนจำนวนมากคุกเข่าอยู่ใต้ตึกอย่างพร้อมเพรียง

    ปากเขาอ้าค้าง
    โอ้ย…นี่มันอะไรกันอีกเนี่ย!?

    หลินเทียนยืนหน้าประตูอย่างองอาจ
    ชี้ไม้สั่งให้ฝูงชนสงบด้วยท่าทางภูมิฐาน
    “ทุกท่านสงบ! ท่านอาจารย์ทรงหลีกเร้นเพื่อไตร่ตรองเต๋าท่านไม่ปรารถนาความวุ่นวาย!”

    เจียงฟานมองภาพทุกอย่างด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าสุดขีด
    เขาอยากได้ความสงบเขาอยากคิดหาวิธีกลับบ้าน…ไม่ใช่เปิดสำนักสอนเซียนฟรี!!

    สุดท้าย เขาอ้าปากออกหน้าต่าง
    โยนกระดาษรูปนกที่พับไม่สำเร็จลงพื้น
    แล้วพูดเสียงดังชัดเจน

    “หลินเทียน…นายช่วยไป จัดระเบียบ ข้างล่างให้มันเรียบร้อย หน่อยได้ไหม? มันน่ารำคาญ!”

    ฝูงชนเงียบ
    หลินเทียนชะงัก
    กู่หย่งซานตัวสั่นงันงก

    แล้ว…

    “โอ้๱๭๹๹๳์…”
    กู่หย่งซานน้ำตาไหลพราก
    “คำว่า ‘จัดระเบียบ’ คือการสอนให้เราจัดสรรปราณภายในให้สมดุล!”

    ลูกศิษย์อีกคนผงะ
    “ส่วนคำว่า ‘เรียบร้อย’ คือการกลับสู่ความสงบภายใน!”

    อีกคนคุกเข่าลงทันที
    “และคำว่า น่ารำคาญ…เป็๞คำเตือนว่าอย่ายึดติดกับสิ่งภายนอก!!”

    หลินเทียนยืนพยักหน้าอย่างภาคภูมิ
    “ทุกท่านได้ยินหรือไม่!? ท่านอาจารย์ได้เริ่มเทศนาธรรมแล้ว!”

    เจียงฟาน:

    “โอ้ยยยยยย!!”

    เ๹ื่๪๫ราวบานปลายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า…