โรงเตี๊ยม “เมฆอุ่น” ของเมืองจิ่นหลิงในยามค่ำคืนสงบเงียบงันแสงตะเกียงน้ำมันล้อกับผนังไม้เก่า ๆทำให้เงาร่างของผู้คนเคลื่อนไหวไปมาบนพื้นเหมือนผีในยุคโบราณ ส่วนกลิ่นคาวเหงื่อและกลิ่นเหล้าถั่วหมักก็ลอยคลุ้งอย่างเข้มข้นจนเจียงฟานต้องยกมือปิดจมูก
เขาปิดประตูห้องพักชั้นสองดัง แอ๊ด… แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงไม้แข็ง ๆที่เสื่อรองนอนบางยิ่งกว่ากระดาษร่างแบบออฟฟิศ ปลายเท้ายังรู้สึกถึงความสากของไม้
เข้าใจเถอะ…เตียงสมัยนี้มันไม่ได้ผลิตโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังอะไรทั้งนั้น
เขาหันไปมองหน้าต่างเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง—และก็เห็นเงาของคนคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านนอก
หลินเทียน
ในท่าทางเหมือนรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์ประตู
ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังเหมือนพร้อมจะปะทะสัตว์อสูรทุกวินาที
“นี่นาย…” เจียงฟานเรียกขณะลุกขึ้นนั่ง
หลินเทียนโผล่เข้ามาในห้องทันที ราวกับเตรียมพร้อมตอบสนองทุกเวลา
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลง เสียงดัง ปึง!จนเจียงฟานคิดว่าไม้พื้นอาจแตกร้าวขึ้นมา
“ท่านอาจารย์มีบัญชาใด โปรดสั่งการ!”
เจียงฟานยกมือขึ้นทันที
“บอกแล้วไง ไม่ต้องเรียกอาจารย์! ฉันชื่อเจียงฟาน เป็คนธรรมดา”
เขาเน้นทีละคำ
“ฉัน—ไม่—ใช่—ปรมาจารย์—อะไร—ทั้ง—นั้น เข้า-ใจ-ไหม?”
หลินเทียนเงยหน้าขึ้น…
แต่สิ่งที่สะท้อนในดวงตานั้นกลับไม่ใช่ความเข้าใจแบบปกติ—
แต่เป็ความตระหนักรู้ระดับเปิดโลก
“โอ้…” หลินเทียนพึมพำ “…นี่คือการสอนถึง วิถีแห่งการปฏิเสธตนเอง อย่างถึงแก่น!”
“หา?”
เจียงฟานเริ่มปวดหัวข้างเดียวแบบเฉียบพลัน
หลินเทียนรีบอธิบายอย่างลึกซึ้งเกินมนุษย์:
“ท่านไม่ยึดติดในนาม ไม่จดจ่อในรูป ไม่หลงกับคำว่า ‘อาจารย์’นี่คือสัญลักษณ์ของการข้ามพ้นอัตตา!
ท่านบอกว่าท่าน ‘หลงทาง’ เพื่อสอนให้ข้ารู้ว่า…ผู้บรรลุเต๋าย่อมไม่เดินตามทางใดทางหนึ่งโดยตายตัว!”
เจียงฟาน:
“ฉันหลงทางจริงๆ …หลงมาที่โลกนี้…อยากกลับบ้านต่างหาก!”
แต่พูดออกไปก็เปล่า
หลินเทียนหูดับเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่คำสอนเต๋า
“และที่ท่านบอกว่าท่านไม่มีพลังวิเศษ…ย่อมหมายถึงพลังของท่านอยู่เหนือคำอธิบายจนตัวท่านเองยังไม่รับรู้ได้!”
เจียงฟานขมวดคิ้ว—
บรรยากาศนี้เริ่มให้กลิ่นเหมือนประชุมบริษัทที่คนตีความหัวหน้าผิดจนโปรเจกต์พังทั้งแผนก
สุดท้ายเขายกมือแล้วพึมพำ
“…เอาที่นายสบายใจก็แล้วกัน”
และนั่นแหละ—
คำชี้แนะใหม่ที่ถูกตีความแบบหลุดโลก
หลินเทียนตาเป็ประกาย รีบล้วงแผ่นไม้ไผ่ออกมา
“ข้าได้บทสอนที่สองแล้ว… ‘ทำตามที่เ้าสบายใจ’คือการอนุญาตให้เดินตามเต๋าอันแท้จริงของตน!”
เสียงเขาดังราวกับค้นพบสูตรอายุยืนหมื่นปี
เขาเขียนจด ๆ จ้อง ๆ จนได้คัมภีร์ไม้ไผ่แผ่นใหม่ขึ้นมาหนึ่งแผ่น
จากนั้นหลินเทียนลุกขึ้น หยิบกระบี่แล้วเริ่มร่ายรำกลางห้องอย่างสงบ
เขาหมุนตัวเบา ๆ
กระบี่สะท้อนแสงตะเกียงเป็เส้นโค้งสวยงาม
“รำกระบี่แห่งการปล่อยวาง…” เขาพึมพำ
เจียงฟานมองแล้วอดบ่นไม่ได้
“เติมจังหวะตรงนี้อีกนิด…ลดแรงข้อมือตรงนั้นอีกหน่อย…จะเนียนขึ้นนะ”
ตึง!!
หลินเทียนหยุดกระทันหัน
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว
“ท่านอาจารย์ชี้แนะถึงธาตุลมและธาตุน้ำพร้อมกัน…!การเพิ่มจังหวะคือ ‘ลม’ การลดแรงคือลักษณะของ ‘น้ำ’การผสานทั้งสองเกิดเป็วิชาหยินหยาง!”
เขาทรุดลงไปกราบอีกครั้ง
ตื้นตันจนเหมือนกำลังเห็นไฟ์ปรากฏบนเพดาน
เจียงฟาน:
“ฉันแค่หมายถึง…นายรำแข็งเหมือนท่อนไม้น่ะ…”
แต่ไม่ทันแล้ว
หลินเทียนจมดิ่งสู่การฝึกวิชากระบี่ไฮบริดที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นจากคำว่าจังหวะกับข้อมือของเจียงฟานไปแล้ว
ข่าวลือแพร่กระจายเร็วกว่าไวรัส
“เซียนผู้เร้นกายมาพำนักในโรงเตี๊ยมเมฆอุ่น!”
“ศิษย์เอกบรรลุขั้นแก่นแท้ในชั่วคืน!”
“วิชากระบี่แห่งเต๋าหยินหยางกำเนิดขึ้นแล้ว!”
ผู้ฝึกยุทธ์จากนิกายเล็ก ๆ ในละแวกมารวมตัวกันหน้าโรงเตี๊ยม
ถือตะกร้า ของกำนัล และบางคนถึงกับยกของใหญ่จนหลังแทบหัก
มีชายชราเครายาวสีขาวผู้หนึ่งเดินนำหน้า
เขาคือ—
ชายชราผ้าคลุมสีเขียวเข้ม ถือไม้เท้าไม้สนปลายโค้ง
หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ที่นับว่าค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองเล็กนี้
กู่หย่งซานก้มศีรษะลงจนเคราแทบจะลากพื้น
“ขอท่านปรมาจารย์เมตตาชี้แนะวิถีเซียนแก่ข้า—และช่วยแก้ความติดขัดของข้าเื่ปวดเข่าเรื้อรัง ด้วยเถิด!”
ลูกศิษย์ที่ตามมาคุกเข่าตาม
“ขอชี้แนะด้วยเถิด!!”
หนึ่งในนั้นพึมพำเบา ๆ
“เขาว่าท่านอาจารย์นั่งเฉย ๆยังปล่อยเต๋าออกมาจนทำให้แก่นแท้สั่นไหวเลยนะ”
อีกคนเสริม
“ข้าได้ยินว่าท่านอาจารย์ดื่มชาใบเดียว…แต่สามารถปลุกลมปราณให้พุ่งทะยานขึ้นฟ้าได้!”
เจียงฟานที่กำลังพับกระดาษรูปนกอยู่ริมหน้าต่าง
หันไปเห็นฝูงคนจำนวนมากคุกเข่าอยู่ใต้ตึกอย่างพร้อมเพรียง
ปากเขาอ้าค้าง
โอ้ย…นี่มันอะไรกันอีกเนี่ย!?
หลินเทียนยืนหน้าประตูอย่างองอาจ
ชี้ไม้สั่งให้ฝูงชนสงบด้วยท่าทางภูมิฐาน
“ทุกท่านสงบ! ท่านอาจารย์ทรงหลีกเร้นเพื่อไตร่ตรองเต๋าท่านไม่ปรารถนาความวุ่นวาย!”
เจียงฟานมองภาพทุกอย่างด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าสุดขีด
เขาอยากได้ความสงบเขาอยากคิดหาวิธีกลับบ้าน…ไม่ใช่เปิดสำนักสอนเซียนฟรี!!
สุดท้าย เขาอ้าปากออกหน้าต่าง
โยนกระดาษรูปนกที่พับไม่สำเร็จลงพื้น
แล้วพูดเสียงดังชัดเจน
“หลินเทียน…นายช่วยไป จัดระเบียบ ข้างล่างให้มันเรียบร้อย หน่อยได้ไหม? มันน่ารำคาญ!”
ฝูงชนเงียบ
หลินเทียนชะงัก
กู่หย่งซานตัวสั่นงันงก
แล้ว…
“โอ้์…”
กู่หย่งซานน้ำตาไหลพราก
“คำว่า ‘จัดระเบียบ’ คือการสอนให้เราจัดสรรปราณภายในให้สมดุล!”
ลูกศิษย์อีกคนผงะ
“ส่วนคำว่า ‘เรียบร้อย’ คือการกลับสู่ความสงบภายใน!”
อีกคนคุกเข่าลงทันที
“และคำว่า น่ารำคาญ…เป็คำเตือนว่าอย่ายึดติดกับสิ่งภายนอก!!”
หลินเทียนยืนพยักหน้าอย่างภาคภูมิ
“ทุกท่านได้ยินหรือไม่!? ท่านอาจารย์ได้เริ่มเทศนาธรรมแล้ว!”
เจียงฟาน:
“โอ้ยยยยยย!!”
เื่ราวบานปลายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า…