ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    สหายประหลาด 2

    หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ราชโองการแต่งตั้งหลู่อ๋องคนใหม่ของรัฐหลู่ก็มาถึง โดยได้มีการพระราชทานที่ดิน จวน ทรัพย์สินและแพรพรรณนาๆ พร้อมทั้งเปลี่ยนนามและฐานันดรจากองค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหยวน เป็นหลู่หยวนเจี๋ย


    ทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็นท่านอ๋องที่อายุน้อยที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ หลู่หยวนเจี๋ยกลับจากเมืองลั่วหยาง ขึ้นเป็นหลู่อ๋องอย่างเต็มภาคภูมิ


    การเฉลิมฉลองของท่านอ๋องคนใหม่ของรัฐหลู่ได้ทำให้สมาคมเฟิงซานเล่อปู้ต้องยืดเวลาพิจารณาเรื่องความผิดของกู้เลี่ยงรุ่ยออกไปอีก หลังจากยืดออกไปแล้วหนึ่งเดือนเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้ตามธรรมเนียมของวีรบุรุษที่สละชีพในช่วงวิกฤตอย่างหนิงเก่อ อนึ่งก็เพราะข่าวหนึ่งที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกรัฐว่าคนที่ช่วยทำให้โรคระบาดนี้หยุดลงเป็นเจ้าสำนักกู้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ในเมื่อคนที่พูดเรื่องนี้เป็นถึงท่านอ๋องของสองรัฐที่ได้รับความเดือดร้อนสูงสุด


    ข่าวนี้รับทราบถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท ได้รับของขวัญจำนวนหนึ่งเพื่อแสดงความขอบคุณ


    เรื่องนี้ทำให้สมาคมเฟิงซานเล่อปู้ต้องส่งจดหมายมาอีกฉบับเพื่อเป็นการสรรเสริญในความดีความชอบของกู้เลี่ยงรุ่ย แต่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ต้องการจึงส่งจดหมายโดยให้อู๋เยี่ยนเขียนว่าต้องการตัวอาจารย์อาคืน ทางสมาคมไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะรั้งอาจารย์อาไว้อีก จึงต้องให้คนพากลับมาส่งในที่สุดพร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับที่เขียนไว้ชัดเจนว่าจะเลื่อนเวลาให้กู้เลี่ยงรุ่ยอีกสามเดือน...


    ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยงงงันไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าทางสมาคมจะใจดีปานนี้ แต่ก็ดีแล้ว ดีจริงๆ


    ในเวลานั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็ออกจากการไว้อาลัยให้หนิงเก่อที่ทำมาตลอดหนึ่งเดือนตั้งแต่กลับสำนัก เขากินเจ สวมชุดไว้ทุกข์ นั่งสมาธิในห้อง สำรวมกิริยา ฝึกยุทธ์กับอู๋เยี่ยน


     จนครบหนึ่งเดือนเขาและสำนักก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ จะมีก็แต่หม่าจวี้ที่ยังคงเศร้าอยู่ สุดท้ายอาจาย์กู้เลยส่งหม่าจวี้ให้ไปพักใจที่สวนธารา เป็นการฝึกตนไปด้วย หากว่าหม่าจวี้พร้อมเมื่อไหร่ก็จะได้กับมาเมื่อนั้น


    ระยะเวลาหนึ่งเดือนจะว่าสั้นก็สั้นจะว่านานก็นาน ถึงกระนั้นไม่ว่าอย่างไร คนผู้หนึ่งก็ยังคงไม่ยอมพูดอะไร นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือลู่เผิงฮวาที่ถูกจับขังอยู่ในม่านเวทย์นิรันดร์ ทุกวันอาจารย์กู้และอาจารย์อาอิ่นซือเฉิงจะผลัดกันไปหานางเพื่อผนึกนางไว้ไม่ให้อาคมสลายจิตของนางได้ผล จนกว่าอาจารย์กู้จะหาเบาะแสของประมุขมารพบ การที่ขังนางไว้ย่อมดีที่สุด


     ไม่แน่วันหนึ่งวันใดนางคงยอมพูดออกมา อีกทั้งอาจารย์กู้ยังหวังว่าลู่เผิงฮวาอาจจะรู้อะไรบ้าง อย่างเช่นวิธีคลายอาคมผูกวิญญาณ แต่ถึงรู้นางก็คงไม่ยอมพูดอะไรอยู่ดี


    กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เคยเข้าไปหานางเพราะทนไม่ได้กับม่านเวทย์นิรันดร์ที่ดูดกลืนความสุขและความหวังไปหมด ในนั้นเป็นหลุมดำแห่งหนึ่งที่จะค่อยๆ ละลายจิตใจที่ห้าวหาญหรือความสุขไป อีกทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยทนมองเห็นลู่เผิงฮวาที่ถูกทรมานร่างยึดติดไว้กับแท่งศิลาไม่ได้ มันน่าสงสารเกินไป...


    เวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างช้าๆ ทุกๆ ประมาณวันที่สิบ สิบห้า สามสิบ จดหมายจากฉีอ้ายอันก็จะถูกส่งขึ้นมาบนเขา กู้เลี่ยงรุ่ยเริ่มคุยกับนางจนติดเป็นนิสัยแล้ว อีกทั้งการตอบจดหมายของนางยังเป็นความสุขอย่างหนึ่งของตน ทว่ากู้เลี่ยงรุ่ยสำเนียกดีว่าตัวอักษรที่เขาใช้เขียนในครั้งนั้นตอนอยู่หมู่บ้านสือซาน เป็นคนละแบบและคนละอย่างกับลายมือกับเจ้าสำนักกู้เลย ดังนั้นจึงขออู๋เยี่ยนว่าช่วยเอาจดหมายหรือสมุดเก่าๆ ที่มีตัวลายมือของเจ้าสำนักกู้คนเก่ามาหน่อย เขาเอามาเป็นแบบและพยายามลอกเลียนรูปแบบการเขียนของเขา


    รูปแบบการเขียนอักษรของจีนมาหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันที่คนใช้กันคือรูปแบบ*สิงซู่ เสียส่วนใหญ่ ซึ่งคราวก่อนเขาเขียนไปแบบไม่คิดอะไร แต่พอมาคิดๆ ดูก็รู้ว่าพลาดแล้ว ไม่รู้ว่าฉีอ๋องจะดูออกมั๊ยว่าคนละคนแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนรูปแบบตัวอักษรที่เจ้าสำนักกู้ใช้ เป็นแบบ *อักษรลี่ซู่ ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกันที่เขาเขียนเลย


    อีกทั้งหลังจากลองศึกษาดู กู้เลี่ยงรุ่ยพบว่าตัวอีกษรที่คนที่นี้นิยมใช้กันเป็นแบบลี่ซู่และข่ายซู่ ส่วนการเขียนแบบสิงซู่นั้นไม่มีเลย ซึ่งก็ไม่นับว่าแปลกอะไรเท่าไหร่ ก็แค่อาจจะต่างไปเล็กน้อย...เท่านั้น


    สองสามวันนี้กู้เล่ยงรุ่ยสนใจสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มักจะวิ่งปรูดปราดไปทั่วบนกิ่งไม้อย่างรวดเร็วจนตามไม่ทัน อันที่จริงก็เป็นแค่กระแตตัวอวบๆ เท่านั้น


    ทว่ากระแตนั้นมักจะทำตัวเป็นหัวขโมยหน้าใส กู้เลี่ยงรุ่ยจับไม่ได้ไล่ไม่เคยทัน เผลอตัวครู่เดียว ตระกร้าใส่เกาลัดคั่วหอมๆ ก็ถูกกระแตยกโขยงมากินจนหมด กู้เลี่ยงรุ่ยหัวเสียมาก วันนี้จึงตั้งใจวางตะกร้าเกาลัดไว้แล้วซุ่มตัวรออยู่ในมุมมืดพร้อมกับตาข่ายดักกระแตในมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ไม่นานเจ้ากระแตก็โผล่หางออกมาแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยเม้มปาก ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับปันน่าที่ซุ่มอยู่ไม่ไกล


    กู้เลี่ยงรุ่ยทำมือโอเค เตรียมบุกในวินาทีที่กระแตยื่นคอขึ้นมาเหนือตะกร้าเกาลัดคั่ว นาทีนี้แหละ หากบุกพร้อมกันกับปันน่า กระแตหน้าใสจอมขโมยไม่รอดแน่!


    แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร กู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องหงายหลังเมื่อชนเข้ากับอู๋เยี่ยนที่มายืนขวางไว้ เขาเสียหลัก ร้องเสียงหลง ก้นจำเบ้าลงกับพื้น ขณะที่ปันน่าทำตาโตก่อนจะเอาของในมือไปซ้อนด้านหลัง กู้เลี่ยงรุ่ยเองก็เช่นกัน รีบคว้านมือไปหยิบตาข่ายมาซ้อนไว้ด้านหลัง แม้จะรู้ว่าไม่ทันแล้ว


    “อู๋เยี่ยน เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ทำเอาตกอกตกใจหมดเลย”


    กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้ม รีบนั่งคุกเข่าอย่างรวดเร็ว หันไปทำมือไล่ปันน่าไปก่อน เพราะในมือนางมีคันศรปลายทู่ที่เอาไว้ยิงไล่กระแต หากอู๋เยี่ยนเห็นเข้าต้องมาเอาเรื่องกับเขาแน่ เห็นอย่างงี้แต่อู๋เยี่ยนจิตใจเมตตาต่อสัตว์มาก แต่เขาไม่ชอบเพราะกระแตน้อยชอบมาขโมยของกิน (ของเขา) คิดจะจับไปปล่อยไกลๆ สำนัก


    แต่มีหรือว่าคันศรจะรอดพ้นสายตาของอู๋เยี่ยนไปได้ เขาขยับมือเรียกก่อนจะทำหน้าดำมืด ปันน่าก็ต้องรีบติดปีกมานั่งคุกเข่าเป็นเพื่อนเขาแล้ว พร้อมกันนั้นก็มอบเอาหลักฐานออกมาวางตรงหน้า


    “ศิษย์พี่อู๋ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”


    กู้เลี่ยงรุ่ยใจร่วงกราว ดีมาก ปันน่านี่แหละเด็กดีขนานแท้เลย นอกจากจะยอมรับผิดอย่างง่ายดายแล้ว ยังมอบของกลางออกมาอีก


     กู้เลี่ยงรุ่ยจึงต้องเอาตาข่ายที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมาด้วยเพราะทนสายตาและใบหน้าดำมืดนั้นไม่ไหว เคยมีคนบอกมั๊ยนะว่าเวลาอู๋เยี่ยนมองต่ำแบบนี้เหมือนครูฝ่ายปกครองไม่มีผิด


    “อู๋เยี่ยน ข้าผิดไปแล้วเช่นกัน จะไม่ทำแล้วล่ะ”


    สีหน้าของอู๋เยี่ยนยังไม่ดีขึ้น พลันหันมามองกู้เลี่ยงรุ่ยที่ร้อนตัวจนสะดุ้ง แทบจะเอื้อมมือไปเกาะขาอู๋เยี่ยนเพื่อขอรับการอภัยแล้ว


    “อู๋เยี่ยน เจ้าก็เห็นว่ากระแตป่าพวกนี้มันซนแค่ไหน ข้าก็แค่จะจับเอาไปปล่อยที่อื่นไม่ได้คิดจะทำอันตรายอะไรสักหน่อย เจ้าจะทำหน้าตาเหมือนเป่าบุ้นจิ้นทำไม ยิ้มสักหน่อยสิ จิตใจจะได้แจ่มใส”


    รอยยิ้มกว้างของเขาหุบลงเมื่ออู๋เยี่ยนไม่มีสะทกสะท้าน ทั้งยังทำหน้าเหมือนคนปวดท้องอย่างหนัก


    บทสรุปของเรื่องอยู่ที่กู้เลี่ยงรุ่ยและปันน่าถูกอู๋เยี่ยนลากไปคัดอักษรที่หอสมุด เรื่องหลักเมตตาคุณธรรมต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่ง ทั้งยังลงโทษขั้นหนักด้วยการงดขนมสามวัน ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยหลั่งน้ำตาเงียบๆ ในใจ