บทที่ : 30
“คุณหนู...”
เมื่อเข้ามาภายในตัวอาหาร เยว่ฮวาก็ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย ซึ่งเมื่อนางหันไปมองก็เห็นเป็นท่านองครักษ์ของนาง ที่กำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดมองนางอยู่
“มีอะไรค่อยคุยกัน พาข้าไปที่โต๊ะเถอะข้าหิวแล้ว”
“...ขอรับ” จางหัวหรือองครักษ์หัวก็ไม่อาจเอ่ยอะไรได้นอกจากรับคำ แล้วนำนางไปยังชั้นสองที่มีห้องส่วนตัว ที่เขาได้เตรียมไว้ให้นางตั้งแต่แรกแล้ว
“เอาหละมีอะไรก็ว่ามาเถอะ ไม่ต้องมามองข้าแบบนั้นสงสัยอะไรก็ถามมา จะได้เอาไปตอบท่านพ่อถูก...”
เมื่อเข้ามาถึงห้อง เยว่ฮวาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอยู่ตลอดเวลา นางที่ไม่อยากมีอะไรวุ่นวายเข้ามาเพิ่มก็เลือกที่จะกล่าวกับอีกฝ่ายไปตรงๆ
“ไม่...ไม่มีอะไรขอรับ”
“...”
แต่เมื่ออีกฝ่ายเลือกจะเงียบไป นางก็ไม่ได้จะต่อความยาวสาวความยืดอะไร เพราะตอนนี้นางมีหลายๆ อย่างที่สงสัย และมีหลายๆ อย่างที่กำลังวุ่นวายอยู่ในความคิดของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำพันระหว่างผู้คน เรื่องแผนการในการใช้ชีวิตในวันข้างหน้า ไหนจะเรื่องอำนาจที่ยังไม่ชัดเจนของตนอีก
ก็จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อของนางนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขานั้นยืนอยู่ข้างนาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวางคนเอาไว้ข้างกายของนางไม่ขาด ถึงเขาดูจะเชื่อฟังนางมาก แต่สุดท้ายแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักอยู่ดี
ซึ่งนอกจากเรื่องที่นางก่อไปก่อนหน้านี้จะเป็นส่วนสร้างชื่อให้กับนางไม่ว่าในทางดีหรือร้าย อีกเป้าหมายหนึ่งของนางก็คือการวัดคุณค่าของนางที่มีต่อบิดา ซึ่งนางได้ตัดสินใจตั้งแต่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคือคนจากตระกูลไหน
และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถวัดได้ว่าสำหรับบิดาแล้ว นางมีค่ามากพอที่จะให้ปกป้องนางจากตระกูลตู้กู่หรือเปล่า
ก็จริงมันอาจจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากเกินไป แต่ว่ากันว่ายิ่งเสี่ยงยิ่งได้รับค่าตอบแทนที่สูงไม่ใช่หรือ สำหรับนางที่ใช้ชีวิตมาบนเส้นทางที่ถูกคิดและวางเอาไว้อย่างรอบคอบมาทั้งชีวิตแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ยังมาตายตกเพราะปัจจัยที่นางควบคุมไม่ได้อยู่ดี
แต่ก็ใช่ว่านางจะทำไปโดยที่ไม่ได้คิดเลย เพราะก่อนหน้านี้ท่านพ่อได้พิสูจน์แล้วว่า ระหว่างความสงบสุขของจวนที่ควรเป็น กับนางหญิงสาวที่ไม่ค่อยจะมีค่าอะไร แต่สุดท้ายท่านพ่อก็เลือกที่จะมีปัญหากับฮูหยินรอง เพื่อที่จะยืนอยู่คียงข้างนาง
ถึงไม่รู้ว่าจะเป็นสิ่งที่นางทึกทักเอาเองหรือไม่ก็ตามทีเถอะ แต่อย่างน้อยมันก็คุ้มค่ามากพอที่จะเสี่ยงละนะ...
“ในเมื่อท่านไม่มีอะไรก็สั่งอาหารมากินกันเถอะ”
เมื่อทุกอย่างจบลงแบบงงๆ แล้ว หญิงสาวก็เลือกที่จะปล่อยผ่านมันไป แล้วเติมเต็มพลังงานก่อน ถึงนางจะไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าควรจะกินเติมพลังงานนิดหน่อย ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมานางก็รู้ตัวดีว่าตนเองเจริญอาหารมากขนาดไหน แต่เมื่อมันทำแล้วนางไม่ได้อ้วนพีเป็นหมีป่า มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
ถึงอาหารในโลกนี้จะไม่ได้มีให้เลือกมากมายเท่ากับโลกที่นางจากมา หรือว่าจะมีรสชาติอะไรที่ล้ำลึก แต่ถึงอย่างนั้นการที่ได้กินของอร่อยๆ เยอะๆ โดยที่ไม่อ้วน มันก็ถือได้ว่าเป็นสรวงสวรรค์ของผู้หญิงส่วนมากอยู่แล้ว...
ถึงจะขาดของน่าอร่อยๆ ไปเยอะก็ตามเถอะ
ซึ่งเมื่ออาหารหลายจานที่หน้าตาน่าทานมาถึง หญิงสาวก็ไม่คิดจะเกรงใจใครอยู่แล้ว เพราะทั้งสองคนต่างก็เคยเห็นนางกินมาแล้ว นางจึงจัดการอาหารที่มากพอที่จะให้คนสามคนกินลงไปด้วยเวลาที่ไม่นานนัก
“ก่อนอื่นเลยข้าอยากรู้ว่าคนเมื่อก่อนหน้านี้ที่ข้าไปมีเรื่องด้วยเป็นใครมาจากไหน และมีพื้นหลังอย่างไรบ้าง ท่านน่าจะตอบได้ เพราะท่านคงรู้อะไรมากกว่าพวกเราสองคนที่ไม่เคยออกจากจวนมาก่อน”
เมื่อจัดการอาหารเสร็จและจัดการเก็บสำรับไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวที่จิบชาพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เอ่ยถามถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ เพราะนางอยากที่จะแน่ใจว่าเรื่องมันจะไม่ใหญ่จนเกินกว่าที่จะจัดการได้
“ชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนั้น คือคุณชายตู้กู่หยุนเฟิ่ง บุตรชายคนเล็กของท่านเจ้าตระกูลตู้กู่ ที่ไม่ได้รับความสนใจนัก เพราะเขาใช้ชีวิตเสเพลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ ส่วนคนอื่นๆ นั้นท่านไม่จำเป็นต่องใส่ใจ เพราะพวกเขาเป็นแค่คนจากตระกูลระดับกลางและระดับล่าง ที่เพียงแต่ตามติดคุณชายตู้กู่ไปวันๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนักขอรับ”
“อื่ม..แล้วถ้าหากไม่เป็นที่สนใจมากจากตระกูล แล้วทำไมเขาถึงยังสามารถทำตัวเช่นนี้มาได้ตั้งนาน?”
“คืออย่างนี้ขอรับ เนื่องจากคุณชายท่านนั้นเป็นบุตรคนเล็กที่เกิดจากฮูหยินรองที่ร่างกายอ่อนแอ ทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากคนในตระกูลเท่าไหร่ และการที่เขาปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากภายในมากนัก เพียงแต่ด้วยความที่เป็นบุตรชายคนเล็ก ท่านผู้นำตระกูลตู้กู่จึงทั้งรักและตามใจมาก ทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะส่งคนมาจัดการเองขอรับ”
“...”
เยว่ฮวาที่ได้ยินก็เริ่มได้กลิ่นตุตุจากเรื่องราวที่ได้ยิน เพราะคงไม่แปลกสำหรับตระกูลใหญ่ที่จะมีปัญหามาจากภายใน เพราะขนาดตระกูลนางเองก็ดูจากนางเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากนางนั้นไม่แข็งข้อขึ้นมาก็คงจะหนีไม่พ้นความตายไปนานแล้ว
ที่สำคัญนางจับแววตาคู่นั้นในตอนที่ประจันหน้ากันอยู่ได้ โดยเฉพาะในตอนที่ชายหนุ่มเหลือบไปมองบนอาหารแห่งหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธ ความแค้น แต่มันคือแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังภัย...
และที่สำคัญที่สุดก็คือกลุ่มสมุนที่ดูเหมือนจะเป็นเหมือนกลุ่มคุณหนูคุณชายข้างทางเองก็ไม่ต่างกัน แต่ละคนอาจจะดูเหมือนพวกอันธพาลไร้ค่า แต่นางกลับ “รู้สึกได้” ถึงความย้อนแย้งอย่างประหลาด
‘บางทีคนพวกนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อข้าในภายหลังก็เป็นได้’
เพราะด้วยความคิดนี้ นางจึงเพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายจุกจนสลบไม่ก็ทำให้ดูเหมือนบาดเจ็บร้ายแรง แต่ที่จริงเป็นเพียงแค่อาการทั่วไป ที่พักเพียงแค่ไม่นานก็หาย
“ถ้าอย่างนั้นถ้าเป็นไปได้ท่านช่วยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขา เท่าที่ท่านพอจะหาได้มาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสุขภาพตลอดไปจนความเป็นอยู่ภายในจวนเท่าที่ท่านจะหาได้”
“ขอรับ?”
องครักษ์ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ นางต้องการข้อมูลของคนพวกนี้ไปทำไม เพราะอันที่จริงเรื่องราวของคุณชายผู้เหลวแหลกและกลุ่มตัวปัญหาของตระกูลที่มารวมตัวกันนั้น ก็เป็นเรื่องราวเล่าลือไปทั่วที่ทุกคนในเมืองนี้ต่างก็รู้ดี จนแทบจะไม่ต้องสืบค้นด้วยซ้ำ
แล้วแบบนี้จะหาไปทำไม?
“ถ้าท่านจำได้ก่อนที่ข้าจะบรรลุวัยเองก็ไม่ต่างจากคนพวกนี้ไม่ใช่หรือ ไม่สิข้าออกจะแย่กว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะอย่าว่าแต่ชื่อเสียงที่เหลวแหลกแบบนี้เลย อันที่จริงข้าแทบจะไม่มีตัวตนอยู่ในความทรงจำของใครเสียด้วยซ้ำ...”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนคุณหนูเสียหมดหรอกนะขอรับ”
“...”
เยว่ฮวาถึงกับหยุดชะงัก แล้วหันกลับมามองที่องครักษ์ที่แสนจะคุ้นเคยด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบสนองมาเพียงแค่มองตอบ โดยที่ไม่ได้กล่าวอะไร
หญิงสาวยิ่งมาดวงตาของนางก็ยิ่งเย็นเฉียบ ความรู้สึกแปลกๆ ในร่างกาย เหมือนอะไรบางอย่างที่กำลังวิ่งวนเวียนอยู่ในร่าง และพยายามที่จะระเบิดออกมาอย่างรวดเร็ว ในอึดใจที่รู้สึกนางก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ร่ำร้องบอกให้นางเอนเอียงไปตามสิ่งนั้น และไล่ตามความรู้สึกเหล่านั้นไป
ความร้อนที่ไหลผ่านกลางลำตัว ลามเลียไปทั่วทุกส่วนในท้อง ตามด้วยเสียงหัวใจที่เต้นกระชั้นถี่ ทำให้โลหิตทั่วร่างไหลเวียนเร็วจี๋ ราวกับสายน้ำที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในร่าง
ยิ่งนางยิ่งปล่อยมันไปความรู้สึกเหล่านั้นก็เหมือนจะยิ่งรุนแรงขึ้น ตอบสนองกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในชั่วขณะ แล้วกับว่าพลังแปลกๆ กำลังตอบสนองต่ออารมณ์และความรู้สึกของนาง...
อาจจะเหมือนว่าเนิ่นนาน แต่กระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเพียงแค่ชั่วลมหายใจหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่พลังดังกล่าวจะระเบิดออกมา
ผลัก!!
ตุบ!!
เพียงแค่ชั่วพริบตา เยว่ฮวาก็หายไปจากสายตาของทั้งสองคน ซึ่งก่อนที่ทั้งสองจะรู้สึกตัวร่างของเยว่ฮวาก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้าขององครักษ์หัว ซึ่งแม้แต่ชายที่ฝึกฝนมาตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็ยังต้องตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้เขาไม่สามารถที่จะตั้งตัวได้ทัน แล้วพลาดท่าถูกต่อยเข้าไปที่กลางลำตัวเข้าอย่างจัง
ซึ่งครั้งนี้มันแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ที่เยว่ฮวาออมแรงเอาไว่ในตอนที่ต่อสู้ แต่ในครั้งนี้นางใส่เข้าไปเต็มๆ แรง และที่สำคัญคือนางใช้จังหวะที่ความเร็วจากการพุ่งตัวยังไม่จางหาย บวกกับจังหวะการวางเท้าเยื้องออกไปนิดหน่อย แล้วใช้ปลายเท้าเป็นแกนหมุน ทำให้เหมือนนางอาศัยความเร็วเป็นแรงเหวี่ยง แล้วส่งพลังมาจากปลายเท้าตลอดการใช้กล้ามเนื้อส่วนลำตัวและแขน
ส่งให้หมัดนี้ต่อยเข้าไปจนทำให้ร่างขององครักษ์กระเด็นออกไปกระแทกเข้าที่กำแพงเข้าอย่างจัง แล้วร่วงลงมากองกับพื้นก่อนที่จะสำรอกเอาของเหลวออกมาไม่หยุด
แหวะ...
แค่กๆ
“ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะรับใช้ข้าหรือรับใช้ท่านพ่อ แต่ถ้าเจ้ายังยืนอยู่เคียงข้างข้า เจ้าก็ต้องรับคำสั่งจากข้า แล้วำตามที่ข้าสั่งอย่างเคร่งครัด”
..............................................