"อะไรกันเ้าหมอนี่"
"ไปตกถังเหล้าจากที่ไหนมาวะ"
"ซกมกชะมัด"
"เ้านี่มันตายรึยังเนี่ยลองเอาไม้เขี่ยดูสิ"
"ไม่หรอกข้าว่าคงเมาไม่ได้สติมากกว่า"
คบเพลิงจำนวนไม่ต่ำกว่า 4 - 5 คบ ส่องไฟจับไปที่ร่างปริศนา บรรดาคนงานบ่นเสียงเซ็งแซ่บ้างเอามือปิดจมูก บ้างเอาไม้เขี่ยชายผู้นั้น รีอาร์ถอยออกมายืนอยู่ห่างๆ ข้างคล็อกครัช ในมือถือเทียร์บี้เ้าแมวผีซึ่งบัดนี้ในปากของมันกำลังขบเคี้ยวเศษผ้าที่ขาดแยกออกมาจากเสื้อตรงอกของชายปริศนาอย่างสบายใจ เหมือนได้ของเล่นที่ตนชอบมาอยู่ในมือ ทุกคนอึ้งกันหมดไม่มีใครคาดคิดว่าจะพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ผมสีดำขลับสะท้อนเงาให้เห็นจากแสงคบเพลิง สวมกางเกงทรงขาก๊วยสีม่วงเข้มยาวรัดตาตุ่ม จมูกโด่งริมฝีปากกระชับรับกับใบหน้าคมกริบ มีต่างหูโลหะเป็พวงสร้อยห้อยจากติ่งหูซ้ายยาวลงมาไม่ถึงบ่า เครื่องประดับสีเงินปนมณีเล็กๆ สีแดงแทรกในเนื้อโลหะรูปร่างประหลาดคล้ายใบหน้าปีศาจขนาดเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือ ตรงกลางประดับด้วยมณีสีดำดูทรงพลังอำนาจเร้นลับและน่าสะพรึงอย่างบอกไม่ถูก ชายคนนี้มีความสูงประเมินจากสายตาไม่เกิน 170 เห็นจะไม่พลาด เป็จริงดังคำของคนงานกล่าว เขาเมาหลับไม่ได้สติเลย แม้จะถูกจับเขย่าอย่างแรงก็ไม่ยอมตื่น
ลิซาน่าเดินเข้ามากระตุกชายผ้าคลุมของบิดา คล็อกครัชหันมองเธอก็เห็นแววตาใสแหงนมองจองอยู่ก่อนแล้ว เธอขมวดคิ้วหน้าตาจริงจังเหมือนมีอะไรจะพูด ก่อนชี้ไปทางเ้าหนุ่มคนดังกล่าว คล็อกครัชก้มตัวลงต่ำมองที่ลูกสาว
"มีอะไรเหรอลิซาน่า"
"พ่อต้องพาเขากลับไปด้วยนะ" เด็กหญิงกล่าวกับบิดา
"เอ๊ะ ทำไมพ่อต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ เราไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนผู้นี้ดีพอ เป็โจรหรือเปล่าก็ไม่รู้ หากเอากลับไปเกิดเขาทำเราเดือดร้อนขึ้นมา....."
"เขาช่วยชีวิตหนูกับเทียร์บี้ไว้ตอนเราโดนพายุทรายเล่นงานคะ"
คำอธิบายนั้นปะาความรู้สึกระแวงในใจหัวหน้าคณะเดินทางจนสิ้น เขาหันไปมองชายหนุ่มผู้เมามายไม่ได้สติตาเป็ประกาย ผิดจากตอนแรก รีอาร์ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่าง 2 พ่อลูก คล็อกครัชหันสบตาลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ พยักหน้าแทนคำสั่ง รีอาร์เข้าใจความหมายของการสื่อสารนั้นโดยไม่ต้องอาศัยคำพูดใดๆ เขายื่นเทียร์บี้ให้ลิซาน่า ก่อนเดินตรงเข้าไปพยุงแขนของชายปริศนาโดยไม่มีทีท่ารังเกียจ แต่น้ำหนักของคนผู้นี้ เกินกว่าแรงคนเพียงคนเดียวจะรับไหว พวกลูกหาบเห็นรีอาร์พยุงจวนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ทุลักทุเลเซไปมาจึงรีบเข้าไปช่วยหิ้วปีกอีกข้างบ้างก็ช่วยกันยกขาและลำตัว
"โอ้โหเว้ย เ้าบ้านี่ ไปกินตัวอะไรที่ไหนมาหนักชะมัดเลย"
"เ้านี่ใช่คนแน่เหรอท่านรีอาร์ เอากลับไปด้วยจะไม่เป็ไรแน่นะขอรับ"
ลูกหาบบ่นพลางช่วยกันแบกร่างชายขี้เมา แต่ถึงแม้จะใช้แรงคนยกเกินกว่า 5 ก็ใช่ว่าจะทำให้การลำเลียงเป็ไปด้วยความสะดวกและง่ายขึ้น ยิ่งเป็การยกของหนักเดินผ่านพื้นทรายแล้วด้วย ยิ่งทำได้ยากกว่าพื้นดินแข็งปกติหลายเท่า พื้นทรายดูดประกอบกับน้ำหนักจากแรงกดของสิ่งที่แบก ทำให้เท้าพวกเขาจมลงพื้นจนมองเห็นเพียงท่อนขาเลย่ตาตุ่มขึ้นมานิดหน่อย เสียงหอบและกลั้นใจในบาง่มีให้ได้ยินอยู่เป็ระยะ มีควันขาวพ่นออกจากปากเพราะอุณหภูมิภายนอกหนาวเหน็บ ระหว่างมุ่งหน้าไปหาทาร์ซขนสัมภาระตัวใหญ่ที่สุด มันยืนถัดไปทางขวามือของอีกตัว พวกเขาหมายใจจะให้ชายหนุ่มนั่งไปบนหลังของสัตว์ขนสัมภาระตัวนี้เพื่อเดินทางกลับค่ายพักพร้อมกันกับทุกคน
"นี่เป็เื่ควรทำ และเป็ความประสงค์ของนายท่าน พวกเ้าไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะคอยจับตาดูเขาเอง"
รีอาร์ตอบคำถามลูกน้องขณะแบกเคลื่อนที่พร้อมกัน
ในที่สุด ภาระอันหนักอึ้งก็ถูกถ่ายโอนให้กับเ้าทาร์ซเคราะห์ร้ายตัวนั้น เ้าหนุ่มคนนี้คงจะตัวหนักจริงเช่นใครๆ ว่า เพราะขนาดสัตว์ลากเกวียนที่ถูกออกแบบสรีระทางธรรมชาติให้สามารถทนต่อแรงบรรทุกสูงสุดได้ 5 - 6 ตันยังทำหน้าหยี้ส่งเสียงร้องเบาๆ มันถึงกับงอขาย่นเข่าทั้งสี่เพราะแรงกดมหาศาลของน้ำหนักตัวคนที่นอนพาดกระดูกสันหลังโดยมีเชือกรัดทับรอบกันหล่น มัดตัวเขากับลำตัวของมันเอาไว้ด้วยกันอย่างแ่า ฝ่ายบรรดาลูกหาบหลังจากอดทนทรมานแบกอยู่พักหนึ่ง ทุกคนถึงกับทิ้งตัวลงนอนกับพื้นหายใจหอบแรงๆ เอาไอความร้อนออกมาจากร่างกายราวกับเครื่องจักรไอน้ำ เสียงร้องโอดครวญระบมจากอาการปวดแขนขาระงมขึ้นตามประสาคนหมดเรี่ยวแรง เหลือเชื่อว่างานแบกคนคนเดียวไปส่งบนหลังสัตว์ลากเกวียนในระยะทางสั้นๆ ไม่กี่สิบก้าว จะทำให้เหงื่อท่วมโทรมกายเปียกไปทั้งตัวกันถึงขนาดนี้ แม้อยู่ในสภาพอากาศหนาวเหน็บเต็มไปด้วยไอหมอกก็ตาม
ทุกคนนั่งพักกันเกือบ 10 นาที ดื่มน้ำจากถุงกระเพาะสัตว์เย็บสีน้ำตาลที่ทำขึ้นเป็พิเศษเอาไว้เก็บน้ำสำหรับพกพาสะดวก พอหายเหนื่อยดีแล้วทั้งขบวนก็เคลื่อนพลขึ้นเนินกลับที่พักอันเป็จุดหมาย ลิซาน่านั่งอยู่บนตักบิดาบนหลังกวางเขาดาบของทาร่า กำลังเดินตามหลังกวางที่ลีอาร์บังคับนำหน้าขบวนอยู่ มันเป็การเดินขึ้นเนินด้วยความลำบากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง หมอกลงหนาจัดมองเห็นเส้นทางไม่ค่อยถนัดเท่าที่้า รีอาร์ส่งเสียงเรียกคนงาน 2 คนขึ้นมาเดินนำเขาโดยให้ถือไต้คบเพลิงส่องไปข้างหน้า ขบวนเคลื่อนช้าๆ อย่างระมัดระวังรอบคอบไม่เร็วจนเกินไป เพราะอาจจะไปชนกับก้อนหินใหญ่ที่มองไม่เห็นจากทางด้านหน้าได้
"ไงเ้าตัวแสบ รอบนี้ทำเอาพ่ออกสั่นขวัญหายเลย รู้ไหมว่าคนทั้งขบวนเกวียนเขาวิ่งวุ่นเพราะตามหาเ้าเพียงคนเดียว อลม่านกันไปหมดไม่ต้องหลับต้องนอนกัน เคราะห์ดีแค่ไหนแล้วที่เ้าปลอดภัยรอดจากพายุทรายมาได้"
คล็อกครัชตำหนิลูกสาว แต่ไม่กล้าดุมากจนเกินไป น้ำเสียงของเขาเรียบสงบฟังดูเหมือนปลอบใจมากกว่าเป็การตำหนิด้วยซ้ำ เกรงว่านางยังเสียขวัญจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่หาย เมื่อกล่าวจบก็ยกมือขึ้นลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดูปนสงสารอย่างจับใจ เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน สองตาจับจ้องและดึงเข้ามากอดแนบชิด
เด็กหญิงตัวเล็กเงยหน้าส่งยิ้มให้บิดาทั้งที่ยังหลับตาปี๋ เธอหัวเราะแฮะๆ ไร้ข้อโต้แย้งใดๆ ภายในอ้อมอกอุ้มเ้าแมวขนสองสี มันกำลังกัดฟัดเศษผ้าที่ฉีกมาได้อย่างมันเขี้ยว เป็เพราะมันตัวเดียวเลยที่ก่อปัญหาทั้งหมดขึ้น ลิซาน่าเล่าเื่ราวของเธอให้คล็อกครัชฟัง ระหว่างเดินทางกลับ เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าขบวนเกวียนจะตัดสินใจไต่ขึ้นเนินทรายเพื่อหลบพายุ ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบถึงกระแสลมเชี่ยวกรากหรือกลิ่นของละอองทรายชื้นที่ลอยตามลมมา คุณหนูลิซาน่า ตื่นขึ้นจากเตียงหลังนอนหลับมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้ขบวนเกวียนที่เธอพำนักกำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง ห้องทั้งห้องสั่นเพราะแรงจากการเคลื่อนที่
"เกวียนลำดับที่ 13-17 ขนระวังๆ หน่อย สินค้าข้างในเป็เครื่องแก้วและเครื่องประดับคริตตัล อย่าให้แตกเสียหายหรือมีตำหนิเด็ดขาด"
เสียงของคล็อกครัชะโสั่งงานอยู่ด้านนอก ลิซาน่าเอียงหูฟังเพียงครู่ มีอาการสะลึมสะลือเพราะเพิ่งตื่น เธอไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะรู้ว่าพ่อกำลังทำงานอยู่ด้านนอก ครั้นก็ยืดแขนสองข้างขึ้นสูงเหนือศรีษะบิดี้เีไปมาเสียงดังกร๊อบลั่นไปทั้งร่าง แล้วลุกจากเตียงเดินออกมายืนตรงมุมหน้าต่างเอามือปิดปากหลับตาหาวทำเสียงแจ๊บๆ เมื่อหาวเสร็จ ตามองออกไปข้างนอกผ่านช่องสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 1 เมตรก่อนจะหันมองดูเวลาจากนาฬิการูปร่างเหมือนนกฮูกที่แขวนติดข้างฝาเกวียนที่พัก เหนือโซฟาตัวโปรดของบิดา ขณะนี้ เป็เวลาบ่าย 2 ครึ่ง แดดข้างนอกร้อนจัดไม่มีลมพัดหรือเค้าโครงของเมฆฝนมาบดบังเป็ร่มให้ ทิวทัศน์ภายนอกที่เคลื่อนผ่านไปตามการไหลของเกวียนที่ขยับเคลื่อนไปด้านหน้า เด็กหญิงถอนหายใจยาวผละจากหน้าต่างเดินมานั่งที่โซฟาหยิบถุงน้ำขึ้นดื่มแก้กระหาย ใบหน้าแสดงอารมณ์หงุดหงิดปรากฏให้เห็นบ้างเล็กน้อย สายตากวาดไปรอบๆ ห้องก็เห็นแต่บริบทเดิมๆ
"เฮ้ออ น่าเบื่อชะมัด" เธอบ่น "เทียร์บี้ อยู่ที่ไหนออกมาเล่นกัน"
เด็กหญิงส่งเสียงเรียกแมวตัวโปรด เธอลุกจากโซฟาทั้งก้มทั้งเงยส่องหามันจากทุกซอกมุม ไม่ว่าจะบนเตียงในผ้าห่ม ใต้เตียง หรือแม้แต่ใต้โซฟา ก็ปราศจากเงาของเ้าสัตว์หน้าขนตัวเล็ก 4 ขา ปกติแล้วมันไม่เคยห่างจากเธอเลย ครั้งล่าสุดที่เห็นเหมือนมันพยายามผลักหน้าต่างที่ปิดเอาไว้ ก่อนเธอจะหลับไป บัดนี้หน้าต่างที่ว่าบานนั้นถูกเปิดออกเพื่อระบายอากาศโดยพ่อของเธอ ขณะที่เธอกำลังหลับอยู่บนเตียง
"เวรกรรม ไอ้เ้าแมวดื้อเอ๊ย"
เธอสบถอย่างเดือดดาล คิ้วขมวดหน้านิ่วหายใจแรงพองลมใส่แก้มจนป่อง โดยไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง ลิซาน่าคว้าถุงน้ำและสร้อยขลุ่ยที่ทำมาจากกระดูกสัตว์อันเป็สมบัติส่วนตัวที่พ่อของเธอมอบให้กระโจนออกไปทางหน้าต่าง เคราะห์ดีที่พื้นเบื้องล่างเป็ทรายละเอียดสามารถรองรับน้ำหนักของเธอได้โดยไม่ทำให้าเ็แต่อย่างใด เธอสอดส่องมองหาร่องรอยของสัตว์เลี้ยงไปตามเกวียนคันต่างๆ ด้วยความที่ตัวเล็กประกอบกับทุกคนกำลังยุ่งทำงานกันจึงไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ ลิซาน่าเดินสำรวจห่างจากขบวนเกวียนออกไปเรื่อยๆ กระทั่งมองไม่เห็นท้ายของขบวน ใจเธอจดจ่ออยู่กับการตามหาเทียร์บี้เพื่อนรักเพียงตัวเดียวของเธอที่หายไป
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบ ตอนนี้เมฆก้อนใหญ่เริ่มไหลรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เมฆฝนสีดำปกติที่ตั้งเค้า หากแต่เป็เมฆหนาที่ก่อตัวรวมกันจากแรงลมพายุหอบมา จากก้อนเล็กถูกสะสมทับกันเป็ก้อนใหญ่ มันคือสัญญาณเตือนของการเกิดภัยพิบัติในอีกไม่ช้า ลิซาน่าเดินทิ้งห่างจากกองเกวียนมาไกล กว่าจะรู้สึกตัวก็พลัดหลงเสียแล้ว เด็กหญิงตัวเล็กเดินมาหยุดใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ สูงเด่นแผ่กิ่งก้านตั้งเหมือนเสาค้ำฟ้า ใบและต้นสีน้ำตาลสด มียางไหลออกมาจากกิ่งเป็จุดจ้ำๆ สูงจากพื้นดินนับร้อยๆ เมตร เป็สถานที่เดียวในทุ่งแห้งแล้งที่พอใช้หลบแดดได้ สภาพโดยรอบมีเพียงผืนทรายกับสายลมแรง เมื่อลิซาน่ามาหยุดอยู่ใต้โคนต้น ขนาดตัวของเธอเมื่อถูกเปรียบกับไม้ั์ แทบไม่ต่างจากมดตัวเล็กๆ ที่ยืนต่อหน้าเสาโรมันขนาดใหญ่เกินกว่าใครจะมองเห็นร่าง
"เทียร์บี้ เฮ้ เทียร์บี้ เ้าอยู่ที่ไหน ข้าจะกลับแล้วรีบออกมานะ"
มันเป็ยามเย็นที่แสนโดดเดี่ยวสำหรับคุณหนูตัวเล็กๆ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เต็มไปด้วยละอองทรายแผ่ปกคลุม สายลมกรรโชกหนักขึ้นทุกวินาที แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เื้ัก็เริ่มสั่นทีละน้อยเนื่องจากลมบนแรงผิดปกติ ปลายยอดของมันััถึงความเปลี่ยนแปลงที่มาจากมรสุม กิ่งก้านั์ใหญ่โตเสียดสีกันส่งเสียงราวกับสัตว์ร้ายกรีดร้อง เด็กหญิงยืนทึ่งตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก หน้าถอดสีซีดเหมือนไก่ต้ม เธอถอยหลังเข้าไปหลบตรงโคนรากไม้อันใหญ่โตจนเกือบจะกลายเป็โพรงถ้ำ ลิซาน่าตัวสั่น เธอนั่งขดตัวกอดเข่าราบไปกับพื้น ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงดังหึ้ม มาแต่ไกล สายลมสีน้ำตาลเข้มขดเป็เกลียว ตั้งเสาสูงเสมอยอดต้นไม้ใหญ่ โครงสร้างที่ก่อตัวขึ้นมาจากมวลพายุและทรายจำนวนมหาศาลซัดขนาบเบียดเสาพฤกษาขนาดั์ มันสั่นคลอนโครงเครงไปมาเมื่อปะทะกับพายุใหญ่ ไม่นานพื้นที่โดยรอบก็เต็มไปด้วยเม็ดทรายจำนวนมหาศาล ก่อรูปเป็กำแพงสูงสาดเข้ามาราวกับคลื่นั์สึนามิ เด็กหญิงส่งเสียงกรี๊ดลั่นสุดเสียง เอามืออุดหูหลับตานั่งขดเข่าอยู่ตรงโคนไม้ั์ แรงลมซัดเธอจนเขยื้อนไปติดกับผนังรากไม้ทางด้านขวา เสียงพายุดังสนั่นหวั่นไหวไม่ต่างอะไรกับฟ้าถล่ม แรงลมกระชากเอาทุกสิ่งทุกอย่างหอบลอยขึ้นไปในอากาศ แผ่นดินสั่นะเืเลื่อนลั่น เอนไหวไปมาเกิดจากการยกตัวของต้นไม้ต้านกับแรงลมจนทำให้รากของมันถูกงัดขึ้นทีละน้อย ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่อันโกลาหน ปรากฏร่างหนึ่งบุรุษเดินเข้ามาหยุดอยู่ต่อหน้าของเธอ ลิซาน่ารู้สึกว่าลมจากภายนอกเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอลืมตามขึ้นก็เห็นชายคนหนึ่ง ผมสีดำขลับร่างกายแข็งแรงกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเกือบจะทุกส่วนของสรีระ สวมเสื้อผ้าเก่าและขาด เขาส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยนนัยตาสีน้ำตาลอ่อน จ้องเธอเหมือนจะปลอบประโลมให้พ้นจากความหวาดกลัว ก่อนจะยืนมือขวามาให้ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เพียงแค่เขายืนบังพายุ แรงลมจากภายนอกก็ไม่อาจััโดนตัวเธอแม้แต่น้อย ลิซาน่าปาดน้ำตาด้วยมือขวาทั้งสองแก้มเธอยื่นมือไปวางบนฝ่ามือของเขา ครั้นแล้วทุกสิ่งอย่างก็นิ่งสนิทราวกับถูกหยุดเวลาไว้ นั่นคือความทรงจำที่ของเธอที่พอระลึกได้ก่อนหมดสติไป
"เ้าจำได้แค่นี้เหรอ"
ผู้เป็พ่อถามลิซาน่า ดูเขาลุ้นมากเป็พิเศษขณะได้ฟังเื่ราวที่ลูกสาวเล่ามา
" เ้าค่ะ หลังจากนั้นลูกก็ตื่นขึ้นมา ค้นพบว่าตัวเองสลบอยู่บนพื้นทรายมองไปทางไหนก็เห็นแต่กิ่งไม้ขนาดใหญ่วางพาดเหมือนงูั์อยู่รอบๆ ทุกอย่างมืดสนิทมีแต่หมอกและเงาไม้ มองไม่เห็นอะไรได้ถนัด อากาศก็เย็นจัด ลูกเอาแขนถูตัวเองอยู่ตั้งนานสองนาน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องหม่าวๆ ของเ้าตัวดีเทียร์บี้ มันกำลังขุดคุ้ยและกัดขย้ำเศษผ้าอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนหน้านี้มันไปอยู่ไหน ลูกพยายามดึงมันออกมาแต่ไม่ว่าจะดึงอย่างไรมันก็ไม่ยอมปล่อย พอนึกได้ก็เลยหยิบขลุ่ยที่ท่านพ่อมอบให้ขึ้นมาเป่าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็คือเวลาไม่นานมานี้ที่ท่านพ่อนำคนออกมาตามหาลูกจนเจอ"
"หรือบุคคลที่เ้าพูดถึงก็คือชายคนนั้นที่เราเพิ่งขุดขึ้นมาได้"
คล็อกครัชถาม ชี้หัวแม่มือไปทางด้านหลัง เด็กหญิงพยักหน้าตอบ ใบหน้าเธอใสซื่อบริสุทธิ์เกินกว่าจะพูดโกหก ตลอดเวลาที่ผ่านมาหัวหน้าคณะเดินทางเลี้ยงลูกสาว ด้วยความเอาใจใส่เธอไม่เคยพูดโกหกตลบตะแลงเลยสักครั้งหากความเป็จริงดังที่เธอเล่ามาหมายความว่าชายหนุ่มผู้นี้อุ้มเธอไต่ขึ้นต้นไม้สูงท่ามกลางแรงพายุอันหนักหน่วงโดยใช้แขนเปล่าๆ เพียงข้างเดียวและขาอีกสองข้างค้ำยันเหยียบเปลือกขึ้นไป มันจะเป็ไปได้ยังไง ในโลกนี้จะมีคนที่มีพละกำลังมหาศาลขนาดต้านทานแรงพายุโหมอันบ้าคลั่งของนรกทะเลทรายได้ ต้นไม้ใหญ่ที่ลิซาน่าเล่าหรือก็คือจุดที่เราพบเธอกับเทียร์บี้ตรงนั้นคือยอดไม้สูงตามที่เธอกล่าวอ้าง
"ไม่มีทาง ไอ้หนุ่มนั่นจะสร้างปาฏิหารย์พิศดารค้านกฏธรรมชาติของโลกได้อย่างไร"
คล็อกครัชพูดในใจระหว่างตรึกตรองด้วยเหตุผล
"หม่าว หม่าว ง้ำๆ "
เสียงของแมวป่าตัวจ้อยกำลังสนุกกับการฝังเขี้ยวเล็บลงบนเศษผ้าดังขึ้น ระหว่างพ่อลูกกำลังสนทนากัน
"ไม่เอาน่า อยู่นิ่งๆ สิเ้าเด็กดื้อ"
ลิซาน่าขู่มันด้วยน้ำเสียงที่หนักและดุดัน ทันใดนั้นเอง คล็อกครัชก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างบนเศษผ้าขาดที่เทียร์บี้กำลังกัดแทะเล่น เขาแย่งมันมาจากปากเ้าแมวตัวน้อยมันส่งเสียงขู่ดังก้อง ทำท่าโวยวายประท้วงทวงของรักกลับคืนมา ลิซาน่ากอดมันแน่นไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหน เป็เศษผ้าขาดที่มีขนาดและความยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัดลักษณะเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งรูและรอยขาดวิ่นอยู่บริเวณ่ขอบของริม หัวหน้าคณะเดินทางเอาคบเพลิงมาส่องดูใกล้ๆ พินิจมองอย่างตั้งใจ เขาพบว่าตรงกลางของเศษผ้านั้น มีหนังของสัตว์ชนิดหนึ่งถูกเย็บร้อยติดอยู่กับผ้าที่ขาดวิ่น เต็มไปด้วยรอยเขี้ยวเล็บของแมวป่าสัตว์เลี้ยงของลูกสาวตนเอง แต่ว่าตรงหนังที่ถูกเย็บติดอยู่นั้น กลับไม่พบร่องรอยขีดข่วนใดๆ ทิ้งปรากฏให้เห็น ยิ่งพินิจมองก็ยิ่งคุ้นตา ขนสีเหลืองอ่อนส่องสะท้อนกับคบเพลิง มีลายขาวพาดตัดเป็เส้นๆ ออกสีเงินประกายแทรกอยู่ในบางจุด จากประสบการณ์การเป็พ่อค้าของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเห็นหนังของสัตว์ชนิดนี้มีมาก่อน มีจำหน่ายกันในตลาดมืดเฉพาะอัศวินผู้สูงศักดิ์หรือมหาเศรษฐีเท่านั้นที่จะสามารถมันได้ แม้แต่หอกอันคมกริบที่กล่าวกันว่าสามารถทะลวงหินแกร่งจนเป็รูโบ๋ ก็มิอาจทะลวงผ่านไปได้ ความแข็งแกร่งที่เป็ตำนานกล่าวขานจากอดีต ขัดแย้งกับความยืดหยุ่นนิ่มนวลเมื่อััด้วยของมือ
"ไม่ผิดแน่ หนังของพยัคฆ์หินอาบารอน"
คล็อกครัชอุทาน รีอาร์ที่ขี่กวางนำหน้าขบวนอยู่ได้ยินถนัดหูเขาหันมามองด้วยความสนใจ
" จริงเหรอขอรับนายท่าน" รีอาร์ถามดังมาแต่ไกล คล็อกครัชพยักหน้า
"ใช่ ข้ามั่นใจ จำได้ถนัดตาเลยล่ะ ว่าแต่ทำไมเ้าหนุ่มนี่ถึงมีของล้ำค่าขนาดนี้อยู่ในความ พยัคฆ์หินอาบารอนนั้น ต่อให้ใช้คนนับร้อยก็ใช่ว่าจะจับมันได้ หรือต่อให้มีอาวุธครบมือ ก็ไม่ง่ายที่จะฆ่ามันให้ตายแล้วเอาหนังมาทำเป็ชุด ที่ข้าถืออยู่ในมือนี้คิดว่าน่าจะเป็เพียงเส้นใยจากขนเพียงไม่กี่เส้น ถูกนำถักร้อยแทรกลงไปในเนื้อผ้าธรรมดา จะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนถึงสามารถล้มเ้าสัตว์ร้ายมหากาฬตัวนี้ลงได้ด้วยตัวคนเดียว"
หัวหน้าคณะเดินทางขมวดคิ้วเหลือบหางตามองไปด้านหลัง บุคคลที่นอนเมาหลับไม่ได้สติส่งเสียงกรน ครอกครอก เป็ระยะไม่ขาดสาย เต็มไปด้วยความลับมากมายที่ยากเกินกว่าใครจะคาดเดา
(บทประพันธุ์ : ัขาวเล่าเื่)