เสวี่ยเหมยนางรู้สึกว่าท้องน้อยๆ ของนางนั้นเหมือนมีกระแสอุ่นๆ ไหลเข้ามาเป็สายไม่ขาด ไหลผ่านลำคอจนร้อนผ่าว แต่แล้วปากนางก็เผลอคายออกไปเสียนี่
ไม่นะ! นาง้าอีก ได้โปรดเถอะ
“เหมยเอ๋อร์ นางชอบดื่มนมเ้าถึงเพียงนี้” เสียงหัวเราะน้อยๆ ของบุรุษค่อยๆ ดังขึ้น เรียกสติสัมปชัญญะของเสวี่ยเหมยขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
ฉับพลัน ดวงตานางเบิกโพล่งทันที
นี่นางถึงกับดื่มนม นางดื่มนม! เด็กทารกปกติคนอื่นจะมีใครที่มาคอยรับรู้ว่าตัวเองดื่มนมจากเต้ากัน มีแต่นางเท่านั้นหรือที่ได้ัั ์ ท่านกำลังลงโทษหรือช่วยเหลือนางอยู่กันแน่ ให้นางไม่ต้องรับรู้เหมือนเด็กคนอื่นได้หรือไม่ แต่..นางกลับปฏิเสธไม่ได้ว่ารสน้ำนมที่กำลังอบอวลอยู่ในปากเล็กนั้น ช่างหอมหวานชวนให้คิดถึงยิ่งนัก
ช่างเถอะ... ดื่มก็ดื่ม ไม่ใช่เื่ยาก เด็กทารกอย่างนางจะกินอะไรได้เล่าตอนนี้
“นางน่าชังนัก ลูกของข้า ‘เสวี่ยเหมย’ ” เสียงของสตรีที่นางจับจองไว้เป็มารดาในชาตินี้ดังขึ้น ข้างๆ ของนางมีบุรุษอยู่ด้วยอีกคน เสวี่ยเหมยจึงนึกคิดสักครู่...
งั้นท่านก็เป็บิดาข้าก็แล้วกัน
เสวี่ยเหมยรึ... อา ชื่อนี้นับว่าไม่เลว คิดได้ดังนั้นเปลือกตาน้อยๆ ของทารกก็ค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง ภาพจำต่างๆ ว่านางเป็ใคร เคยมีชื่อว่าอย่างไร มาจากที่ไหน ก็ค่อยๆ จางลงช้าๆ ไปพร้อมกับความรักอันอบอุ่น แสนบริสุทธิ์อย่างหาได้ยาก เพิ่มเข้ามาในใจนางเป็เวลาเดียวกัน
ณ จวนแม่ทัพใหญ่เมืองหมาน ทิศทักษิณ ในแคว้นฝูหยวน
“อาเหว่ย ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ตรงนั้น อย่ามาหลบข้า ข้าเห็นชายเสื้อของเ้าแล้ว”
จางเหว่ยบุตรชายของจางจิ้งวัยสิบสามปีถอนหายใจอย่างแรงก่อนค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังพุ่มไม้ใหญ่ที่เขาซ่อนอยู่
“คุณหนูใหญ่ ปล่อยข้าไปฝึกยุทธ์เถอะ เกรงว่าอาเหล่ยคงฝึกแซงหน้าข้าไปหลายร้อยกระบวนท่าแล้ว”
“เื่นั้นย่อมได้ แต่ข้าขอตามไปฝึกด้วย” ได้ยินดังนั้นเด็กชายก็สะดุ้งโหยง
นางเป็ถึงคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพเชียวนะ! เื่อย่างสตรีเหตุใดไม่ทำ มารบเร้าขอไปฝึกฆ่าฟันเยี่ยงบุรุษ ชายใดจะมาแต่งกับท่านกันแบบนี้ เสียงของจางเหว่ยกึกก้องถามตัวเองในหัว แต่กลับหาได้มีผู้ใดตอบไม่ จะมีผู้ใดรับรู้เื่ปวดหัวของเขาได้อีก
“คุณหนูเ้าคะ” ทันใดนั้นเหมือนจางเหว่ยเห็นเทพธิดาน้อยจากฟากฟ้าลงมาช่วย เสียงของนางสดใสราวกระดิ่งเงินเล็กๆ ที่ถูกกระแสลมพัดโดนเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ
เสวี่ยเหมยไม่ได้หันไปมองแต่อย่างใด แต่บุรุษข้างๆ นางกลับหันไปเสียรวดเร็ว จนเสวี่ยเหมยได้แต่คิด
ฮึ อาเหว่ยเอ๋ย เ้านี่มันเก็บซ่อนอารมณ์ไม่เก่งจริงๆ โดนแม่นางน้อยวัย ‘ห้าขวบ’ เช่นข้าเห็นยังไม่รู้ตัวอีก
“เ้ากลับมาแล้ว อาซิง” ในที่สุดนางก็หันไปมองทางต้นเสียง ดรุณีน้อยวัยสิบปีต้นๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยกำลังแรกแย้มทีเดียว ยิ้มของซิงซิงสดใส ทำให้ผู้ใดที่พบเห็นเป็ต้องหลงรักเด็กสาวนางนี้
ซิงซิงมองไปยังคุณหนูของนาง เวลานี้คุณหนูของนางอายุเพียงห้าปี แต่นิสัยการพูดการจาของนางนั้น ดูโตเป็ผู้ใหญ่มากกว่านางที่เป็สาวใช้เสียอีก นี่คือสิ่งที่นางภูมิใจ! คิดได้ดังนั้นซิงซิงก็ยิ้มกว้างขึ้น ตาทั้งสองข้างหยีเป็เส้นตรงพาให้คนเอ็นดูยิ่งนัก
“เ้าไปตลาดเสียนานเสี่ยวซิง ดูสิข้าเกือบโดนคุณหนูหลอกให้พานางไปฝึกยุทธ์อยู่แล้ว” เสียงของเด็กชายดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังกล่าวต่อไปอีกว่า “นางตัวแค่นี้ แต่วิชาของนางจะเทียบเคียงข้าและอาเหล่ยได้อยู่แล้ว เ้าพาคุณหนูไปหัดดีดพิณ เขียนกลอนเสียเถิด เดี๋ยวนี้เลยยิ่งดี!”
เสียงของจางเหว่ยบ่นดังขึ้นมาไม่หยุดไม่หย่อน เสวี่ยเหมยทนฟังไม่ไหวเลยแอบลาก ‘คนงามน้อย’ ของเขาออกมาอย่างเงียบๆ พอจางเหว่ยรู้ตัวก็ะโลั่นเสียงดังทั่วจวน “นี่! คุณหนูใหญ่ พวกท่านจะทิ้งข้ารึ!”
เสียงคำรามบุรุษน้อยดังลั่น เสียงสตรีน้อยรับตาม หัวเราะใสกังวานทั่วจวนแม่ทัพในเวลาจวบเย็นยามเซิน[1]
เมื่อกลับมาถึงเรือนเยว่เหมย เสวี่ยเหมยนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาต่างๆ
จวนแม่ทัพนับว่าทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม่ทัพใหญ่ ‘เสวี่ยถง’ บิดาของนางนั้น ในยุคนี้อาจจะโดนผู้คนกล่าวหาได้ว่ากลัวภรรยา เพราะพ่อของนางมีฮูหยินในบ้านแค่ท่านแม่ของนางเพียงผู้เดียว แต่ในโลกยุคที่นางตายจากมาถือว่าเป็บุรุษที่ใครๆ ต่างก็้า แม่ของนาง ‘เหยียนเยี่ยน’ เป็เพียงบุตรสาวของพ่อค้าธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นฝั่งท่านตาของนางชื่อเสียงก็นับว่ามีไม่น้อย มองเข้าไปในเมืองหลวง การค้าหลายอย่างนั้นเป็ของตระกูลเหยียน หอสุรานับไปจนถึงร้านเครื่องประดับเสื้อผ้าทั้งหลายก็ล้วนใช่
แต่ตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพกลับกลายเป็แม่ของนางอย่างง่ายดาย ผู้คนต่างนึกอิจฉามารดาของนางไม่น้อย แม้ฮูหยินชราตระกูลเสวี่ยจะโน้มน้าวให้ตำแหน่งนางเป็เพียงอนุ ท่านพ่อก็หาได้ยอมไม่
นับั้แ่เหตุการณ์ในวันนั้น ก็ผ่านล่วงเลยมาห้าปีเลยทีเดียว เป็ห้าปีที่ไม่ต้องไปเสียเงินเรียนรู้ภาษา จ้างอาจารย์แพงๆ มาสอน ก็อย่างที่ว่าเด็กที่ไปเกิดและเติบโตต่างประเทศั้แ่ยังเล็ก ถึงพูดได้แม้จะไม่ใช่ประเทศตัวเอง
และก็เป็ห้าปีเช่นกันที่นางได้มีความสุขมากที่สุดั้แ่เกิดมา เพียงเพราะนางมีพ่อแม่อย่างคนอื่นเขาเสียที ชีวิตใหม่นี้ที่์มอบให้ นางก็นับว่าคุ้มแล้ว…
ณ วังหลวง แคว้นฝูหยวน ในเมืองฟาไฉ่
เสียงเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังนั่งหัวเราะกันอย่างสนุกสนานในสวนดอกไม้หลวง เสียงใบไม้บรรเลงเพลงแว่วเสียดสีกันดั่งกับกำลังเกี้ยวดอกไม้สาวอยู่รำไร กระทบกันไพเราะเสนาะหู ลมเย็นพัดโชยมาจนแทบอยากจะเคลิ้มหลับลงไปบนพื้นหญ้านุ่มๆ ในตอนนี้เสียจริง มองลึกเข้าไปในกลางสวนเห็นเหล่าองครักษ์ยืนอยู่ด้านหลังพวกกลุ่มเด็กหนุ่มน้อยใหญ่ทั้งหลาย ฉับพลันก็มีเสียงหนึ่งกล่าวแทรกขึ้นมา
“แล้วบุตรสาวในจวนแม่ทัพเล่า สหายของน้องสี่รู้หรือไม่ ข้าเคยได้ยินมาว่านางฉลาดนัก” เมื่อจู่ๆ คำถามนี้ดังแทรกขึ้นมาเหล่าองค์ชายทั้งหลายกลับพากันตัวแข็งค้าง ทุกสายตาหันไปมองเ้าของคำถามเป็ตาเดียว
ทั้งที่เมื่อกี้ ‘องค์ชายสาม’ ผู้นี้ไม่พูดไม่จา จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาจึงพาทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน
เหล่าองค์ชายทั้งหลายที่นั่งสนทนากัน ยามนี้มีองค์รัชทายาทร่วมวงด้วย โดยที่องค์รัชทายาทหรือองค์ไท่จื่อนี้เป็โอรสที่เกิดจากฮองเฮาและได้นามว่า ‘ฝูอี้หลาน’ องค์ชายสี่ ‘ฝูอี้ไจ่เยี่ย’ ที่เป็ผู้เปิดประเด็นสนทนามานั้นเกิดมาจาก เสียนเฟย องค์ชายสี่นั้นมีสหายจากด้านนอกวังหลวงไว้คอยส่งข่าวสารบ้านเมืองไม่ขาด องค์ชายใหญ่ ‘ฝูอี้เจิ้ง’ เกิดจากกุ้ยเฟยได้แต่นั่งฟังเงียบๆ และยังไม่ทันได้กล่าวอะไรก็ประหลาดใจไปกับองค์ชายสาม ‘ฝูอี้หรงจวิ้น’ ไปเสียก่อน
ฝูอี้หรงจวิ้นคือโอรสอีกองค์ที่เกิดจากฮองเฮา เป็สายเืแท้ๆ มารดาเดียวกันกับองค์รัชทายาท ส่วนองค์ชายรองนาม ‘ฝูอี้เฮยจิ่น’ เป็โอรสเกิดจากเต๋อเฟยเขานั่งฟังอย่างตั้งใจ โดยข้างๆ มีองค์ชายห้าที่มารดาอยู่ในตำแหน่งเป่าหลิน นามว่า ‘ฝูอี้หย่ง’ ที่กำลังพากันสะกิดดูพี่สามน้องสามของตนเองทั้งคู่
“พี่สาม ไม่ยักรู้ว่าท่านสนเื่สตรีด้วย แต่ข้าว่าท่านอย่าไปอะไรกับบุตรสาวแม่ทัพเลยเถอะ ถึงนางจะฉลาดแต่เกรงว่าวันหน้าคงมีคนจะแต่งนางยาก” เสียงหัวเราะก้องดังขององค์ชายสี่กระเพื่อม พาพัดให้ใบไม้พลิ้วไหวไปตามเสียงหัวเราะ
“ทำไม” หน้าตาของเด็กหนุ่มวัยสิบสองปี ขมวดคิ้วเข้มเต็มไปด้วยความสงสัย
“น้องสาม เ้าสนใจนางจริงๆ รึเนี่ย” เมื่อคำถามที่องค์รัชทายาทถามออกไป เต็มไปด้วยความอยากรู้ของเหล่าองค์ชายที่เหลือ แต่รออยู่นานแล้วน้องชายในไส้เดียวกันดันไม่ตอบเสียที จึงกล่าวต่อไปว่า “ได้ยินว่านางเป็หญิงแต่กลับเรียนอย่างเด็กชาย มีลูกสาวบ้านใดกันทำเช่นนี้”
ฝูอี้เจิ้งพลันกล่าวแทรก “จะว่าไปเมื่อสองปีก่อนจวนแม่ทัพได้คลอดแม่ทัพน้อยไว้สืบทอดหน้าที่แล้ว เ้าไม่ต้องกลัวว่า ว่าที่ภรรยาจะโดนตำแหน่งผู้สืบทอดแม่ทัพแย่งไป” องค์ชายใหญ่กล่าวเสร็จก็พากันหัวเราะก้องดังในสวนดอกไม้หลวงแห่งนี้
ยามนี้หรงจวิ้นไม่ได้ตอบอะไร แล้วก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่า องค์ชายสามผู้นี้นั้นคิดสิ่งใดอยู่เหตุใดจึงได้เหม่อลอยไปเช่นนี้
“ข้าได้ยินว่า บุตรสาวท่านอัครเสนาบดีนั้นงามยิ่ง วันหน้าจะต้องเป็โฉมสะคราญในเมืองฟาไฉ่ของเราเป็แน่”
สายลมน้อยค่อยๆ พัดพาเสียงของเหล่าองค์ชายลอยออกไป เสียงเล็กใหญ่เริ่มจางหายไปตามแรงลมที่พาพัดให้ปลิวขึ้นไปบนฟากฟ้า
แต่สุดท้ายนี้ก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่า องค์ชายสามคิดจินตนาการถึงสิ่งใด รวมถึงตัวหรงจวิ้นเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
คำตอบนี้เกรงว่าคงต้องถามบุพเพวาสนาเสียแล้ว…
1 ยามเซิน คือ เวลาประมาณ 15.00 น. – 17.00 น.