“ มันพบเห็นพวกเราได้อย่างไร ? ’’ จิงซิงเสวี่ยขมวดคิ้วด้วยความกังวล“ มันผู้นี้อยู่ในระดับชั้นอวตารขั้นสามซะด้วยเห็นทีท่าหากมันเป็ศัตรูเราคงจะได้ต่อสู้อย่างยากลําบากเป็แน่ ’’เจียงหลิวกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังเนื่องจากมันสามารถััระดับพลังของชายวัยกลางคนร่างกายกํายําได้ดีซึ่งระดับชั้นอวตารขั้นสามแม้มันจะเพิ่มระดับพลังด้วยเม็ดยาต้องห้ามระดับสามแต่มันก็ยังคงจะไม่สามารถเอาชนะชายวัยกลางคนร่างกายกํายําที่มีระดับพลังชั้นอวตารขั้นสามได้อยู่ดีดังนั้นมันจึงเป็กังวลว่าอีกฝ่ายจะเป็ศัตรู
ป๋อเมิ่งได้ยินจึงขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังออกมา“ แล้วพวกเราจะทําอย่างไรดีล่ะ ? ’’ “ ลองออกไปก่อนแล้วกันบางทีพวกมันอาจจะไม่ใช่ศัตรูก็เป็ได้ ’’ ิหนิงจู้กล่าวด้วยนํ้าเสียงเคร่งขึม “ช้าก่อนพวกเ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไรว่าพวกมันคือกลุ่มโจรทงแห่งหุปเขาทมิฬบางทีพวกมันอาจจะเป็พวกเดียวกันกับเมื่อตอนกลางวันก็เป็ได้ ’’เฟิงฉือจินกล่าวขึ้นด้วยใบหน้านิ่งเฉยเนื่องจากเขาไม่ได้วู่วามเหมือนคนทั้งหกจึงได้คิดอย่างรอบคอบและไม่ได้เมินเฉยกับคําว่า“ กลุ่มโจรทง ’’ ดังนั้นด้วยความฉลาดหลักแหลมของเขา เขาจึงคาดเดาได้ไม่ยาก
“ จริงสินะเมื่อกี้หนึ่งในพวกมันพูดขึ้นมาเองเลยด้วย ’’ฉินสวี่เฟิงพยักหน้าน้อยๆของนางด้วยความเข้าใจเสี่ยวจิงฉินจึงมองไปยังเฟิงฉือจินด้วยแววตาสงสัย “หรือว่าเ้าจะมีวิธีหลบหนีจากพวกมัน ? ’’ “ ไม่ ข้าไม่มีหรอกเพียงแต่ถ้าเราออกไปเราก็ควรที่จะโจมตีพวกมันโดยที่พวกมันยังไม่ได้ตั้งตัวเพราะถ้าหากไม่เป็เช่นนั้นแล้วพวกเราอาจจะถูกมันจัดการและปล้นชิงสิ่งของไปก็เป็ได้’’ เฟิงฉือจินส่ายหน้าเนื่องจากเขาไม่มีแผนการหลบหนีจริงๆดังนั้นแล้ววิธีการที่เขาคิดออกก็คือการโจมตีพวกมันโดยที่พวกมันยังไม่ทันระวัง
เจียงหลิวจึงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “ ได้งั้นพวกเราจะเอาตามอย่างที่เ้าบอก ’’เฟิงฉือจินเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างได้จึงกล่าว “ ไม่ตอนนี้คงจะเอาอย่างที่ข้าว่าไม่ได้แล้วล่ะเนื่องจากพวกมันมีระดับพลังมากกว่าพวกเราในที่นี้กันทุกคนดังนั้นแล้วพวกเ้ารีบหนีไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะถ่วงเวลาให้เอง ’’เขาคิดว่าแม้จะโจมตีกลุ่มโจรทงโดยที่พวกมันไม่ระวังแต่ว่าด้วยระดับพลังที่ต่างกันมากก็คงจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ดังนั้นแล้วเขาจึงคิดว่าเขาควรที่จะออกตัวไปจัดการเองจะดีกว่า
“ นี่เ้า… ’’จิงซิงเสวี่ยนางรู้สึกตะลึงไม่ใช่น้อยที่เฟิงฉือจินเสนอให้นางและพรรคพวกหนีไปโดยที่พวกนางยังคงไม่ได้้าที่จะทําเช่นนั้นเจียงหลิวขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยก่อนกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังว่า “หรือว่าเ้าจะมีแผน ? ’’ มันคิดว่าเฟิงฉือจินไม่น่าจะใช่คนโง่ที่จะมาเสียสละตัวเองเพื่อพวกมันโดยไม่ได้เตรียมวิธีหลบหนีของตัวเองเอาไว้
“ ถูกแล้ว ข้ามีวิธีแต่ว่านั่นก็คงจะดึงเวลาพวกมันได้ไม่มากนักดังนั้นแล้วพวกเ้ารีบหนีไปก่อนได้เลย ’’ เฟิงฉือจินพยักหน้ารับเจียงหลิวมันจึงหันไปกล่าวกับสหายทั้งห้าอย่างรวดเร็วว่า “พวกเราทําตามที่เฟิงฉือจินบอกเถอะ ไปกันได้แล้ว ไม่งั้นได้ตายหมดแน่ ! ’’มันไม่ได้เป็คนเืเย็นที่จะปล่อยให้เฟิงฉือจินผู้ที่มีระดับพลังบ่มเพาะลมปราณอันตํ่าต้อยตายแต่อย่างไรแต่ที่มันไม่ได้เป็ห่วงและเห็นด้วยก็เป็เพราะว่ามันนึกขึ้นได้ถึงหินเหล็กสีเงินที่เฟิงฉือจินได้ใช้ช่วยเหลือมันและพรรคพวกในเมื่อตอนกลางวันดังนั้นแล้วมันจึงมั่นใจว่าเฟิงฉือจินคงจะมีวิธีการหลบหนีหรือเตรียมบางสิ่งบางอย่างเอาไว้แล้ว
“ เจียงหลิวนี่เราจะทิ้งเฟิงฉือจินไว้ที่นี่จริงๆรึ ? ’’ ป๋อเมิ่งกล่าวถาม “ ไม่ เราไม่ได้ทิ้งเพียงแต่มันคือแผนการไม่อย่างนั้นแล้วเราจะได้ตายหมดแน่ ’’เจียงหลิวส่ายหน้าก่อนกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังอีกครั้งว่า “ ไปกันได้แล้วพวกเ้าก็น่าจะเห็นแล้วนี่ว่าเฟิงฉือจินมันไม่ใช่คนโง่ดังนั้นมันย่อมต้องได้เตรียมวิธีการเอาไว้แล้วแต่ถ้าหากพวกเราขืนยังชักช้าอยู่แบบนี้มันจะเป็การฆ่าเฟิงฉือจินในทางอ้อมอย่างแน่นอน! ’’ มันรู้ดีว่าสหายของมันทุกๆคนนั้นมีจิตใจดีและไม่เคยทอดทิ้งคนที่เดือดร้อนดังนั้นมันจึงต้องกล่าวออกไปอย่างมีเหตุผลเช่นนี้
“ เข้าใจแล้ว ’’ ป๋อเมิ่งพยักหน้าเข้าใจอย่างไม่มีทางเลือกสหายอีกสี่คนที่เหลือเองก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกันเจียงหลิวหันไปมองเฟิงฉือจินอีกครั้งก่อนเตรียมจากไป “ ฝากเ้าด้วยล่ะสหายไว้ไปเจอกันที่เมืองเผิงจือ ! ’’สิ้นเสียงมันและสหายทั้งห้าก็ได้พุ่งทะยานจากไปทันที
ฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนผนึกมารจึงกล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงประใจเล็กน้อย“ เ้าเด็กเจียงหลิวนั่นฉลาดไม่เลวเลยภายภาคหน้ามันอาจจะได้เป็จอมยุทธ์แนวหน้าของทวีปนี้ก็เป็ได้ ’’เขาคิดว่าเจียงหลิวมีความฉลาดหลักแหลมมิใช่น้อยแถมการที่เจียงหลิวจากไปกับพรรคพวกอย่างง่ายๆนั้นไม่ใช่เพราะว่ามันกลัวตายอย่างแน่นอนแต่เป็เพราะว่ามันฉลาดและรู้ว่าเฟิงฉือจินมีวิธีการเอาตัวรอดดังนั้นเขาจึงคิดว่าหากเจียงหลิวมันยังไม่ตายเสียก่อนภายภาคหน้ามันอาจจะได้เป็หนึ่งในจอมยุทธ์ชั้นแนวหน้าของทวีปนี้ก็เป็ได้
ทงเฟี่ยนสงสัยจึงกล่าวถาม “หัวหน้าหรือว่ารอบๆนี้จะมีคนซุ่มโจมตีพวกเรา ? ’’ ที่มันถามเนื่องจากเป็เพราะว่ามันไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีคนซุ่มโจมตีพวกมันอยู่ทงเวี่ยนมันก็ได้กล่าวถามเช่นกัน “ ใช่แล้วหัวหน้า มีคนซุ่มโจมตีพวกเราอยู่จริงๆรึ? ’’
ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งเป็หัวหน้าที่มีระดับพลังบ่มเพาะลมปราณชั้นอวตารขั้นสามก็ได้กล่าวขึ้น“ เ้าพวกโง่ พวกเ้าไม่ได้กลิ่นคาวเืรึยังไงกัน ? ’’ มันผู้นี้มีนามว่าทงหลินทั้งนี้การที่มันรับรู้ได้ว่ามีคนซุ่มอยู่รอบๆนั้นเป็เพราะว่ามันได้กลิ่นคาวเืที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“ หัวหน้าพวกข้าจะไปได้กลิ่นได้อย่างไรล่ะก็ท่านฝึกวิชาจมูกวานรนี่หน่าท่านถึงได้กลิ่นก่อนพวกข้า ’’ ทงเฟี่ยนกล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้เนื่องจากมันรู้ดีว่าการที่ทงหลินสามารถได้กลิ่นคาวเืทั้งๆที่พวกมันไม่ได้กลิ่นนั้นเป็เพราะอะไรใช่แล้วมันเป็เพราะทงหลินได้ฝึกวิชาจมูกวานรที่เป็วิชาที่สามารถทําให้มีการรับรู้ทางจากจมูกได้ดีไม่ว่าจะเป็กลิ่นที่อยู่ห่างไกลแค่ไหนก็สามารถที่จะรับรู้ถึงมันได้
“ หึ ถึงข้าจะไม่ได้ฝึกวิชานี้พวกเ้าก็ควรที่จะระมัดระวังตัวไม่ใช่รึเพราะถึงยังไงภายในหุปเขาทมิฬนี้ย่อมไม่รู้ว่าจะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งโจมตีมาตอนไหน’’ ทงหลินแค่นเสียงเ็าก่อนจ้องมองไปยังพุ่มไม้ตรงหน้าที่ห่างออกไปนับสิบจั้งด้วยความระมัดระวัง
อย่างไรก็ตามวินาทีถัดมาหลังจากที่มันได้เห็นเด็กหนุ่มผู้ซึ่งมีระดับพลังเพียงแค่ชั้นจุติขั้นสิบเดินออกมามันก็พลันลดความกังวลและความระมัดระวังอย่างรวดเร็วทว่ามันก็สงสัยถึงเื่หนึ่งจึงได้กล่าวถามออกไป “ เ้าหนูเหตุใดที่ข้างหลังเ้าไม่ไกลนักถึงได้มีกลิ่นคาวเืกัน?’’ มันเชื่อว่าเด็กหนุ่มที่มีระดับพลังเพียงแค่ชั้นจุติขั้นสิบจะต้องไม่ใช่ตัวการที่ทําให้มันได้กลิ่นคาวเืนี้อย่างแน่นอน
“ ฮึ่ม ที่แท้ก็เป็เพียงแค่ขยะ ’’ทงเวี่ยนลดความระมัดระวังลงพร้อมกับแค่นเสียงเย้ยหยันทั้งยังมองไปยังเฟิงฉือจินด้วยสายตาดูถูก“ หนอยแน่เ้าขยะบังอาจทําให้ข้าต้องใ ตายซะ ! ’’ทงเฟี่ยนที่รู้ว่าคนที่ซุ่มดูอยู่เป็เพียงผู้บ่มเพาะระดับชั้นลมปราณจุติขั้นสิบมันจึงโมโหเป็อย่างมากที่อีกฝ่ายต้องทําให้มันระมัดระวังขนาดนี้
ทงเฟี่ยนมันพุ่งหายวับไปปรากฏตัวที่ด้านหน้าเฟิงฉือจินและทําการซัดฝ่ามือออกไปอย่างรวดเร็วโดยหมายสังหาร“ เฮ้อ เพียงแค่นี้ข้าถึงกับต้องตายเลยหรือ ? ’’ เฟิงฉือจินถอนหายใจด้วยความช่วยไม่ได้เขารู้สึกเหนื่อยใจจริงๆที่เขายังไม่ได้ทําอะไรเลยแต่ก็ต้องถูกอีกฝ่ายโจมตีโดยหมายสังหารเสียแล้ว
แน่นอนว่าเขาก็ไม่ใช่คนใจดีที่จะปล่อยให้คนที่กล้าสังหารเขารอดกลับไปได้ง่ายๆฉับพลันเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพร้อมกับหยิบหินลมปราณระดับตํ่าออกมาในขณะที่ใช้วงเวทย์แปรธาตุสีเงินเปลี่ยนมันให้เป็หินลมปราณเหล็กสีเงิน
ทงเฟี่ยนที่กําลังพุ่งเข้าไปเมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้มันก็ได้ตะลึงและประหลาดใจทว่ามันก็มิได้เกรงกลัวหรือตะหนกเนื่องจากมันคาดว่าแม้อีกฝ่ายจะมีวิธีการแปลกประหลาดแต่ถึงยังไงอีกฝ่ายก็ยังเป็เพียงจอมยุทธ์ชั้นจุติขั้นสิบดังนั้นแล้วอีกฝ่ายย่อมต้องไม่มีปัญญาที่จะทําอะไรมันได้อยู่แล้ว
เฟิงฉือจินที่เห็นว่าทงเฟี่ยนไม่เกรงกลัวและพุ่งเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่ระมัดระวังก็ได้แค่นเสียงอย่างเ็าขึ้น“ ตาย ! ’’พร้อมกกับกระแทกหินลมปราณเหล็กสีเงินในมือไปยังใบหน้าของทงเฟี่ยนอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง“ ปัง ’’ พร้อมกับตามมาด้วยการที่ร่างของทงเฟี่ยนลอยกระเด็นไปชนต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปนับสามจั้ง
ปัง
ทงเวี่ยนที่ยืนข้างๆทงหลินได้รีบหันหลังกลับไปมองร่างของทงเฟี่ยนที่ชนเข้ากับต้นไม้อย่างรวดเร็ว“ อะไรกัน ?’’ ทว่ามันก็ต้องตะลึงเนื่องจากมันพบว่าส่วนหัวของทงเฟี่ยนทั้งหัวได้แหลกละเอียดยับเยินจนมีสภาพอนาถทั้งนี้การที่มีสภาพเป็แบบนี้นั่นย่อมหมายความว่าทงเฟี่ยนนั้นได้สิ้นลมหายใจลงไปแล้ว
“ เ้าหนูเ้าเป็ใครกันแน่ ? ’’ ทงหลินรู้สึกตะลึงเช่นกันมันมองไปยังหินลมปราณระดับตํ่าในมือของเฟิงฉือจินด้วยความสงสัยมันสงสัยเป็อย่างมากว่าเหตุใดหินลมปราณระดับตํ่าถึงได้กลายเป็หินลมปราณเหล็กสีเงินที่สามารถสังหารทงเฟี่ยนผู้ที่มีระดับพลังบ่มเพาะลมปราณชั้นอวตารขั้นหนึ่งลงได้ง่ายๆ
“ ข้าไม่จําเป็ที่จะต้องตอบคําถามของกลุ่มโจรเช่นเ้า ! ’’เฟิงฉือจินหน้านิ่งกล่าวด้วยนํ้าเสียงเ็าฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนผนึกมารได้เห็นเหตุการณทั้งหมดจึงขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย“ ศิษย์เอ๋ย เ้ามีวิธีการที่จะเอาชนะพวกมันจริงๆหรือ ? ’’ เดิมทีเขาคิดว่าเฟิงฉือจินคงจะใช้วิธีการของนักเล่นแร่แปรธาตุเพื่อดึงความสนใจและหลบหนีทว่าหลังจากที่เขาได้ยินคํากล่าวของเฟิงฉือจินเขาก็ต้องคิดใหม่อีกครั้งด้วยความสงสัยเนื่องจากเขาไม่รู้ว่าเฟิงฉือจินจะเอาวิธีอะไรมาชนะผู้ที่อยู่ในชั้นอวตารขั้นสาม
“ ใช่แล้วขอรับท่านอาจารย์ข้าคนนี้หากไม่มีวิธีจริงๆข้าคงจะไม่ปรากฏตัวออกมาและสังหารลูกน้องของมันไปเช่นนี้หรอกดังนั้นท่านคอยดูให้ดีแล้วกันว่าข้าจะจัดการพวกมันอย่างไร ’’ เฟิงฉือจินกล่าวตอบกลับไปเขาเป็ใครกันแน่นอนว่าเขาเป็ถึงนักเล่นแร่แปรธาตุอัจฉริยะที่ผ่านความเป็ความตายมานับไม่ถ้วนดังนั้นแล้วเขาย่อมต้องไม่ใช่คนโง่และมีวิธีการเตรียมเอาไว้รับมือเสมอ !
“ เ้าหนูเ้าจะหยิ่งยโสทะนงตนมากเกินไปแล้ว อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้ล่ะว่าเ้าใช้กลโกงบางอย่างในการจัดการพรรคพวกของข้า’’ ทงเวี่ยนกล่าวด้วยนํ้าเสียงเคร่งขึมอย่างไรก็ตามแม้มันจะกล่าวออกไปเช่นนั้นมันก็มิได้รู้แม้แต่น้อยว่าเฟิงฉือจินใช้กลโกงอะไรในการสังหารทงเฟี่ยน
“ งั้นทําไมเ้าถึงดูระวังตัวจังล่ะ ขนาดขาของเ้ายังสั่นอยู่เลยนี่หน่าดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ได้เป็ไปกดั่งที่พูดออกมานะ ’’เฟิงฉือจินสังเกตเห็นถึงทงเวี่ยนที่กําลังขาสั่นอยู่โดยมิรู้ตัวจึงกล่าวเย้ยหยันออกไปด้วยนํ้าเสียงเ็าทงเวี่ยนมันไม่รู้สึกตัวจริงๆนั่นแหละมันจึงได้ก้มลงมองไปที่ขาทั้งสองข้างของมันที่กําลังสั่นระริกอยู่“ บ้าหน่านี่ข้ากลัวมันถึงขนาดนี้เลยรึ ? ’’ มันตะลึงเป็อย่างมากที่ร่างกายของมันแสดงความหวาดกลัวออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็นโดยที่มันมิรู้ตัวแม้แต่น้อย
“ เ้าหนูเ้าบังอาจดูถูกข้า งั้นเ้าจงตายเสียเถอะ ’’ทงเวี่ยนมันรู้สึกอับอายเป็อย่างมากที่ขาสั่นต่อหน้าเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีมันจึงได้ชักกระบี่ออกมาพร้อมกับใช้ลมปราณคุ้มกันทั้งร่างกายและได้พุ่งเข้าไปประจันหน้ากับเฟิงฉือจินก่อนฟาดกระบี่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณเข้าใส่สุดแรงเฟิงฉือจินไม่รอช้าที่จะใช้หินลมปราณเหล็กสีเงินในมือตั้งรับพร้อมกับใช้ลมปราณคุ้มกันให้กับมันอีกด้วย
ปัง ปัง ปัง
“ เป็ไปไม่ได้ เหตุใดถึงเป็เช่นนี้ ’’ทงเวี่ยนมันได้ฟาดกระบี่เข้าใส่ไม่ยั้งถึงสามครั้งติดต่อกันทว่ามันก็ต้องตะลึงและตะหนกเนื่องจากมันสังเกตเห็นว่าหินลมปราณเหล็กสีเงินในมือของเฟิงฉือจินนั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน“ สําหรับข้ามันไม่มีอะไรที่เป็ไม่ได้ในโลกนี้ ! ’’เฟิงฉือจินกล่าวด้วยนํ้าเสียงเ็าก่อนกระแทกหินลมปราณเหล็กสีเงินปะทะเข้ากับกระบี่ของอีกฝ่ายจนมันกระเด็นหลุดมืออีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็ว
“ ม่ายยยย ’’ เมื่อกระบี่ของมันกระเด็นหลุดมือไปทงเวี่ยนมันก็ได้เห็นว่าเฟิงฉือจินได้กระแทกหินลมปราณเหล็กสีเงินพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของมันอย่างรวดเร็วแม้แต่กระบี่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยลมปราณยังไม่สามารถรับมือได้แล้วใบหน้าของมันล่ะจะรับมือได้หรือ แน่นอนว่าไม่
ปัง
ร่างของทงเวี่ยนลอยกระเด็นไปชนเข้ากับต้นไม้ที่เป็ต้นข้างๆของทงเฟี่ยนอย่างรวดเร็วหัวของมันทั้งหัวได้มีสภาพอนาถไม่ต่างอะไรไปจากทงเฟี่ยนแม้แต่น้อยแน่นอนว่าลมหายใจเองก็เช่นกันใช่แล้วมันได้สิ้นใจลงไปแล้วและจะไม่มีวันลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกเป็ครั้งที่สอง !
“ ทีนี้ก็เหลือเพียงแค่เ้าคนเดียวแล้ว ! ’’เฟิงฉือจินหลังจากที่สังหารทงเวี่ยนลงไปแล้วเขาก็ได้มองไปยังทงหลินที่กําลังยืนตะลึงอยู่ก่อนที่จะมองไปยังวงเวทย์สายรุ้งสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากับคนสองคนที่ได้กําลังปรากฏออกมาอย่างฉับพลันวงเวทย์สายรุ้งสี่เหลี่ยมมันได้อยู่ห่างจากเฟิงฉือจินออกไปนับสามก้าวเฟิงฉือจินไม่รอช้าจึงได้พุ่งตรงไปยังข้างหน้าอย่างรวดเร็ว