จารึกที่ 452 : โลหิตคลั่งสังเวยสวรรค์ : พฤกษาเซียนกลืนแก่น
เมื่อแสงตะวันคล้อยต่ำลง ทาบทาขอบฟ้าแห่งทวีปปราณโลหิตให้กลายเป็นสีแดงฉานประดุจเลือดที่เพิ่งหลั่งริน บรรยากาศเหนือน่านฟ้าเมืองทะลวงสวรรค์มิได้เงียบสงบเฉกเช่นยามพลบค่ำทั่วไป ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังระงมมาจากทั่วทุกสารทิศ
'ค่ายกลกลืนโลหิตสูบวิญญาณ' ขั้นสูงสุด ถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบตามคำสั่งอันบ้าคลั่งของตี้เทียนอู๋ ลำแสงสีแดงคล้ำนับแสนสายพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้ของเมืองหลวง แต่ละสายคือตัวแทนของชีวิตผู้ฝึกตนและชาวเมืองที่ถูกสูบกระชากวิญญาณและเลือดเนื้อออกมาทั้งเป็น ร่างกายของพวกเขาสลายกลายเป็นฝุ่นผง ทิ้งไว้เพียงพลังงานบริสุทธิ์ที่ถูกบีบอัดและส่งตรงไปยังใจกลางพระราชวัง
ณ โถงพระราชวังที่เคยโอ่อ่า บัดนี้ถูกแปรสภาพเป็นแอ่งเลือดขนาดมหึมา ตี้เทียนอู๋ยืนอยู่ริมสระโลหิต นัยน์ตาสีแดงก่ำเบิกกว้างด้วยความวิปลาส เส้นผมสีดอกเลาปลิวไสวไปตามกระแสพลังที่อัดแน่น
"จงหลอมรวม! จงกลายเป็นพลังให้แก่ข้า! เทพโลหิตอสูร... สัตว์เทวะที่วิหารเทพอนันตกาลเคยหวาดกลัว จงถือกำเนิดขึ้นมาบดขยี้พวกมดปลวกจากทวีปตะวันออกให้สิ้นซาก!" ตี้เทียนอู๋ตวาดลั่น สองมือประสานอินอย่างบ้าคลั่ง บังคับให้ปราณโลหิตในสระหมุนวนและก่อตัวเป็นรูปร่าง
ผู้อาวุโสคุมกฎที่เหลือรอดเพียงหยิบมือ ต่างยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหลัง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยทัดทาน แม้จะรู้ดีว่าการสร้างเทพโลหิตอสูรด้วยวิถีวิปริตเช่นนี้ จะทำให้ทวีปปราณโลหิตกลายเป็นดินแดนร้างไปอีกนับพันปี
ทว่า ท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้น ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า ลึกลงไปใต้สระโลหิต รากไม้สีหยกที่แผ่กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่า ได้ชอนไชแทรกซึมเข้ามาถึงแกนกลางของค่ายกลแล้ว 'พฤกษาเซียน' ที่หลินซิงเสวี่ยฝังไว้ ได้ใช้ปราณโลหิตที่ตี้เทียนอู๋รวบรวมมา เป็นปุ๋ยชั้นเลิศในการเร่งการเจริญเติบโต
...
ห่างออกไปนับหมื่นลี้ ณ ดินแดนไร้พรมแดน
ม่านพลังสีเทาประกายทองของค่ายกลดาวตกสูญตาสว่างไสว ปกป้องหมู่เกาะลอยฟ้าจากความผันผวนของโลกภายนอก ทว่าเหนือเกาะศูนย์กลาง นาวาหมื่นอักขระกลับปลดสมอและถอนรากศิลาของเจ้าสัวขึ้นจากชีพจรดิน
เรือรบศิลาขนาดยักษ์ลอยตระหง่านอยู่เหนือนภากาศ ศิษย์หัวกะทิสามพันนายยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ สวมเกราะสูญญตาเต็มยศ มือขวากำศัสตราแน่น แววตาของพวกเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะติดตามผู้นำของตนไปสู่สมรภูมิที่แท้จริง
อาเจียยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หัวเรือ ชุดคลุมสีครามพัดพลิ้ว พู่กันนิรันดร์เหน็บอยู่ข้างเอว มิตรสหายทั้งห้ายืนขนาบข้าง
"ตี้เทียนอู๋เริ่มการสังเวยแล้ว" หลินซิงเสวี่ยหลับตาลง สัมผัสถึงการสั่นสะเทือนของปราณพฤกษาที่ส่งผ่านมาทางชีพจรดิน "พลังโลหิตมหาศาลกำลังหล่อหลอมบางสิ่ง... ทว่า พฤกษาเซียนของข้า ก็กำลังแทรกซึมเข้าไปในแกนกลางของสิ่งนั้นเช่นกัน"
"มันกำลังสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นไพ่ตายสินะ" ฉินมู่หลางลูบด้ามกระบี่ทัณฑ์สูญตา "สัตว์ประหลาดที่สร้างจากเลือดเนื้อของผู้อื่น... ช่างน่าสมเพชนัก"
"เราจะไม่รอให้มันประกอบร่างเสร็จสมบูรณ์" อาเจียลืมตาขึ้น เนตรสูญตาทอประกายเด็ดขาด "ถุงเงิน... เปิดรอยแยกมิติระดับทวีป เราจะพานาวาหมื่นอักขระไปจอดเทียบหน้าเมืองทะลวงสวรรค์!"
เจ้าถุงเงิน ราชันมารมิติที่เกาะอยู่บนบ่าของเจ้าสัว ส่งเสียงร้องกังวาน มันอ้าปากกว้าง พ่นเมือกมิติสีเงินประกายเขียวคล้ำออกมาเป็นสายยาว เมือกเหล่านั้นหลอมรวมกับความว่างเปล่าเบื้องหน้าตัวเรือ ฉีกกระชากอากาศธาตุออกเป็นอุโมงค์ขนาดยักษ์ที่กว้างพอจะให้นาวาศิลายาวร้อยจั้งแล่นผ่านเข้าไปได้!
"เดินหน้า!" อาเจียตวาดก้อง
นาวาหมื่นอักขระทะยานเข้าสู่อุโมงค์มิติอย่างนุ่มนวลทว่ารวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด เพียงชั่วอึดใจเดียว ทัศนียภาพรอบด้านก็แปรเปลี่ยนจากหมู่เกาะลอยฟ้าสีขาวนวล กลายเป็นท้องฟ้าสีเลือดอันหม่นหมองของทวีปปราณโลหิต
ครืนนนน!
นาวาศิลาทมิฬทะลวงออกจากความว่างเปล่า ปรากฏตัวขึ้นเหนือน่านฟ้าเมืองทะลวงสวรรค์อย่างอุกอาจ ร่มเงาอันใหญ่โตของตัวเรือทาบทับลงบนพระราชวังสีเลือด สร้างแรงกดดันมหาศาลจนค่ายกลป้องกันระดับล่างของเมืองพังทลายลงในพริบตา
"ตี้เทียนอู๋!" เสียงของอาเจียดังก้องไปทั่วทวีป ประหนึ่งเทพเจ้าลงทัณฑ์ "หนี้แค้นพันปีของสำนักหมื่นอักขระ วันนี้ข้า อาเจีย จะขอคิดบัญชีให้จบสิ้น!"
ตี้เทียนอู๋ที่กำลังควบคุมสระโลหิต เงยหน้าขึ้นมองทะลุหลังคาพระราชวัง นัยน์ตาสีเลือดของมันวาวโรจน์ด้วยความคลั่งแค้น "มาได้จังหวะพอดี! ไอ้กบฏโอหัง! จงเป็นพยานในการถือกำเนิดของเทพโลหิตอสูรเถิด!"
ผู้นำตระกูลเซียนโบราณกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตแก่นแท้ลงไปในสระเลือด
ซู่มมมม!
สระโลหิตเดือดพล่าน ร่างยักษ์ใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อและกระดูกนับแสนชีวิต ค่อยๆ ลุกขึ้นจากแอ่งเลือด มันมีความสูงทะลุหลังคาพระราชวัง รูปลักษณ์ของมันคล้ายกับอสูรสามหัวหกกร แต่ละมือถืออาวุธที่สร้างจากปราณโลหิตเข้มข้น กลิ่นอายของมันก้าวล่วงระดับข้ามผ่านมหายานไปสู่ขอบเขตที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องระแวง!
"ฆ่ามัน! ฆ่าพวกมันให้หมด!" ตี้เทียนอู๋ชี้หน้าอาเจีย
เทพโลหิตอสูรคำรามลั่น เสียงของมันคือการรวมกันของเสียงกรีดร้องนับแสนดวงวิญญาณ มันง้างแขนทั้งหกขึ้น หมายจะทุบนาวาหมื่นอักขระให้แหลกเป็นผุยผงในคราเดียว
ศิษย์หัวกะทิสามพันนายบนเรือชะงักงัน แม้แต่ฉินมู่หลางและเฟิงอวี้หรานก็ยังต้องผนึกปราณเพื่อต้านทานแรงกดดันอันมหาศาลนี้ ทว่าอาเจียกลับยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะชักพู่กันนิรันดร์ออกมา
"ซิงเสวี่ย..." อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา
หลินซิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลัง ประสานอินพฤกษาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางทอประกายสีเขียวมรกต
"พฤกษาเซียนสูญตา... กลืนแก่น!" นางตวาดก้อง
พริบตานั้นเอง เหตุการณ์ที่ตี้เทียนอู๋ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น!
เทพโลหิตอสูรที่กำลังง้างแขนเตรียมโจมตี พลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ร่างกายสีเลือดของมันปูดโปนและสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เสียงคำรามของมันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
แควก! แควก! แควก!
เถาวัลย์สีหยกนับแสนเส้น แทงทะลุออกมาจากผิวหนังของเทพโลหิตอสูร รากไม้เหล่านั้นไม่ได้เติบโตจากภายนอก ทว่ามันชอนไชและงอกงามขึ้นมาจาก 'แกนกลาง' ของอสูรยักษ์! ปราณโลหิตมหาศาลที่ตี้เทียนอู๋สังเวยมา กลับกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้พฤกษาเซียนขยายขนาดและสูบกลืนเจตจำนงของอสูรไปจนหมดสิ้น
"กะ... เกิดอะไรขึ้น! เทพโลหิตอสูรของข้า!" ตี้เทียนอู๋เบิกตากว้าง พยายามควบคุมเจตจำนงของอสูร ทว่าสายใยการควบคุมนั้นถูกความว่างเปล่าของพฤกษาเซียนตัดขาดอย่างสมบูรณ์
เพียงไม่กี่อึดใจ เทพโลหิตอสูรที่ยิ่งใหญ่ ก็ถูกรากไม้สีหยกสูบกินจนแห้งเหี่ยว ร่างกายยักษ์ใหญ่สลายกลายเป็นฝุ่นผงสีเทา ทิ้งไว้เพียง 'ต้นไม้เซียน' ขนาดยักษ์ที่หยั่งรากลึกทะลุเมืองหลวง สูงตระหง่านเสียดฟ้า ใบไม้แต่ละใบเปล่งประกายสีเทาประกายทอง แผ่กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ที่สุด
พฤกษาเซียนสูญตา ไม่เพียงแต่ทำลายไพ่ตายของศัตรู แต่มันยัง 'ชำระล้าง' กลิ่นอายคาวเลือดของเมืองทะลวงสวรรค์ให้กลับมาเป็นปราณวิญญาณปกติอีกด้วย!
อาเจียมองดูต้นไม้ยักษ์เบื้องหน้า ก่อนจะปรายตามองลงไปยังตี้เทียนอู๋ที่บัดนี้ทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากพระราชวัง รากฐานของตระกูลเซียนโบราณแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
"วิถีแห่งการกลืนกินของพวกเจ้า... สุดท้ายก็ถูกธรรมชาติกลืนกินกลับคืน" อาเจียก้าวลงจากนาวาหมื่นอักขระ เหินร่างลงมายืนอยู่เบื้องหน้าอดีตผู้ปกครองทวีปปราณโลหิต "ตี้เทียนอู๋... ยุคสมัยของเจ้า จบลงแล้ว"
"ไอ้เด็กสารเลว..." ตี้เทียนอู๋เค้นเสียงลอดไรฟัน โลหิตไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ทว่าแววตาของมันยังคงอาฆาตแค้น "เจ้าคิดว่า... ทำลายข้าได้แล้ว... ทุกอย่างจะจบงั้นหรือ... วิหารเทพอนันตกาล... สี่ขุนพลเทวะ... ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่..."
"พวกมันลงมาหาข้าแล้ว" อาเจียระบายรอยยิ้มเย็นเยียบ "และข้าก็ยึดหอกพิพากษาของพวกมันมาหลอมเป็นกระบี่ให้สหายข้าเรียบร้อยแล้ว... หากความหวังสุดท้ายของเจ้าคือสวรรค์จอมปลอมนั่น ข้าก็ขอแสดงความเสียใจด้วย"
ตี้เทียนอู๋เบิกตากว้าง ความหวังสุดท้ายพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เส้นชีพจรในร่างของมันทนรับความกดดันไม่ไหวอีกต่อไป ร่างกายที่เคยทรงอำนาจระเบิดออกกลายเป็นหมอกควันสีเลือด ก่อนจะถูกรากของพฤกษาเซียนดูดซับไปจนหมดสิ้น
ผู้นำตระกูลเซียนโบราณ ผู้เคยกดขี่สำนักหมื่นอักขระและทวีปตะวันออก บัดนี้ตกตายอย่างอนาถ ไร้ซึ่งหลุมศพและผู้จดจำ
มิตรสหายทั้งห้าและศิษย์หัวกะทิสามพันนาย ทะยานลงมาจากนาวาศิลา ยืนล้อมรอบต้นพฤกษาเซียนขนาดยักษ์ที่เติบโตอยู่กลางเมืองหลวงที่พังทลาย ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดี มีเพียงความเงียบงันที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพต่อวิถีแห่งเต๋า
"จบสิ้นเสียที หนี้แค้นพันปี" มู่เฉินที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ถอนหายใจยาว น้ำตาแห่งความปีติไหลริน
ทว่า อาเจียกลับเงยหน้าขึ้นมองยอดของพฤกษาเซียนที่สูงเสียดฟ้า นัยน์ตาสูญตาทอประกายลึกล้ำ
"หนี้แค้นของตระกูลเซียนโบราณจบลงแล้ว... ทว่า หนี้แค้นของบรรพชนที่ถูกพรากพู่กันปฐมกาลไป เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น"
ชายหนุ่มชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า "ซากเมืองแห่งนี้ และพฤกษาเซียนต้นนี้... จะเป็น 'สะพาน' ที่นำพาพวกเราก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกเซียน ขึ้นไปเหยียบย่ำประตูวิหารเทพอนันตกาล!"
สงครามบนผืนดินอาจสิ้นสุดลง ทว่ามหาสงครามแห่งการขีดเขียนสวรรค์ใหม่ กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า!