ทางด้านยูกินะกับสึบากิ หลังจากที่กินข้าวมื้อเย็นกันเสร็จก็รีบขึ้นไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เป่าผม จากนั้นทั้งสองก็เข้านอนทันทีด้วยความเหนื่อยล้าบนท้องฟ้าอันมืดมิดที่มีพระจันทร์สีแดงเลือดส่องแสงสีโลหิตไปทั่วสารทิศ ทางด้านนายหญิงนิชิโกะนั้นก็ได้ตื่นขึ้นในกลางดึกและไม่เห็นนายพลเซ็นเคียวนอนอยู่บนเตียง นิชิโกะมองไปที่พระจันทร์สีแดงเลือดผ่านกระจกหน้าต่างภายในห้องนอนแขก ทันใดนั้น เซ็นเคียวที่กลับมาจากเข้าห้องน้ำก็ได้กลับเข้ามาที่ห้องนอนแขก“มีอะไรเหรอ นิชิโกะ” เสียงเอ่ยถามของเซ็นเคียวนั้น ทำเอานิชิโกะสะดุ้งขึ้นมา“ดิฉันน่าจะตาฝาดไปเองแหละค่ะ อย่าคิดมากไปเลยนะคะ”นิชิโกะถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ก่อนจะพลางบ่ายเบี่ยงผู้เป็นสามี ทางด้านเซ็นเคียวก็ได้เหลือบไปเห็นพระจันทร์สีแดงเลือดแล้วเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาทันที“จะว่าไปแล้ว ในอีกไม่กี่ปี ลูกสาวคนเล็กของเราก็จะอายุครบ 20 ปีแล้ว”“คุณคะ คุณคิดถึงคำพูดที่มิโกะคนนั้นเคยพูดไว้กับสึบากิจังเมื่อตอนนั้นใช่มั๊ยคะ”นิชิโกะเอ่ยถามนายพลใหญ่ผู้เป็นสามีถึงคำพูดที่มิโกะผู้ดูแลศาลเจ้าฟูชิมิอินาริเคยพูดไว้กับสึบากิ ผู้เป็นลูกสาวคนเล็กในตระกูลด้วยความกระวนกระวาย“หนูจำคำของพี่ไว้ จงมีสติ และหมั่นสวดภาวนาเข้าไว้ บ่วงกรรมแต่ชาติก่อนกำลังตามเอาคืน แรงพยาบาทนั่นจะทำให้ถึงคราวเคราะห์เมื่ออายุครบ 20 ปี และคราวเคราะห์นั้นไม่เพียงแต่จะส่งผลร้ายต่อตัวหนูเท่านั้น อีกทั้งยังจะส่งผลร้ายต่อทั้งประเทศอีกด้วย”มิโกะสาวคนหนึ่งเคยทักสึบากิไว้เช่นนั้น เมื่อครั้งที่ยูกินะเคยพาคนในครอบครัวไปเที่ยวสักการะที่ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริในเมืองเกียวโตในช่วงปีใหม่เมื่อไม่นานมานี้“ผมคิดถึงคำพูดของมิโกะนั่น ถ้าหากสึบากิมีวิบากกรรมที่ส่งผลต่อทั้งประเทศเหมือนที่มิโกะทักไว้อย่างนั้น เราจะทำยังไงกันดีหล่ะ” สีหน้าของเซ็นเคียวกับนิชิโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากในท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดในยามราตรี ณ พระราชวังเกียวโตในยุคอดีตอันกว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยออร่าแห่งความเกรงขามต่อพระราชอำนาจขององค์พระจักรพรรดิที่แผ่ขยายไปทั่ววัง พระตำหนักต่างๆ ภายในพระราชวังอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีอยู่หลากหลายตำหนัก ไล่ไปตั้งแต่ตำหนักเรือนเล็กไปจนถึงตำหนักเรือนใหญ่ภายในตำหนักบรรทมขนาดกว้างที่มีแสงจากเทียนไขที่คอยบดบังความมืดมิดจนแทบจะทั่วทั้งตำหนัก บนฟูกนอนที่กลางตำหนักนั้นมีพระมเหสีท้องแก่ที่กำลังคลอดพระธิดาองค์ที่สามอยู่ คือเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ“โอ๊ย” พระมเหสีพยายามคลอดเจ้าหญิงฮิเมโยโกะอย่างสุดแรง เนื่องจากภายในตำหนักนั้นมีหมอกอสูรอบอวลไปทั่วตำหนัก และมันแรงมากถึงขั้นที่นักบวชและองเมียวจิในราชสำนักทั่วไปก็ไม่สามารถปัดเป่ามันออกไปได้ พระมเหสีจึงร้องอิดโรยออกมาด้วยความทุกข์ทรมาน“คังชิน... ฟุซาฮิโตะ... แม่ทรมานเหลือเกิน... แม่กำลังจะสิ้นใจ” พระมเหสีกล่าวกับบุตรทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่อิดโรยด้วยความทรมาน มีหยาดเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้างามของมเหสี“ท่านแม่ อย่าได้พูดแบบนั้นขอรับ ท่านแม่ต้องรอด น้องสี่ต้องรอด”“ตอนนี้ท่านพ่อได้ให้สั่งให้พวกทหารองครักษ์ไปอัญเชิญองเมียวจิที่เก่งกาจที่สุดให้มาช่วยทำพิธีปัดรังควานให้แล้วนะเพคะ ยังไงท่านแม่กับน้องสี่ก็ต้องรอดนะเพคะ” เจ้าชายฟุซาฮิโตะกับเจ้าหญิงคังชินพยายามตรัสให้กำลังพระทัยพระมเหสีผู้เป็นพระมารดาทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้เดินทางมาถึงพระราชวังเกียวโต และเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิในตำหนักพระโรงพร้อมกับเซย์เมย์และผู้ติดตามทั้ง 5 คน โดยมีทหารองค์รักษ์คอยให้การคุ้มกันเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วย อันเนื่องจากว่าเธอเกิดในเชื้อพระวงศ์ และเป็นถึงพระธิดาในองค์พระจักรพรรดิแม้พระองค์จะทรงคิดถึงพระธิดาคนนี้มากแค่ไหน แต่ก็จำเป็นที่จะต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้ที่ข้างหลัง อันเนื่องจากงานที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการช่วยชีวิตของพระมเหสีพระองค์รีบสั่งให้ทหารองค์รักษ์นำพาเจ้าหญิงฮิเมรากิไปที่ตำหนักบรรทมของพระมเหสีทันที“เชิญทางนี้ขอรับ องค์หญิงสาม”เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบตามทหารองค์รักษ์ไปยังตำหนักท้องพระโรง โดยที่เซย์เมย์และผู้ติดตามทั้ง 5 คนนั้น คอยเฝ้ามองอยู่ที่ตำหนักพระโรงเพื่อหวังจะให้เธอพิสูจน์ตัวเองออกมา ด้วยประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงรับรู้ได้ถึงหมอกอสูรที่ค่อยๆ ชัดเจนยิ่งขึ้นในระหว่างทางไปยังตำหนักพระโรงของพระมเหสี เมื่อได้รับรู้ถึงมัน เธอก็รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกและอยากจะเดินหนีออกมาจากตรงนั้นซะให้รู้รอด“องค์หญิงหนึ่ง องค์ชายสอง ท่านองเมียวจิที่พระองค์ทรงถามหาได้มาถึงแล้วขอรับ”ทหารองค์รักษ์รีบเดินเข้ามารายงานให้เจ้าหญิงคังชินกับเจ้าชายฟุซาฮิโตะได้ทราบ ทั้งสองจึงรีบก้าวเดินออกมาจากตำหนักบรรทมทันทีทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้มาถึงที่หน้าตำหนักบรรทมของพระมเหสีผู้เป็นพระมารดา และพบกับองค์หญิงคังชินผู้เป็นพี่ใหญ่กับองค์ชายฟุซาฮิโตะผู้เป็นพี่รองที่เดินออกมาจากตำหนักบรรทมพร้อมกับทหารองค์รักษ์“ท่านพี่ใหญ่ ท่านพี่รอง ท่านแม่เป็นยังไงบ้างตอนนี้”“น้องสาม ท่านแม่กำลังคลอดน้องสี่อยู่ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ท่านแม่ไม่สามารถคลอดน้องสี่ออกมาได้ จนตอนนี้ท่านแม่อาการทรุดหนักมาก”“ขืนปล่อยไว้แบบนี้ท่านแม่มีหวังสิ้นใจเป็นแน่”เจ้าหญิงฮิเมรากิสัมผัสได้ถึงหมอกอสูรที่อบอวลไปทั่วตำหนัก ความรู้สึกอึดอัดก็เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เธอรู้สึกแน่นหน้าอกราวกับขาดอาการหายใจ ในคราวนี้เธอมีอาการเวียนหัวและมีความรู้สึกสะอิดสะเอี้ยนจนแทบอยากจะอาเจียนออกมา“ท่านพี่สองคนถอยออกมาก่อน ตรงนี้เดี๋ยวหม่อมฉันจัดการเอง”เจ้าหญิงฮิเมรากิพยายามฝืนกลั้นความรู้สึกเหล่านั้นและรีบย่างกรายเข้ามายังด้านในตำหนักจนได้พบกับผู้เป็นพระมารดาที่กำลังนอนร้องอิดโรยด้วยความทรมาน อันเนื่องจากไม่สามารถคลอดองค์หญิงสี่ออกมาได้เจ้าหญิงฮิเมรากิทำการแปะยันต์ไว้ที่ครรภ์ของพระมเหสีผู้เป็นแม่ จากนั้นก็เริ่มทำพิธีปัดรังควานเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายทันที“Rin Pyo To Sha Kai Jin Retsu Zai Zen”หลังจากที่ร่ายเวทย์จนจบ ลายอักขระบนแผ่นยันต์ก็เรือนแสงสีม่วงอ่อนออกมา จากนั้นก็มีเสียงร้องคำรามดังกึกก้องออกมาจากหมอกอสูร“Om!!” หลังจากที่พิธีปัดรังควานสิ้นสุดลง ด้วยพลังเวทย์อันแรงกล้าของเจ้าหญิงฮิเมรากิ จึงทำให้หมอกอสูรที่ปกคลุมไปทั่วตำหนักบรรทมก็ได้ดับสลายหายไปจนหมดสิ้น ทันใดนั้นก็ได้มีน้ำเสียงเข้มของชายปริศนาคนหนึ่งดังขึ้นจากในมุมมืด“ฝีมือไม่เบาเลยนี่ เจ้าหญิงน้อย ช่างสมกับเป็นศิษย์ขององเมียวจิผู้นั้นซะจริงๆ”“เจ้าเป็นใคร เจ้าอยู่ที่ไหน” เจ้าหญิงฮิเมรากิไม่รู้สึกปลาบปลื้มและยินดีในคำชมนั้นเลยสักนิด“ข้าไม่จำเป็นต้องบอกให้เจ้ารู้หรอกว่าข้าเป็นใคร เพราะราชครูของเจ้าน่าจะรู้จักนามของข้าดี”หลังจากนั้น ชายปริศนาคนนั้นก็ได้เลือนหายไปจากความมืด ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบนำเจ้าหญิงฮิเมโยโกะในวัยทารกแรกเกิดไปประกอบพิธีชำระล้างให้ทันทีก่อนที่จะนำเด็กทารกมาส่งคืนให้กับพระมเหสี ด้วยความที่พิธีปัดรังควานนั้นค่อนข้างจะใช้สมาธิและพลังกายที่มหาศาลมาก จึงทำให้เจ้าหญิงฮิเมรากินอนสลบอยู่ที่กลางตำหนักบรรทมของพระมเหสีผู้เป็นมารดาพระมเหสีรีบสั่งให้องค์ชายฟุซาฮิโตะกับองค์หญิงคังชินนำร่างเจ้าหญิงฮิเมรากิมานอนอยู่ข้างๆ บนฟูกนอนทันที“ขอบใจมากนะฮิเมรากิ ที่ช่วยชีวิตแม่กับน้องสี่เอาไว้ได้”พระมเหสีกล่าวขอบคุณพลางยื่นมือเรียวงามขึ้นลูบไล้บนหัวของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่กำลังหลับอยู่อย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะนอนกอดองค์หญิงสี่ในวัยทารกแรกเกิดและหลับลงด้วยความอ่อนล้า
สวดภาวนา ณ ที่นี้ หมายถึงการไหว้สักการะเทพเจ้าญี่ปุ่นในลัทธิชินโตที่ศาลเจ้า คล้ายกับการไหว้ขอพรในศาลเจ้าญี่ปุ่น