เช้าวันต่อมา แดดเช้าสาดส่อง เสียงนกและแมลงร้องรับกันระงมราวกับวงดนตรีธรรมชาติ
สืออวี่ตื่นเองโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก เขาลุกจากเตียงด้วยความงัวเงีย ล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียงอีกรอบ
“จริงสิ… วันนี้ต้องออกไปข้างนอกนี่นา” เขาพึมพำกับตัวเอง
ตอนนี้ร่างกายของเขาฟื้นตัวกลับมาเกือบสมบูรณ์แล้ว พอลองเช็กดูในสารานุกรมสกิลก็พบว่าระยะเวลาคูลดาวน์แปดชั่วโมงถูกรีเซ็ตจนเหลือศูนย์เรียบร้อย นั่นหมายความว่า เขาสามารถใช้งานสารานุกรมเพื่อสอนสกิลได้อีกครั้ง
วันนี้เขาวางแผนจะลองสอนสกิลกายาเหล็กดูสักตั้ง
แต่ขนาดสกิลที่ไม่มีระดับยังต้องพักฟื้นถึงแปดชั่วโมง ถ้าเป็สกิลระดับต่ำอย่างกายาเหล็ก ก็ต้องสูบพลังงานชีวิตมากกว่านั้นแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ เขาเลยตั้งใจจะออกไปหาซื้อของฟื้นพลังมาตุนไว้ เผื่อใช้โด๊ปฟื้นฟูร่างกายหลังสอนสกิลเสร็จ ไม่ว่าจะเป็การอัญเชิญ การใช้พร์ของผู้ฝึกอสูร หรือแม้แต่การเร่งให้สัตว์อสูรเติบโตภายในห้วงมิติอสูร... ทุกอย่างล้วนใช้พลังงานเป็ตัวขับเคลื่อน
เพราะแบบนั้น นอกจากอาหารเสริมและยา สำหรับสัตว์อสูรแล้ว ในตลาดยังมียาบำรุงสำหรับผู้ฝึกอสูรวางขายอยู่เกลื่อนเมือง
สืออวี่เพิ่งเข้าวงการนี้มาหมาดๆ เลยยังไม่ค่อยรู้ลึกเื่สรรพคุณเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่าหาซื้อได้แน่นอน เพราะโฆษณายาพวกนี้มีให้เห็นเกลื่อนเมือง
เมื่อวานเขาลองศึกษากลไกเื่คูลดาวน์ของสารานุกรมสกิลอย่างละเอียด พบว่าเวลาที่ระบุไว้นั้นคำนวณจากการพักผ่อนตามปกติ
ถ้ากินยาบำรุงหรือทำสมาธิช่วยฟื้นฟู ระยะเวลาคูลดาวน์ก็จะลดเร็วขึ้น มันไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่มันผันแปรตามสภาพร่างกายของเขาในเวลานั้นโดยตรง เมื่อสารานุกรมประเมินว่าร่างกายฟื้นตัวดีแล้ว การสอนสกิลรอบต่อไปก็เริ่มได้ทันที
ถือว่าเป็ระบบที่ปรานีผู้ใช้เกินคาด...
ต่อไปแค่พกกระติกน้ำชงเก๋ากี้เวอร์ชันต่างโลกไว้จิบแทนน้ำ และพกยาฟื้นฟูติดกระเป๋าไว้อีกสักกล่อง ก็น่าจะเค้นศักยภาพร่างกายเพื่อสอนสกิลระดับกลางหรือสูงได้ไม่ยาก
ยิ่งกว่านั้น หลังจากเป็ผู้ฝึกอสูรเต็มตัว ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับพลัง อาการหมดสภาพจากการสอนสกิลคงเป็ปัญหาแค่่เลเวลแรกๆ เท่านั้นแหละ
สรุปก็คือ… ต้องรู้จักประมาณตน
สืออวี่ไม่อยากเห็นภาพตัวเองลงแข่งทัวร์นาเมนต์ โดยมีอสูรกินเหล็กเข็นรถเข็นพาเข้าสนามแข่งแน่ๆ ขืนเป็แบบนั้นคงฮาไม่ออก
“เ้าสิบเอ็ด แกนอนอยู่ในนั้นต่อเถอะ เดี๋ยวฉันออกไปซื้อของแล้วค่อยเรียกออกมา”
หลังส่งกระแสจิตบอกกับอสูรกินเหล็กตัวน้อย สืออวี่ก็ข่มใจไม่ให้นอนต่อ แล้วลากสังขารเดินออกจากบ้าน
“เอ๊ะ… ลืมทักทายเ้านั่นไปเลย”
พอออกมาถึงลานบ้าน เขาก็นึกขึ้นได้เลยเงยหน้ามองกรงนกที่แขวนอยู่บนกิ่งของต้นพลับ… หนอนไหมเขียวตื่นแล้ว
ชีวิตของมันช่างน่าอิจฉา นอนแทะใบไม้อยู่ในกรงอย่างสบายอารมณ์ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย แถมไม่รู้ไปทำท่าไหน ถึงมีกองใบพลับเพิ่มขึ้นมาอีก ทั้งใบสดและใบที่ถูกแทะไปครึ่งหนึ่ง
สืออวี่ยืนนึกอยู่แป๊บหนึ่ง... คงเพราะมันใช้สกิลพ่นใยดึงใบไม้เข้ามาล่ะมั้ง?
เมื่อค่าความชำนาญของสกิลพ่นใยถึงขั้นชำนาญ เื่แค่นี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคอะไรแล้ว
ตอนนี้หนอนไหมเขียวไม่สนใจสืออวี่เลยสักนิด เอาแต่แทะใบไม้เคี้ยวตุ้ยๆ พร้อมกับมองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า
ทำไมหนอนอย่างมันถึงต้องมาถูกขังอยู่ในกรงนกนะ? แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนเป็การขังนกไว้นอกกรง... การอยู่ในกรงดูจะปลอดภัยกว่าโลกภายนอกตั้งเยอะ
“จะว่าไป เ้าหนอนไหมเขียวตัวนี้ก็แปลกจริงๆ…” สืออวี่พึมพำ ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านไป
ตามธรรมชาติแล้ว หนอนไหมเขียวทั่วไปจะพยายามเสาะหาพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกิน เพื่อเร่งการเติบโตและวิวัฒนาการ แต่เ้าตัวนี้กลับไม่มีความทะเยอทะยานเลยสักนิด เกาะกินใบพลับบ้านคนอื่นแบบไม่สนโลก
ไม่แปลกเลยที่มันจะขาดสารอาหารจนตัวซีด ถ้าเขาไม่ได้ใช้สารานุกรมสกิลสอนสกิลพ่นใยให้ เกรงว่ามันคงแก่ตายคาต้นไม้ก่อนจะได้ตื่นรู้ครั้งที่สองด้วยซ้ำ
“ขากลับแวะเก็บพืชสมุนไพรมาเป็อาหารเสริมให้มันหน่อยดีกว่า…”
พืชิญญาหรือผลไม้ล้ำค่าในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรนั้นแพงหูฉี่เกินกำลังซื้อ แต่พืชบ้านๆ ที่พอมีคุณค่าทางโภชนาการตามข้างทางยังพอหาเก็บได้ฟรีๆ
ในฐานะซัพพลายเออร์ผลิตเส้นไหมในอนาคต จะปล่อยให้มันตาย เพราะขาดสารอาหารไม่ได้เด็ดขาด อดทนหน่อยนะเ้าหนอน...
เผ่าพันธุ์หนอนไหมเขียว เมื่อระดับการเติบโตถึงเลเวลสิบ ก็มีโอกาสเข้าดักแด้เพื่อวิวัฒนาการได้แล้ว ยิ่งค่าความชำนาญของสกิลพ่นใยสูงเท่าไหร่ โอกาสวิวัฒนาการสำเร็จก็ยิ่งมาก และร่างวิวัฒนาการของมันก็จะยิ่งเทพขึ้นเท่านั้น
ขอแค่ทำตัวเด็กดีอยู่ในกรงของเขาต่อไป วันหนึ่งขยะก็อาจกลายเป็ทองได้เหมือนกัน
...
“เปลี่ยนไปจากความทรงจำเยอะจริงๆ แฮะ…”
หลังออกจากบ้าน สืออวี่เดินทอดน่องไปตามถนนในเมืองผิงเฉิง พร้อมกับถอนหายใจให้กับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ภาพที่สะท้อนยุคสมัยได้ชัดเจนที่สุด นอกจากตึกสูงระฟ้า ก็คือผู้คนบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกอสูรหรือไม่ การเลี้ยงสัตว์อสูรดูจะกลายเป็เทรนด์ของโลกนี้ไปแล้ว
ยิ่งวัฒนธรรมผู้ฝึกอสูรเฟื่องฟู ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ก็ยิ่งแแ่ เขาเห็นคุณลุงคนหนึ่งปั่นรถสามล้อ โดยมีสุนัขน้ำแข็งหน้าตาคล้ายไซบีเรียนฮัสกี้ ถูกล่ามเชือกช่วยลากรถอยู่ด้านหน้า
ให้ตายสิ… นี่มันการเดินทางแบบรักษ์โลกของแท้... แค่เปลืองแรงหมาไปหน่อย
นอกจากเดินหมา ยังมีเดินแมวอีกด้วย เด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตะครุบแมวอัญมณีอย่างเอาเป็เอาตาย
ถ้าจะเปรียบเทียบ เดินหมาก็เหมือนขี่ม้าชมเมือง ส่วนเดินแมวก็คงเหมือนสู้วัวกระทิง ไม่ใช่คนพาแมวเดิน แต่เป็แมวพาคนวิ่ง! ดูจากสภาพที่คุมไม่อยู่แล้ว เดาว่าเ้าของคงไม่ใช่ผู้ฝึกอสูร และไม่ได้ทำพันธสัญญาแน่ๆ น่าจะเลี้ยงไว้ดูเล่นเฉยๆ
แมวอัญมณีมีรูปร่างคล้ายแมวแร็กดอลล์ สวยสง่า พลังต่อสู้สูงกว่าหนอนไหมเขียวเพียงเล็กน้อย (ถ้ายังไม่วิวัฒนาการ)
และเหมือนกับหนอนไหมเขียวตรงที่ เส้นทางวิวัฒนาการของมันถูกเปิดเผยเป็สาธารณะ แถมเพดานขีดจำกัดก็ไม่ต่ำเลย
ขอแค่มีอัญมณีตาแมวที่เหมาะสม ก็ทำให้มันได้รับสกิลเผ่าพันธุ์ตามชนิดธาตุของอัญมณีและวิวัฒนาการได้สำเร็จ ยิ่งอัญมณีเกรดสูงและหายากเท่าไหร่ พลังที่ได้รับหลังวิวัฒนาการก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แมวอัญมณีที่ไม่มีอัญมณี ก็เป็ได้แค่สัตว์เลี้ยงน่ารัก แต่เมื่อมีอัญมณีเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็เครื่องจักรสังหารทันที
สืออวี่ไม่ได้สนใจมากนัก แมวตัวนั้นยังเป็แมวอัญมณีธรรมดา ไม่มีร่องรอยการวิวัฒนาการ เหตุผลก็ง่ายมาก... เพราะอัญมณีตาแมวมันแพงกว่าค่าตัวแมวเสียอีก!
อัญมณีเป็ทรัพยากรใช้แล้วหมดไป ส่วนแมวออกลูกหลานมาได้เรื่อยๆ เวลาผ่านไป ราคาอัญมณีก็พุ่งติดเพดาน ขณะที่ราคาแมวอัญมณีกลับดิ่งลงเหว
...
ระหว่างซึมซับบรรยากาศของเมือง สืออวี่ก็สอดส่ายสายตาหาร้านขายยาไปด้วย ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่หน้าร้านขายยาไป่เฉ่าถัง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านราวสี่กิโลเมตร
การจัดวางภายในไม่ต่างจากร้านขายยาบนโลกเดิม ในตู้กระจกเรียงรายไปด้วยยาแบบกล่องและกระปุก
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ร้านยาโลกนี้ขายยาสำหรับ คนและสัตว์อยู่ในร้านเดียวกัน ด้วยวัฒนธรรมของโลกนี้ แม้แต่หมอรักษาคน ก็มักจะเรียนรู้วิธีรักษาสัตว์ติดตัวไว้บ้าง เหตุผลก็ง่ายๆ แค่สอบใบอนุญาตเพิ่มอีกใบ รายได้ก็เพิ่มเป็สองเท่า ใครจะไม่เอา?
“้าอะไรไหมครับ” เภสัชกรหนุ่มหลังเคาน์เตอร์เอ่ยทักทาย
“ที่นี่รับซื้อเส้นไหมด้วยเหรอครับ” สืออวี่สังเกตเห็นป้ายรายการรับซื้อสมุนไพรและวัตถุดิบ ซึ่งมีเส้นไหมของหนอนไหมเขียวรวมอยู่ด้วย
“รับครับ แต่ต้องเป็เส้นไหมจากหนอนไหมเขียวที่กินสมุนไพรตามรายการที่ระบุไว้ และคุณภาพต้องระดับสูง ผ่านการตรวจสอบแล้วถึงจะรับซื้อครับ”
เภสัชกรชี้แจง “รายชื่อสมุนไพรแปะอยู่้าครับ ลองอ่านดูได้”
“โอเคครับ”
สืออวี่ยืนไล่อ่านเงื่อนไขอย่างตั้งใจ คุณสมบัติของเส้นไหมจะเปลี่ยนแปลงไปตามอาหารที่หนอนไหมเขียวกิน อย่างโรงงานเสื้อผ้า พวกเขา้าเส้นไหมที่มีคุณสมบัติกันหนาวหรือกันความร้อน
เสื้อผ้าจากเส้นไหมกันหนาวมีราคาแพงยับ เนื่องจากการสำรวจูเาหิมะนอกเมืองปิงหยวนจำเป็ต้องใช้ชุดพวกนี้ ส่วนเส้นไหมที่ใช้ทำยา ยิ่งต้องมีส่วนประกอบเฉพาะทางเข้าไปอีก
คำว่า ‘คุณภาพระดับสูง’ ที่ร้านระบุ น่าจะหมายถึงค่าความชำนาญของสกิลพ่นใยอย่างน้อยต้องถึงขั้นเชี่ยวชาญ ถ้าเป็ขั้นสมบูรณ์แบบราคาคงสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เมื่อเห็นราคารับซื้อ สืออวี่ถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
คำนวณจากเงินเก็บ เงินอุดหนุน และค่าใช้จ่ายรายเดือนในตอนนี้ เขากับอสูรกินเหล็กอย่างมากก็อยู่รอดได้แค่ปีเดียว หากภายในปีนี้ยังสร้างชื่อไม่ได้ เช่น สอบผ่านเป็ผู้ฝึกอสูรอาชีพ... สุดท้ายก็คงต้องซมซานกลับไปทำงานเป็ลูกจ้างในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูร เพราะสายป่านการเงินสำหรับเลี้ยงอสูรกินเหล็กคงขาดสะบั้น
แต่ถ้าปั้นสกิลพ่นใยของหนอนไหมเขียวตัวนั้นไปถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ล่ะ… ต่อให้หักต้นทุนค่าอาหารแล้ว แค่ผลผลิตจากหนอนตัวเดียวก็เลี้ยงดูอสูรกินเหล็กได้สบาย
เผลอๆ ถ้าเปิดฟาร์มหนอนไหมเขียวขึ้นมาเมื่อไหร่ อิสรภาพทางการเงินอาจอยู่แค่เอื้อม!
ดูเหมือนเขาจะเจอช่องทางทำมาหากินเข้าให้แล้ว เด็กหนุ่มจับแมลง... ว่าที่ผู้ฝึกอสูรระดับเ้าสัวในอนาคต… ก็คือเขานี่แหละ!
“คุณลูกค้าเป็ผู้ฝึกอสูรเหรอครับ สนใจจะขายเส้นไหมหรือเปล่า” เภสัชกรหนุ่มถาม
“ตอนนี้ยังครับ… ช่วยหยิบ... ยาบำรุงตรงนั้นให้ผมสองขวดหน่อย” สืออวี่ยิ้มบางๆ เก็บความฝันไว้ในใจก่อน
เภสัชกร: ???