จารึกที่ 423 : หมื่นเจตจำนงหลอมรวม : กระบี่สูญญตาตัดสายใยสวรรค์
เมื่อแสงสุดท้ายของดวงตะวันถูกกลืนกินโดยเมฆสีเลือดที่หนาทึบ บรรยากาศเหนือวิหารสุริยันจันทราถูกปกคลุมด้วยความเย็นเยียบที่เสียดแทงทะลุกระดูก กลิ่นอายหมึกวิญญาณอันเข้มข้นจากเรือเหาะนับสิบลำแผ่ซ่านออกมากางกั้นแรงกดดันจากค่ายกลกลืนฟ้า ทำให้ศิษย์สำนักหมึกวารีนับหมื่นชีวิตสามารถยืนหยัดอยู่บนนภากาศได้อย่างมั่นคง
อาเจียมองดูกองทัพศิษย์ที่ประสานมือคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ชายเสื้อคลุมสีครามของเขาพัดปลิวไปตามกระแสลมปราณที่ปะทะกัน แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ทอประกายแห่งความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง เขาเก็บพู่กันนิรันดร์แนบไว้ข้างลำตัว ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าและประสานมือโค้งคำนับตอบหลี่ชางไห่อย่างนอบน้อม
"ท่านเจ้าสำนัก... และศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน" เสียงของอาเจียกังวานก้อง อาศัยปราณเซียนแท้ขับเคลื่อนให้ทะลุทะลวงไปถึงโสตประสาทของทุกคน "พวกท่านเดินทางข้ามทวีปมาด้วยความเหนื่อยยาก บุญคุณที่ร่วมเป็นร่วมตายในวันนี้ ข้า อาเจีย ขอจารึกไว้ในแก่นวิญญาณ... แต่บัดนี้มิใช่เวลาแห่งการรำลึกความหลัง ศัตรูเบื้องหน้าคือหายนะที่มุ่งหมายจะลบเลือนพวกเราให้สิ้นซาก ข้าขอรับเจตจำนงของพวกท่านไว้ และขอให้พวกเราสู้ไปด้วยกันขอรับ!"
"รับบัญชาท่านผู้นำ!" เสียงตวาดก้องของคนนับหมื่นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เจตจำนงที่แน่วแน่ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังที่มองไม่เห็น พุ่งทะยานขึ้นไปสั่นคลอนม่านเลือดบนท้องฟ้า
ผู้อาวุโสคุมกฎแห่งตระกูลเซียนโบราณผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตา หรี่ตาลงด้วยความเดือดดาล "สายเลือดที่หลงเหลือของสำนักหมื่นอักขระ... ที่แท้ก็ซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกพวกเรามาตลอดพันปี ดี! ในเมื่อพวกมดปลวกมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ข้าก็จะได้บดขยี้พวกเจ้าไปพร้อมกันทีเดียว!"
เขาตวัดมือขวาลงเบื้องล่าง "ทัพพยนต์เทวะ! อย่าให้พวกมันตั้งค่ายกลสำเร็จ ฆ่าไม่ละเว้น!"
พยนต์เทวะสวรรค์บรรพกาลเก้าสิบกว่าตัวที่เหลืออยู่ ส่งเสียงคำรามที่เสียดแก้วหู ร่างโลหะสวรรค์สีดำขลับของพวกมันพุ่งทะยานลงมาราวกับดาวตกสีเลือด พลังระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้นเก้าสิบกว่าสายบีบคั้นอากาศจนเกิดรอยแยกมิตินับไม่ถ้วน
"จัดกระบวนทัพ!" หลี่ชางไห่ตวาดลั่น ศิษย์สำนักหมึกวารีนับหมื่นขยับตัวอย่างพร้อมเพรียง กระดาษยันต์นับแสนแผ่นถูกปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นกำแพงอักขระหลากสีสัน
"ช้าก่อนท่านเจ้าสำนัก!" อาเจียส่งกระแสจิตแทรกเข้าไป "พยนต์เทวะเหล่านี้มีร่างกายทนทานต่อปราณโจมตีทั่วไป และพวกมันเชื่อมต่อกับค่ายกลกลืนฟ้าด้านบน หากปะทะด้วยกำลังตรงๆ พลังของศิษย์เราจะสูญเปล่า... ข้าต้องการให้ท่านเชื่อมต่อค่ายกลของสำนัก เข้ากับ 'ปฐมอาณาเขต' ของข้า"
หลี่ชางไห่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบิกตากว้าง "เชื่อมต่อค่ายกลนับหมื่นเข้ากับอาณาเขตของเจ้า? อาเจีย พลังปราณจำนวนมหาศาลขนาดนั้น เส้นชีพจรของเจ้าจะรับไม่ไหว!"
"ข้าจะไม่ใช้ร่างกายเป็นภาชนะ แต่จะใช้วิถีแห่งสูญญตาเป็นผืนผ้าใบขอรับ" อาเจียตอบกลับอย่างเด็ดขาด
เขาหันไปมองมิตรสหาย "มู่หลาง อี้หราน ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเออร์! พวกเจ้าคุ้นเคยกับค่ายกลของข้าที่สุด ข้าขอให้พวกเจ้าไปประจำตำแหน่งเป็นแกนนำของแต่ละทัพย่อย นำทางเจตจำนงของศิษย์สำนักหมึกวารีให้ไหลเวียนมาบรรจบที่ข้า!"
"ไว้ใจได้เลย!" ฉินมู่หลางเหินร่างทะยานขึ้นไปยืนอยู่เบื้องหน้ากองทัพศิษย์สายกระบี่ เขายกกระบี่ขึ้นสูง เจตจำนงกระบี่ที่บริสุทธิ์ของเขาดึงดูดปราณกระบี่อักขระนับพันสายให้มารวมกัน
เฟิงอวี้หรานหัวเราะร่า ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยเพลิงอัคคีบรรพกาล เข้าเป็นศูนย์กลางของศิษย์สายเพลิงอักขระ หลินซิงเสวี่ยและเย่วปิงอวิ๋นประจำตำแหน่งค่ายกลรักษาและค่ายกลกักขังตามลำดับ ขณะที่เฟิงหลิงเออร์ลอยตัวอยู่จุดสูงสุด ใช้เนตรดาราเพ่งมองพิกัดของพยนต์เทวะทุกตัว
"เจ้าสัว! ถุงเงิน!" อาเจียร้องเรียก
ร่างศิลาทมิฬอันใหญ่โตของเจ้าสัวก้าวออกมาจากวิหาร ทุกย่างก้าวทำให้แผ่นดินสะเทือน มันทุบหน้าอกตัวเองส่งเสียงคำรามท้าทาย ส่วนเจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา พ่นใยสีเงินออกมายึดโยงตามจุดต่างๆ ของวิหาร สร้างโครงข่ายมิติที่พร้อมจะเบี่ยงเบนการโจมตี
เมื่อทุกอย่างพร้อม อาเจียหลับตาลง ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนประสานอินด้วยท่าทีเคร่งขรึม วงแหวนสามธาตุเร่งความเร็วสูงสุด อาเจียเปิดตากว้าง เนตรสูญตาทอประกายสีเทาเข้ม เขาตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นฟ้า
"จารึกเชื่อมโยง... หมื่นอักขระบรรจบสูญตา!"
ลวดลายอักขระสีเทาขนาดมหึมาพุ่งทะยานออกจากปลายพู่กัน แผ่ขยายออกไปครอบคลุมเรือเหาะทั้งสิบลำ มันมิได้ดูดซับพลังปราณ แต่ดึงเอา 'เจตจำนง' และ 'วิถีเต๋า' ของคนนับหมื่นมาหลอมรวมกัน
อึ่ก!
อาเจียกัดฟันแน่น โลหิตสีแดงสดไหลออกจากมุมปาก ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการแบกรับเจตจำนงของคนนับหมื่นหนักหน่วงกว่าที่เขาคำนวณไว้ เส้นชีพจรตามท่อนแขนปูดโปน ทว่าแววตาของเขากลับปราศจากความหวาดหวั่น มู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ถ่ายทอดปราณบริสุทธิ์อันนุ่มนวลเข้าประคองแผ่นหลังของศิษย์รักอย่างเงียบๆ
"เจตจำนงคือสายน้ำ ปล่อยให้มันไหลผ่านความว่างเปล่า อย่าพยายามกักขังมัน" มู่เฉินส่งกระแสจิตเตือน
อาเจียผ่อนลมหายใจ ทำจิตใจให้สงบ ปล่อยให้เจตจำนงนับหมื่นสายไหลผ่านปฐมอาณาเขตของเขาไปหล่อเลี้ยงตาข่ายสูญตาที่เคยกางไว้เบื้องบน บัดนี้ ตาข่ายสีเทาหม่นได้รับการอุดหนุนจากพลังของสำนักหมื่นอักขระ มันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโดมค่ายกลที่แข็งแกร่งจนมิติรอบด้านบิดเบี้ยว
ตูม! ตูม! ตูม!
พยนต์เทวะสวรรค์บรรพกาลกระแทกเข้ากับโดมค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง ทว่าครั้งนี้ พวกมันกลับถูกแรงสะท้อนกลับกระเด็นออกไป เจ้าถุงเงินไม่รอช้า ดึงใยมิติที่ถักทอไว้ เปิดช่องว่างมิติใต้เท้าของพยนต์เทวะสิบกว่าตัว ทำให้พวกมันร่วงหล่นลงมาในเขตของวิหาร!
"พวกมันหลุดเข้ามาแล้ว! ฆ่า!"
ฉินมู่หลางตวาดลั่น กระบี่ของเขาฟันผ่าอากาศธาตุ นำพากระบี่อักขระของศิษย์นับพันเล่ม พุ่งเข้าเสียบทะลุรอยต่อเกราะโลหะของพยนต์เทวะ เฟิงอวี้หรานปลดปล่อยคลื่นเพลิงหลอมละลายข้อต่อของพวกมัน ขณะที่เจ้าสัวพุ่งเข้าชนประจัญบานกับพยนต์เทวะตัวหนึ่งด้วยพละกำลังทางกายภาพล้วนๆ หมัดศิลาปะทะหมัดโลหะสวรรค์จนเกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรง
"จุดอ่อนของพวกมันถูกกระตุ้นโดยค่ายกลกลืนฟ้าด้านบนตลอดเวลา!" เฟิงหลิงเออร์ตะโกนบอกพิกัด "หากไม่ตัดสายใยสีเลือดที่เชื่อมอยู่เหนือหัวพวกมัน มันจะฟื้นฟูตัวเองได้เรื่อยๆ!"
ผู้อาวุโสคุมกฎเบื้องบนแสยะยิ้ม "รู้แล้วอย่างไร? สายใยนั้นสร้างจากกฎเกณฑ์ของผู้นำตระกูล ต่อให้พวกเจ้ารู้จุดอ่อน ก็ไม่มีทางตัดมันขาด!"
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองสายใยสีเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างก้อนเมฆกับศีรษะของพยนต์เทวะทุกตัว นัยน์ตาสูญตาของเขาวิเคราะห์โครงสร้างของมันอย่างรวดเร็ว
"ความจริงแท้ของสวรรค์งั้นหรือ..." อาเจียเช็ดเลือดที่มุมปาก รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้น "ในโลกนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่อักขระสูญตาตัดไม่ขาด!"
ชายหนุ่มทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งตรงไปยังศูนย์กลางของสมรภูมิ ทารกวิญญาณสูญตากระตุ้นพลังถึงขีดสุด อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่น หมึกวิญญาณสีเทาหม่นควบแน่นอยู่ที่ปลายพู่กันจนกลายเป็นคมมีดที่มองไม่เห็น
เขาไม่ได้เล็งไปที่ตัวพยนต์เทวะ แต่เล็งไปที่ 'ความว่างเปล่า' บริเวณสายใยสีเลือด
"เจตจำนงคือตัวตน... หากลบตัวตน เจตจำนงย่อมสูญสลาย!"
อาเจียตวัดพู่กันวาดอักขระตัวเดียวกลางอากาศ
"ขาด (断)!"
เส้นสายสีเทาพุ่งทะยานออกไป มันมิได้ปะทะกับสายใยสีเลือดด้วยความรุนแรง แต่มันซึมผ่านมิติเข้าไป และกำหนดให้พื้นที่บริเวณนั้น 'ไม่เคยมีสายใยดำรงอยู่'
ฉับ!
ไร้ซึ่งเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงความเงียบงันชั่วพริบตา ก่อนที่สายใยสีเลือดนับร้อยสายจะขาดสะบั้นลงพร้อมกัน! พยนต์เทวะสวรรค์บรรพกาลทั้งหมดชะงักค้าง แสงสีเลือดในดวงตาของพวกมันดับวูบลง พลังทำลายล้างที่เคยมีหายไปกว่าครึ่ง
"เป็นไปไม่ได้! มันใช้เคล็ดวิชาใดตัดการเชื่อมต่อของค่ายกลกลืนฟ้า!" ผู้อาวุโสคุมกฎที่มีรอยแผลเป็นเบิกตากว้างด้วยความตระหนก กฎเกณฑ์ที่ตี้เทียนอู๋วางไว้ถูกทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยการตวัดพู่กันเพียงครั้งเดียว
"ตอนนี้แหละทุกคน! บดขยี้พวกมัน!" อาเจียตวาดสั่งการ
หลี่ชางไห่และศิษย์สำนักหมื่นอักขระไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย ค่ายกลโจมตีระดับสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมา ปราณหมึกวิญญาณแปรสภาพเป็นมังกรอักษรขนาดยักษ์ พุ่งทะลวงกลืนกินร่างของพยนต์เทวะที่สูญเสียพลังงานสนับสนุน เสียงโลหะสวรรค์แตกหักดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
เพียงชั่วจิบชา พยนต์เทวะสวรรค์บรรพกาลกว่าครึ่งถูกบดขยี้จนกลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่เห็นกองกำลังอันน่าภาคภูมิใจถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา โทสะและความอัปยศพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด พวกเขาตระหนักแล้วว่า เด็กหนุ่มเบื้องหน้ามิใช่คนที่จะสามารถประมาทได้อีกต่อไป
"บีบบังคับให้พวกข้าต้องใช้ไพ่ตาย... พวกเจ้าจะต้องชดใช้ด้วยดวงวิญญาณ!"
ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่กัดปลายลิ้น พ่นโลหิตแก่นแท้ออกมาพร้อมกัน โลหิตระดับข้ามผ่านมหายานทั้งสี่สายพุ่งขึ้นสู่ค่ายกลกลืนฟ้าเบื้องบน พวกเขากำลังเผาผลาญอายุขัยและรากฐานของตนเอง เพื่อบังคับเปิดช่องว่างมิติ และอัญเชิญ 'เจตจำนงที่แท้จริง' ของตี้เทียนอู๋ให้จุติลงมาล่วงหน้า!
ท้องฟ้าสีเลือดบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายที่เหนือกว่าทุกสิ่งที่เคยปรากฏในแผ่นดินตะวันออก กำลังแผ่ซ่านลงมา อาเจียกำพู่กันในมือแน่น นัยน์ตาสูญตาจับจ้องไปยังจุดศูนย์กลางของพายุ
การปะทะกับพยนต์เทวะเป็นเพียงแค่การอุ่นเครื่อง... ศัตรูที่แท้จริง กำลังจะก้าวข้ามห้วงมิติมาแล้ว!