หนึ่งในร้อยคติประจำใจของท่านหญิงรองของเมืองสุยโจวก็คือ "ข้าทำ ท่านใช้ สุยโจวเจริญ" และอีกหนึ่งในร้อยคติก็มีอยู่ว่า "ขยัน ขยัน ขยัน คือคำตอบของหนทางร่ำรวย" หลังจากนั้นก็ยังมีหนึ่งในร้อย และหนึ่งในร้อย อีกหลาย ๆ ประโยค ที่ชาวเมืองสุยโจว และคนที่มาเยือนเมืองเล็ก ๆ ที่มีบรรยากาศคึกคัก หลากหลายเชื้อชาติ และเป็รากฐานของการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของแคว้นเซี่ยนี้ต้องอ่าน
ทำไมถึงจะ “ต้องอ่าน” น่ะเหรอ…
หึ…
ก็เพราะว่าป้ายเ่าั้ติดอยู่ที่หน้าประตูเมืองทั้งสี่ทิศน่ะสิ เรียกได้ว่าครบทั้ง ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ซ้ำยังมีขนาดใหญ่กว่าซุ้มประตูเกียรติยศเสียอีก
ทั้งในแต่ละวันก็ยังเปลี่ยนข้อความไม่ซ้ำกันด้วย ป้ายที่หน้าเมืองทุกทิศนี้ เป็ป้ายถาวรที่หากใครอยากจะโฆษณาอะไร ก็สามารถมาติดต่อกับกลุ่มโฆษณาในเครือการค้าหลันหลันได้ เพราะพวกเขาได้สิทธิ์ดูแลพื้นที่โฆษณาพวกนี้จากทางการ กลุ่มโฆษณาพวกนี้ก็คือพวกเด็กๆ ที่เคยไร้บ้าน แล้วหลันหลันจ้างงานให้ถือป้ายะโร้องบอกวันงานเปิดตัวร้านมู่อ้ายนั่นเอง
ตอนที่คนอื่นๆ เติบโตขึ้น พวกเด็กถือป้ายโฆษณาก็เติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน แน่นอนว่า…งานหลักของพวกเขาก็คือการทำโฆษณาให้กับทุกร้านค้าในกลุ่มการค้าของนายหญิงหลัน และเสี่ยวฮวาฮวา แต่ยามว่างพวกเขาก็สามารถรับงานเสริม จากร้านค้าในเมืองที่้าประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการค้าของตนเองด้วย ตอนนี้แม้กระทั่งคุณชายใหญ่สกุลลู่ ก็ใช้บริการแขวนป้ายประกาศเช่นกัน เขาเพิ่งประกาศรายการอาหารใหม่ที่ขึ้นโต๊ะที่เซียงปิงโหล่วไป
ตอนนี้การค้าของเซียงปิ่งโหล่วดีนัก คนในเมื่องสุยโจวมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ย่อมมีกำลังมากินของดี ๆ ที่ภัตตาคารเก่าแก่แห่งนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เซียงปิ่งโหล่วมีหลายสาขา แต่เดิมสาขาสุยโจวมียอดขายอยู่หาง ๆ แถว แต่ตอนนี้ขึ้นมาเป็อันดับหนึ่งแล้ว
ส่วนเื่คติประจำใจที่แขวนอยู่ที่ประตูเมืองระยะนี้ ย่อมเป็ฝีมือของท่านผู้ช่วยรักษาการเ้าเมืองสุยโจว...
นับวันสุยโจวยิ่งคึกคัก ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จะมองไปทางไหนสุยโจวก็เจริญยิ่งนัก แล้วคติประจำใจท่านหญิงรองนั่น เป็ข้อความที่ทุกคนในเมืองจะได้อ่านกันตลอดเวลา ไม่เพียงแค่ทุกคนในเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่หลั่งไหลพวกนั้นด้วย
แต่เดิมหลังจากเมื่อเกือบสองปีก่อน ท่านหญิงหลันหลัน ได้เดินทางแสวงหาความก้าวหน้าออไปจากเมืองสุยโจว สถานที่ที่นางได้ริเริ่มก่อตั้งและพัฒนาด้านต่างๆ ขึ้นมา จนกลายเป็เมืองชั้นนำของแคว้นเซี่ย ก็ได้ท่านหญิงรอง หรือที่ชาวบ้านเคยเรียกกันว่าเสี่ยวฮวา ช่วยดูแล ร่วมกับคุณชายใหญ่สกุลลู่
แต่ปีนี้นางโตขึ้นมากแล้ว ชาวบ้านเริ่มจะไม่เรียกนางอย่างเอ็นดูเช่นเด็กๆ แล้ว แต่จะให้เรียกคุณชายฮวาเจ๋ออย่างโจ่งแจ้งก็ไม่ได้อีก หลังจากสุมหัวใคร่ครวญกันมาอย่างหนัก (ใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว) พวกเขาก็คิดว่าถึงอย่างไรคนเขาก็เป็ถึงท่านหญิงคนหนึ่ง อีกทั้งยังดูแลเมืองได้ดีมากๆ ด้วย สมควรจะหนุนหลังนางสักหน่อย
ชาวบ้านรู้ดีว่าการดูแลเมืองให้สงบเรียบร้อย อีกทั้งยังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าท่านหญิงหลันจะไม่อยู่เป็เื่ที่ยากเย็นแสนเข็ญมาก แต่ถึงจะยากเย็นเพียงใด ร่างน้อยๆ ที่ขี่ม้าไปรอบเมืองนั้น ก็ขยันขันแข็ง ไม่ปริปากบนสักคำ หนักเอาเบาสู้ยิ่งนัก ทั้งยังทำได้ดีด้วย
ชาวบ้านล้วนเคารพนับถือ และยกย่องนางอยู่ไม่น้อย ชาวเมืองสุยโจวเก็บเื่นี้ไว้ในใจเพื่อระลึกถึงความเสียสละของคุณชายฮวาเจ๋อมาตลอด ทว่าเป็เพราะสุยโจวมีคนต่างถิ่นเข้ามาในแต่ละวันมากมาย คนเ่าั้มีหรือจะเชื่อถือ และฟังคำของเด็กสาวตัวน้อยได้
ใช่ว่าทุกคนจะรู้จักเหมยฮวา คุณชายฮวาเจ๋อ เสี่ยวฮวาฮวาลูกวัวตัวน้อยเสียเมื่อไหร่
ยามนี้ชาวบ้านที่คิดแล้วว่าอยากจะสนับสนุนฮวาฮวา ล้วนแต่เรียกขานนางว่าท่านหญิงรองทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อประกาศต่อทุกคนว่า ถึงอย่างไรเด็กสาวตัวน้อยที่ขี่ม้าดูแลความสงบเรียบร้อยของเมืองผู้นี้ ก็เป็ “ท่านหญิง” ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง อีกทั้งฝ่าายังเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่คนอื่นจะได้เชื่อฟัง และไม่ก่อปัญหาให้กับท่านหญิงรองเช่นนาง อ่อ…ที่เรียกนางว่าท่านหญิงรอง ก็เพราะว่าเมืองนี้มีท่านหญิงอยู่สองคน ท่านหญิงคนพี่เดินทางไกลไปกับสามีแล้ว ที่นี่ย่อมเหลือเพียงแค่ท่านหญิงรองคนเดียว
ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านหญิงรองทำงานได้อย่างราบรื่นยิ่งนัก จะว่าไปตอนนี้ก็ยังราบรื่นอยู่…เพียงแต่ว่าตอนนี้นางเริ่ม “โตแล้ว” ปัญหาหลักของดอกไม้ตูมที่ เริ่มจะผลิบาน จะยอมมีหมู่ภมรฝูงใหญ่บินมาดอมดม พร้อม ๆ กับขบวนแม่สื่อที่วิ่งตามมา…
[ ลู่จางเหว่ย : หึ ]