“ข้าพระชายารัชทายาท ขอบคุณแม่นางที่พาซื่อซื่อมาส่ง เด็กผู้นี้ซนนัก มักชื่นชอบดอกไม้เช่นเดียวกับองค์ฮองเฮา ข้าคิดว่าเ้าไปเจอซื่อซื่อในตำหนักหลวงที่จัดดอกไม้ของฮองเฮากระมัง”
์! วันนี้นับเป็อะไรเหตุใดต้องคอยร่ำร้องว่า์เป็ร้อยครั้ง สตรีตรงหน้าเป็ถึง ชายาองค์รัชทายาท! นางหันไปมองสหายข้างกายทันที เห็นหน้าทำหน้าค้างไปนาน แต่สุดท้ายก็กลับมายิ้มหวานใส่นางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เ้าจะรักใครก็รักแต่ไม่ควรมารักองค์รัชทายาทเลย วันหน้าเขาย่อมมีตำหนักในเยอะสนมเป็ร้อย กว่าจะมาเอาใจถึงเ้า เ้าคงได้เหี่ยวเฉาตายไปแล้วล่ะ
“สมควรเป็เช่นนั้นที่ข้าต้องพาท่านชายน้อยิ่ซื่อมาส่งเพคะ ในเมื่อได้ส่งท่านชายคืนตำหนักแล้วหม่อมฉันต้องขอลานะเพคะ” สวมน้อยที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งมีผ้าบางคลุมไว้พลันกล่าวขึ้น
“ข้าขอทราบนามและจวนของพวกเ้าทั้งสอง หากมีอะไรให้ข้าช่วยเหลือย่อมมาได้ทุกครั้ง”
“พวกหม่อมฉันมิบังอาจให้พระชายาช่วยเหลือเพคะ นามของหม่อมฉันคือเสวี่ยเหมย เป็บุตรสาวแม่ทัพทิศทักษิณเพคะ” เสวี่ยเหมยกล่าวเสร็จเห็นทางจ้าวหนิงยังไม่เอ่ยสักทีจึงได้กล่าวแทนว่า “ข้างกายหม่อมฉันเป็สหายนามว่าเถียนจ้าวหนิง เป็บุตรแม่ทัพทิศบูรพาเพคะ”
“ข้าจำได้แล้ว เอาเถอะหากมีอันใดอยากให้ช่วยก็มาเถอะนะ” ชายารัชทายาทหันไปกล่าวบางอย่างกับนางกำนัลก่อนจะวิ่งหายไปในตำหนัก จากนั้นก็วิ่งกลับออกมาอีกครั้ง “นี่เป็ป้ายอนุญาตขอเข้าพบตำหนักรัชทายาท เ้าแค่แจ้งว่ามาพบข้าพร้อมแสดงป้ายหยกนี้ก็จะมีคนนำพวกเ้าเข้ามาได้แล้ว”
พวกเสวี่ยเหมยสุดท้ายก็ต้องจำใจรับมา ก่อนจะขอตัวกลับไปตำหนักจัดงานอีกครั้ง เสวี่ยเหมยก็อดเป็ห่วงจ้าวหนิงไม่ได้ ทำได้แต่ยื่นมือน้อยๆ ไปกุมมือข้างหนึ่งของจ้าวหนิง จูงนางเดินกลับเข้าตำหนักเป็การปลอบใจแทน
ทางด้านตำหนักหลวง
ยามนี้นับว่าใกล้เข้าสู่ปลายเหมันต์ จนหิมะเริ่มบางตาแล้วตามพื้นหิมะปรากฏหญ้าน้อยๆ เริ่มโผล่ขึ้นมาบางส่วน ในห้องนี้จะเป็แค่ดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูหนาวเท่านั้น ดอกไม้ฤดูอื่นฮองเฮาย่อมให้นางกำนัลขนย้ายไปยังห้องที่เหมาะสมและอบอุ่นก่อนหิมะจะโรยรา แต่บางพันธุ์ไม้อาจจะทนความหนาวไม่ไหวก่อนขนย้ายต้องล้มตายไปอย่างห้ามไม่ได้ ฝ่ายฮองเฮาได้แต่ทำใจ รอวันปลูกดอกไม้ในฤดูต่อมาแทน ขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมความงามของเหล่าบุปผาในห้องกว้างอยู่นั้น ทางด้านของทูตแคว้นซูได้ประกาศขอมอบดอกไม้พิเศษให้องค์ฮ่องเต้
“ด้วยข้าตัวแทนจากแคว้นซู กษัตริย์ของแคว้นเราได้เห็นว่าดอกไม้นี้คู่ควรกับองค์ฮ่องเต้ ด้วยเพราะว่าดอกไม้ชนิดนี้ชื่อดอก ‘ลิ้นั’ และต้องเป็ัเช่นเดียวกันถึงจะคู่ควร” พอกล่าวเสร็จเห็นเหล่าข้ารับใช้ที่ติดตามมากับทูตขนกระถางที่มีผ้าดำคลุมอยู่ก้าวเดินเข้ามา
แน่นอนว่าทางแคว้นฝูหยวนย่อมไม่รู้จักพันธุ์ไม้ชนิดนี้ จึงต่างพากันสนใจว่าจะงดงามเพียงไหน ทางฮ่องเต้ได้ยินทูตอีกแคว้นกล่าวก็ฉายแววพอใจ พยักหน้าให้นำดอกไม้ขึ้นมาถวายได้
ทันทีที่ผ้าคลุมถูกเปิดออก เผยให้เห็นดอกทรงสูงสีทองอร่ามอยู่ด้านหน้า คนธรรมดาย่อมไม่คิดอะไร แต่องค์ฮองเฮานั้นรักดอกไม้เป็ชีวิตจิตใจ และองค์ชายห้าฝูอี้หย่งที่ช่างสังเกตมองไปยังปลายกลีบดอกทุกกลีบได้เห็นว่าไม่ถูกต้อง มันจะมีสีดำอันน่าสยดสยองแทรกซึมอยู่บนร่างัก็ย่อมไม่ใช่ลำตัวัแล้วน่ะสิ!
องค์ฮ่องเต้กำลังเชยชมสูดกลิ่นหอมเข้าไปอย่างชื่นใจ มือใหญ่กำลังจะัักลีบดอก พลันได้ยินเสียงร้องเรียก “ห้ามจับ!” เสียงฮองเฮาและองค์ชายห้าดังขึ้นพร้อมกัน
ทันใดนั้นผู้คนชุดดำกลุ่มหนึ่งะโลงมาจากเพดาน้าเป็โขยงใหญ่ ทำให้ผู้คนในนั้นแตกตื่นวิ่งหนีกันวนอยู่ในตำหนัก แต่คนบางกลุ่มคิดได้จึงวิ่งกลับไปยังหน้าตำหนัก แต่ก็พบว่าพวกคนชุดดำได้ปิดประตูตำหนักไว้ไม่ให้ใครเข้าออกได้
“คุ้มกันฮ่องเต้!” องค์ชายทั้งหมดและองครักษ์ะโพลันชักดาบที่อยู่ตรงเอวออกมาอย่างพร้อมเพรียง ด้านแม่ทัพและทหารเอกต่างพากันคอยคุ้มกันฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่านางสนม รวมถึงองค์หญิงทั้งสามด้วย
เสียงรบราฆ่าฟันดังขึ้นไม่หยุด เสียงดาบเหล็กกระทบกันดังสนั่นจนพาให้กลุ่มสตรีหวีดร้องออกมาอย่างหวาดกลัว องครักษ์ในวังหลวงรีบพาเหล่าสตรีและฮูหยินแต่ละจวนไปรวมกลุ่มกันที่มุมหนึ่งอย่างปลอดภัย
เมื่อเสวี่ยเหมยมาถึงหน้าตำหนักก็คิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ หน้าตำหนักไม่ควรปิดตายเช่นนี้ นางร้อนใจพลันได้ยินเสียงผู้คนด้านในกรีดร้องะโดังลั่น เสวี่ยเหมยมั่นใจว่าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นแน่นอน จึงดึงแขนจ้าวหนิงไปทางด้านหลังห้องแสดงดอกไม้แทน นางคิดว่าหากไม่สังเกตดีๆ คงน้อยคนที่จะรู้ว่ามีประตูอยู่ตรงนั้นแล้วก็เป็จริงดังคาด
เสวี่ยเหมยไม่อยากให้จ้าวหนิงเข้าไป แต่สหายนางก็รบเร้าขอเข้าไปด้วยเพราะเป็ห่วงอี๋เหนียงและน้องๆ เสวี่ยเหมยเลยได้จำใจยอมตามใจนาง ในห้องจัดดอกไม้ไม่มีผู้คนแล้ว แต่ในห้องโถงยามนี้ผู้คนชุลมุน เหล่าคนลึกลับชุดดำเต็มไปหมดนางได้แต่วิ่งมองหาครอบครัวก่อน และได้พบว่าน้องชายและแม่ของนางปลอดภัยดีก็โล่งใจ และทางด้านจ้าวหนิงด้วยเช่นกัน
นางหันไปมองยังเหล่าผู้คนที่กำลังกระหน่ำฆ่าฟันกันอยู่อย่างไม่มีฝ่ายไหนยอมฝ่ายไหน ท่ามกลางผู้คนหลายสิบคน แต่ภายในสายตากลับมีร่างหนึ่งที่เด่นสง่าไม่เหมือนผู้ใด อาภรณ์สีน้ำเงินเคลื่อนไหวไปมาแฝงไปด้วยเสน่ห์เฉกเช่นชายชาตรี ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่โดนจ้องมาจึงรีบหันไปมอง ทั้งสองสบตากันอยู่นานหรงจวิ้นได้แต่จ้องมองดวงตาคู่เล็กอยู่เช่นนั้น มือสังหารชุดดำอีกคนตรงดิ่งมาด้านหลังเขากำลังจะง้างดาบยาวใส่หรงจวิ้น
เสวี่ยเหมยทนไม่ไหวเผลอวิ่งออกไปท่ามกลางเสียงห้ามของผู้คนด้านหลัง “เหมยเอ๋อร์!”
“แม่นางอย่าออกไป!”
โฉมงามก้มหยิบดาบจากศพคนชุดดำ ยกดาบเหล็กฟาดฟันมือสังหารที่เข้ามาหาหาร่างสูงเรื่อยๆ ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นจ้องมองมาที่สตรีหนึ่งเดียวที่ไปรบรากับเหล่าบุรุษ สาวน้อยมีฝีมือเพลงดาบมั่นคงแฝงไปกับลวดลายทรงเสน่ห์ ผมดำเงางามสะบัดพลิ้วไปมาอย่างสวยงาม ใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบางนั้นสั่นไหวไปตามแรงเหวี่ยงของนาง เหล่าบุรุษที่ไม่กล้าสู้หลายคนนั่งมองอยู่พลันเคลิบเคลิ้มไปตามร่างเสวี่ยเหมยอย่างไม่รู้ตัว
หรงจวิ้นเองก็เผลอหยุดการกระทำอีกครั้งยามเห็นโฉมงามในดวงใจเฉียดผ่านร่างกายเขาไปมา ใต้ผ้าคลุมแลให้เห็นโครงหน้าอยู่รางๆ เสื้อผ้าอาภรณ์ยามเคลื่อนไหวร่างบางเห็นเป็รูปทรงสะโอดสะองแนบเนื้องดงาม จู่ๆ มือสังหารอีกคนก็เข้ามาแทงเขาจากด้านหลังหนึ่งแผลที่ตรงด้านไหล่ซ้าย ปลายดาบทะลุโผล่มายังด้านหน้า
“หรงจวิ้น!” เสวี่ยเหมยเผลอร่ำร้องเรียกชื่อของเขาอย่างหลุดปาก ทางด้านฝั่งฮ่องเต้และฮองเฮาได้ยินสตรีเอ่ยเรียกเขาเสียงดังจึงรีบหันไปมอง แต่กลับพบว่าบุตรชายกำลังถูกแทงอยู่ หน้าตาทุกคนใอย่างพร้อมเพรียงกัน ฮองเฮาใจหายรีบยกมือปิดปากกับภาพที่เห็น
เสวี่ยเหมยและเหล่าองครักษ์พากันตรงเข้าไปสังหารเหล่าคนชุดดำอย่างไม่คิดจะให้หลุดรอดมีลมหายใจ จนสุดท้ายก็ล้มตายกันไปหมด เหลือรอดเพียงแค่ทูตสารเลวเท่านั้นที่ถูกจับกุมอยู่ ทูตแคว้นซูเห็นท่าไม่ดีคิดจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายแต่ถูกเหล่าองค์รัชทายาทและองค์ชายจับปากไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่คิดได้
เมื่อทุกอย่างสงบลง ทุกคนปลอดภัยไม่มีใคราเ็ มีเพียงหรงจวิ้นที่โดนแทงไปหนึ่งแผลใหญ่ ร่างงามวิ่งไปยังชายหนุ่มทันที ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ย่อมงุนงงว่าเหตุใดองค์ชายสามผู้เก่งกล้าถึงพลาดท่าให้มือสังหารได้ ผู้ใดจะไปรู้ว่าเขาโดนหญิงงามหลอกล่อจนสติหลุดลุ่ยต่างหากเล่า
ฮองเฮาเห็นว่าองค์ชายบางคนและเหล่าองครักษ์กำลังจะวิ่งไปทางหรงจวิ้น นางก็รั้งพวกเขาไว้ทันที ฮองเฮานึกสนใจสตรีร่างบางเข้า อยากรู้ว่าหรงจวิ้นจะผลักไสนางหรือไม่ ที่แปลกใจด้วยก็คือหรงจวิ้นไม่เคยบอกนามให้แก่สตรีนางใดมาก่อน แม้แต่ในเมืองหลวงก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย หากเล็ดลอดออกไปให้ใครได้ยินชื่อแล้วเขาย่อมสืบสาหาความกับผู้ปล่อยนามของเขา และจะต้องให้คนผู้นั้นอยู่ไม่สุข เพราะเช่นนี้จึงมีแต่คนเกรงกลัวไม่กล้าเปิดเผยชื่อองค์ชายสามให้สตรีนางใดได้ทราบ แม้อีกฝ่ายจะเสนอของมีค่าเพียงใดพวกเขาก็ล้วนไม่กล้าจริงๆ ....
แต่ครั้งนี้เกรงว่าแม้ชื่อเขาถูกปล่อยออกไป เขาก็ไม่เอาความคนพวกนั้นอีกแล้ว...
“ในที่สุดเ้าก็ยอมเรียกชื่อของข้า” เสวี่ยเหมยเข้าไปนั่งข้างกายเขาประคองร่างโอนเอนที่คุกเข่าอยู่ เขาใกล้จะล้มหงายอยู่เต็มที่ นางรีบพาร่างใหญ่ให้ทรงตัวดีๆ แล้วให้เขานอนราบลงไปเบาๆ แต่เห็นดวงตาชายหนุ่มจะปิดลงเรื่อยๆ นางก็รีบร้องห้ามทันที
“อย่าเพิ่งหลับ!”
“เ้าห่วงใยข้า...” นางได้แต่เพียงก้มหน้าไม่ตอบสิ่งใด จ้องเขม็งไปยังดวงตาชายหนุ่ม “ดียิ่ง...” เสียงเขาแ่เบา ใจนางก็แ่ตามไปด้วย “...ดียิ่งนัก”
ร่างชายหนุ่มหญิงสาวเด่นสง่าท่ามกลางผู้คน แต่ไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน มิใช่ว่าองค์ชายสามเกลียดสตรีหรอกหรือ เหตุใดดูไม่ผลักไสบุตรสาวแม่ทัพผู้นี้เลย หรือเป็เพราะนางห้าวหาญเหมือนบุรุษ เขาจึงยอมให้เข้าใกล้ได้ มีหลายคนคิดเห็นไม่เหมือนกัน พากันซุบซิบถกเถียงกันเบาๆ ไปมา
เสวี่ยเจี้ยนและมารดา ไม่เว้นแม้แต่บิดาของเสวี่ยเหมยก็ไม่เข้าใจ สองคนนี้เคยเจอกันหรือ ดูแล้วสนิทกันยิ่ง ว่าแล้วก็พากันโห่ร้องดีใจเบาๆ ในที่สุดบุตรสาวและพี่สาวของเขาจะขายออกแล้วหรือ นึกว่าชาตินี้นางจะไม่มีใครอยากแต่งด้วยเสียอีก
เสวี่ยเหมยเห็นว่าเืของเขาไหลออกมาไม่หยุด จิตใจนางหน่วงเบาๆ กลัวเขามีภัยถึงอันตราย ผ้าคลุมหน้านางก็นับว่าผืนยาวพอจะพันล้อมรอบวงแขนใหญ่ของเขาได้ จึงตัดสินใจกระชากออกมาตั้งใจจะรีบพันห้ามเืให้เขาก่อน นาทีนั้นเหล่าผู้คนทั้งห้องโถงพากันอึ้งตะลึง แม้แต่ฝั่งฮ่องเต้ ฮองเฮา เหล่าองค์ชายองค์หญิงก็ไม่เว้น
หากว่าพวกเขาเคยเห็นโฉมงามมานับไม่ถ้วนแล้วล่ะก็ โฉมงามที่ทุกคนเคยชมและพากันกล่าวขานไม่ว่านางจะอยู่สุดใต้ หรือเหนือแคว้น ย่อมเป็หญิงงามธรรมดาไปในพริบตา บุตรสาวแม่ทัพทิศทักษิณต่างหากเล่า
ที่เป็โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นฝูหยวน! ไม่ใช่... ล้วนเป็โฉมงามอันดับหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่!
“งามยิ่งนัก...”
หรงจวิ้นได้ยินหลายคนพึมพำออกมาไม่หยุด พลันส่งสายตาดุดันจ้องเขม็งไปทางหญิงงามของเขา วงแขนที่ได้รับาเ็สะบัดดิ้นขัดขืน ยามนางจะััเพื่อพันแผลให้เขา
“ใส่คืนไปซะ!” ทุกคนคิดว่าองค์ชายสามผู้นี้ไม่ชอบบุตรสาวแม่ทัพหรอกหรือ ทำไมถึงวางท่าทีขัดขืนคนงามขนาดนั้นเล่า สาวงามมาหาถึงที่กลับปฏิเสธ นับว่าเสียดายแทนเขานัก
ฝ่ายครอบครัวสกุลเสวี่ย กับเหล่าฮองเฮาได้แต่ส่ายหน้า ปวดหัวกับหนุ่มสาวคู่นี้นัก
“มิอาจทำตามคำขอของท่านได้...เืท่านจะหมดตัวอยู่แล้ว” นางรีบพันรอบใต้วงแขนของเขาอย่างรวดเร็วขณะที่เขาจ้องนางอย่างดุดัน
“เหมยเอ๋อร์!” หรงจวิ้นโมโหนัก ผ้าคลุมหน้าก็หายมาอยู่ใต้วงแขนเขาเสียแล้ว เขาจึงฝืนยกตัวเองขึ้นมา แล้วรีบใช้แขนอีกข้างที่ไม่าเ็โน้มตัวนางลงมาแนบกลางอกทันที เขาไม่อยากให้ผู้ใดได้เห็นนางทั้งนั้น
นางคือสมบัติล้ำค่าที่เขาค้นพบเพื่อเป็ของเขาหรงจวิ้นผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น!
การกระทำของเขาเหนือความคาดหมายนัก สร้างความตื่นตะลึงและงุนงงของผู้คนอีกครั้ง ยามนี้เมืองหลวงได้รู้กันถ้วนว่า หากใครกล้าไปยุ่งกับบุตรสาวแม่ทัพเสวี่ย ย่อมแสดงว่า กล้าล่วงเกินองค์ชายสามหรงจวิ้นแล้ว
เพราะนางนับว่าคือสตรีของหรงจวิ้น จากการแสดงความเป็เ้าของของเขาในราตรีหนาวนี้...