แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 92: ทะเลหมอกมนต์อักษร และจอมบรรพตตั้งตำรา

    เจ้าจ้อยยืดอกพลางใช้เท้าหน้าลูบขนหน้าอกดำเมี่ยมของตัวเองเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "มณีภัสสร...เจ้าน่ะไม่ต้องมาชื่นชมความดีของผมบ่อย ๆ ก็ได้นะถึงแม้ข้างในใจของผมจะขาวสะอาดสดใสเหมือนฟันหน้าคู่สวยนี่ แต่มันก็ทำให้ผมเขินจนหน้าแดงได้เหมือนกัน(ถึงเจ้าจะมองไม่เห็นเพราะผมดำปิ๊ดปี๋ก็เถอะ) "

    มณีภัสสรในร่างนกเพลิงทองนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งรัศมีสีทองที่แผ่ออกมาเริ่มร้อนแรงขึ้นตามอารมณ์ นางสะบัดหน้าหนีพลางส่งเสียง“เหอะ!” ออกมา แผงคอและหางที่เป็นเปลวอัคคีพริ้วไหวรุนแรงด้วยความพยายามข่มโทสะที่อยากจะพ่นไฟเผากระรอกหน้าด้านตัวนี้ให้กลายเป็นถ่านคากองหนังสือ

    พชร เดินนำหน้ากระรอกดำและนกไฟไปอย่างรวดเร็วจ้อยสังเกตเห็นว่าพชรเดินดูเหมือนก้าวสั้น ๆ ทื่อ ๆ ตามสไตล์คนซื่อแต่เพียงพริบตาเดียวพวกเขากลับเคลื่อนที่ไปได้ไกลนับหลายร้อยเส้นเหมือนใช้"มนตร์เดินหน"ที่ก้าวเพียงครั้งเดียวก็ข้ามทุ่งข้ามป่าได้ในชั่วเคี้ยวหมากแหลก เหมือนวิชาของพวกเทวดาเดินดิน

    จ้อยแอบมองแผ่นหลังของพชรพลางนึกในใจ‘คนเรานี่ดูแต่หน้าไม่ได้จริงๆ แฮะหน้าตาซื่อบื้อแต่ดันมีมนตร์เดินหนแก่กล้าปานนี้... แต่ก็นะ ถึงจะก้าวไกลแค่ไหนก็สู้ความหล่อระดับมืดมิดของผมไม่ได้หรอก’

    ในขณะเดียวกัน มณีภัสสรที่เดินตามมาติดๆ กลับกำลังมีสงครามในความคิดของตัวเอง‘ทำไมเราต้องตามไอ้กระรอกผีนี่ไปที่หออักษรจันทราด้วยนะ? ความจริงเราจะขอไปอยู่หออื่นก็ได้นี่นา!แต่แหม... เดินมาไกลขนาดนี้แล้ว จะเดินย้อนกลับไปตอนนี้มันก็น่าอายพิกล...’

    นางชำเลืองมองจ้อยพลางกัดฟันเงียบ ๆ‘เอาเถอะ! ไปที่นั่นพร้อมมันก็ดีเหมือนกัน พอถึงที่หมายแล้ว...ด้วยบารมีของตระกูลพญานกเพลิงเรา ท่านอาจารย์ผู้ทรงศีลต้องให้ความยำเกรงบ้างล่ะถึงตอนนั้นข้าจะจัดการไอ้กระรอกถ่านนี่ให้มันต้องมาคุกเข่าขอขมาข้าให้ได้!’พอนึกถึงภาพเจ้าจ้อยโดนทำโทษจนร้องไม่ออกมณีรัศมีก็เผลอยิ้มกริ่มออกมาอย่างมีความสุข

    จ้อยเหลือบมองยัยนกทองที่จู่ ๆก็ยิ้มเหมือนคนบ้า เขาไม่ต้องเดาให้ยากก็รู้ว่านางกำลังคิดแผนร้ายแน่นอนแต่จ้อยก็ไม่ได้สนใจ เพราะสายตาของเขาในยามนี้กำลังถูกดึงดูดด้วยภาพข้างหน้า

    พวกเขามาถึง จอมบรรพตตั้งตำราที่สูงเสียดฟ้ายิ่งกว่า วิมานชั้นดุสิตรอบข้างปกคลุมด้วยทะเลเมฆสีขาวนวลจนมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่างเห็นเพียงความเขียวขจีลาง ๆ ของพงไพรที่อยู่ไกลลิบ ๆ

    “ที่นี่แหละ...”พชรเอ่ยเสียงเรียบพลางร่ายพระเวทเบา ๆ

    ทันใดนั้นเองผืนเมฆรอบตัวก็สั่นสะเทือนปานแผ่นดินไหวปุยเมฆสีขาวม้วนตัวเข้าหากันจนกลายเป็นรูปร่างของเรือใบโบราณขนาดมหึมาลำเรือโอ่อ่าส่งเสียงครืน ๆ ก่อนจะลอยมาหยุดตรงหน้าพวกเขาทั้งสาม

    “นี่คือเรือสำเภาลุยความรู้” พชรกล่าวพลางเดินนำขึ้นเรือ “เรากำลังจะข้ามผ่านทะเลหมอกมนต์อักษร ซึ่งเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของจอมคีรีแห่งนี้หมอกควันรอบตัวพวกเจ้าคือกลิ่นอายปัญญาที่เกิดจากการท่องบ่นตำราของเหล่าเมธีปราชญ์ตั้งแต่อดีตจนกลั่นตัวเป็นเมฆหอมฟุ้งเหมือนดอกพิกุลร่วงแบบนี้”

    พชรยืนอยู่ที่หัวเรือมือไขว้หลังพยายามทำท่าทางให้ดูเหมือน ชาวสวรรค์ ผู้ทรงความรู้ที่น่าเกรงขามเขารอคอยเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจจากทั้งสองเหมือนที่เคยได้ยินจากศิษย์คนอื่น ๆ

    แต่ทว่า...ความเงียบกริบคือสิ่งที่เขาได้รับ!

    พชรแอบเหลียวหลังไปมองด้วยความฉงนปรากฏว่าเจ้าจ้อยไม่ได้มองทะเลเมฆเลย แต่มันกำลังถือหนังสือเมฆเล่มหนึ่งในมือพลางอ่านอย่างเมามันพอเห็นพชรหันมา จ้อยก็ฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาว

    “นี่พี่พชร...พี่จะอธิบายให้เจ็บคอทำไมล่ะ? ในหนังสือ‘คู่มือเที่ยวจอมบรรพตตั้งตำรา’ เล่มนี้เขามีเขียนบอกไว้หมดแล้วเนี่ยมีแผนที่ลายแทงบอกจุดชมวิวด้วยนะ!” จ้อยโบกหนังสือเมฆไปมาอย่างร่าเริง

    พชรหน้าตึงไปทันที...แผนโชว์ขลังของเขาพังพินาศเพราะไอ้กระรอกนี่มีคู่มืออ่านเองเสียอย่างนั้น!

    ตูม!

    เรือสำเภาลุยความรู้สั่นสะเทือนอีกครั้งพชรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ “เตรียมตัวให้ดีเรากำลังจะพ้นเขตม่านเมฆแล้ว...”

    “เตรียมตัวไว้นะทุกคน!เมฆจะแตกแล้ว แสงสีทองกำลังจะมา!” จ้อยตะโกนตัดหน้าพชรขึ้นมาอีกครั้ง

    พชรถึงกับกัดฟันกรอด...‘ไอ้กระรอกนี่มันจะแย่งพูดทุกลมหายใจเลยรึไง!’

    พริบตาที่เรือพุ่งทะลุทะเลเมฆออกมาแสงตะวันสีทองอร่ามก็สาดส่องลงมาจนแสบตา ทะเลเมฆที่เคยเป็นสีขาวบัดนี้กลายเป็นสีทองคำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาและที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางคือ จอมบรรพตตั้งตำรา ที่ไม่ได้ทำจากดินหรือหินแต่เกิดจากคัมภีร์เล่มยักษ์นับล้าน ๆเล่มวางซ้อนทับกันจนกลายเป็นยอดภูเขาตั้งตระหง่าน!

    บนเขาหนังสือมีเรือนไทยเครื่องสับศาลาที่พัก และวิมานน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายตามไหล่เขามีสะพานสายรุ้งทอดผ่านระหว่างยอดบรรพตและมีเหล่านกกระเรียนบินว่อนส่งเสียงร้องกังวานดุจ แดนป่าหิมพานต์

    “โอ้โห... งามแท้ ๆเว้ย!” จ้อยอุทานออกมาอย่างลืมตัว คราวนี้เขาไม่ได้แกล้งทำแต่มันสวยจนเขาตะลึงไปจริงๆ

    มณีภัสสรเองก็มองภาพนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย“สมแล้วที่เป็นสำนักอันดับหนึ่ง... ช่างวิจิตรบรรจงนัก”

    พชรเห็นทั้งคู่ตะลึงก็เริ่มใจชื้นเตรียมจะอธิบายต่อ “จอมบรรพตแห่งนี้สร้างขึ้นจาก...”

    “สร้างขึ้นจากบารมีของเหล่าเทวดาและองค์อินทร์ เพื่อเป็นที่รวมสรรพวิชาที่ดีที่สุดในใต้หล้า!” มณีภัสสรพูดขัดขึ้นมาพลางเชิดหน้าใส่จ้อย“เจ้ากระรอกบ้านนอกเจ้าไม่รู้ล่ะสิว่าที่นี่น่ะเขารับแต่ลูกท่านหลานเธอหรือพวกตระกูล ชาวฟ้าชาวสวรรค์ทั้งนั้นนะ!”

    พชรยืนนิ่งเป็นหิน...คราวนี้โดนนกเพลิงแย่งพูดต่อหน้าต่อตาเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตนในเรือลำนี้อีกต่อไปแล้ว

    “เหรอ...เจ้ารู้เยอะจังเลยนะมณีภัสสร” จ้อยแขวะ “แหม...อ่านหนังสือมาเยอะกว่าข้าวที่ผมกินอีกสินะ”

    มณีภัสสรได้ใจ ยืดอกตอบ “แน่นอน!ข้าเป็นถึงลูกสาวพญานกเพลิง มีกายาเป็น สกุณาโชติช่วง ผู้สูงศักดิ์อ่านหนังสือมามากกว่าเมล็ดข้าวที่เจ้าเคยเห็นทั้งชีวิตอีก!”

    จ้อยพยักหน้าหงึก ๆ “อ๋อ...ผมเชื่อล่ะ เพราะตั้งแต่เกิดมาจนตัวดำขนาดนี้ ผมยังไม่เคยเห็นข้าวสักเม็ดเลย วัน ๆผมแทะแต่เปลือกไม้ประทังชีวิตมาตลอด!ข้าวน่ะมันของหรูสำหรับพวกนกคาบช้อนทองมาเกิดอย่างเจ้าแต่มันไม่ใช่สำหรับกระรอกสู้ชีวิตอย่างผมหรอก!”

    “เจ้า...!” มณีภัสสรพูดไม่ออกสรุปคือนางจะข่มเรื่องความรู้แต่มันดันวกกลับมาเรื่องความยากลำบากของเจ้ากระรอกเสียอย่างนั้น

    เรือสำเภาลุยความรู้พาทั้งสามมาเทียบท่าที่ท่าเรืออักษร พชรเดินนำทั้งคู่ขึ้นบกด้วยท่าทางเหมือนปลาตายเขาไม่คิดจะอธิบายอะไรอีกแล้วพยายามเดินจ้ำอ้าวไปที่หออักษรจันทราทันที

    หออักษรจันทราแห่งนี้ดูโปร่งโล่งสบายมีลมพัดผ่านตลอดเวลา เมื่อไปถึงหน้าลานกว้างจ้อยก็เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาในชุดนักปราชญ์สีขาวสะอาดตา

    “เฮ้! ท่านอาจารย์!ผมมาแล้ว!” จ้อยโบกมือหยอย ๆ

    แต่ท่านอาจารย์กลับทำเป็นหูทวนลมมองข้ามหัวกระรอกดำไปหน้าตาเฉย จ้อยจึงหันไปมองรอบ ๆลานกว้างเพื่อดูเพื่อนร่วมชั้นที่มณีรัศมีโม้ไว้นักหนาว่าเป็นลูกท่านหลานเธอผู้ทรงอิทธิพล

    แต่ภาพที่จ้อยเห็นกลับทำให้เขาเกือบหลุดหัวเราะออกมา...

    เพราะแทนที่จะเจอ เทวดาหน้าดุหรือพวกรุ่นพี่ที่ดูน่าเกรงขาม บนลานนั้นกลับมีเพียง "เด็กน้อย" ตัวกะเปี๊ยกนั่งตาแป๋วอยู่3 คน!

    เด็กชายหัวโต:นั่งทำหน้างอเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลา

    เด็กหญิงตัวเล็ก:นั่งดึงชายเสื้อตัวเองด้วยท่าทางหวาดกลัวเหมือนนกน้อยหลงฝูง

    เด็กน้อยหัววัว:ร่างกายกำยำกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันนิดหน่อย เขาส่งยิ้มซื่อ ๆมาให้จ้อยอย่างเป็นมิตร

    จ้อยเกาหัวแกรก ๆ พลางหันไปถามพชร“พี่พชร... นี่คือพวก ‘ลูกเทวดาหลานนางฟ้า’ ที่จะมาเรียนกับผมเหรอ? ทำไมดูเหมือนผมมาอยู่โรงเรียนอนุบาลมากกว่าสำนักศึกษาระดับชาวสวรรค์เลยล่ะเนี่ย!”

    มณีภัสสรที่ยืนอยู่ข้าง ๆถึงกับหน้าเหวอไปเช่นกัน แผนการที่จะใช้เส้นสายจัดการไอ้จ้อยเริ่มสั่นคลอนเพราะเพื่อนร่วมชั้นของนางดันเป็นเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ชัดเสียอย่างนั้น!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน