ตอนที่ 101 ตกกระไดพลอยโจน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“การจะหาวัตถุจารึกคงจะไม่ง่ายขนาดนั้น ราคาของมันคงไม่ใช่อะไรที่จะหาซื้อได้ง่ายๆ ไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงปรมาจารย์จารึกเลย คนแบบนั้นคงมีคนต้องการเป็นลูกศิษย์มากมาย” เฟิร์ศเดินทางไปและขบคิดไป
เขามีเวลาจัดการกับกลุ่มโจรในประกาศเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น หากผ่านพ้นวันนี้ไปเขาต้องส่งไม้ต่อให้กับอีวา
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่แน่ว่าโจรพวกนั้นอาจจะมีวัตถุจารึกอยู่บ้าง”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิร์สจึงรีบเร่งออกจากเมือง
แต่เป้าหมายของเขาไม่ได้มุ่งไปสถานที่ที่คาดว่าจะเป็นรังโจรหรือสถานที่ที่มีการดักปล้นของพวกโจร
ทว่าเขาเลือกที่จะมุ่งตรงไปที่กลางป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน
“ตรงนี้แหละ”
เฟิร์สเลือกสถานที่ที่ลับตาคน เขาตรวจสอบพื้นที่ในรัศมีหลายร้อยเมตรรอบๆ แล้วว่าไม่มีผู้คนหรือสัตว์ร้ายเข้ามารบกวน
ก่อนจะนำศิลาสายเลือดออกมาแล้วเริ่มทำการบ่มเพาะทันที
“โชคดีที่ศิลาสายเลือดเหล่านี้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว มันจึงไม่เสียเวลาในการบ่มเพาะมาก หากมีทรัพยากรมากพอ”
เฟิร์สซื้อศิลาสายเลือดมาถึงสิบหกก้อนด้วยกัน ก่อนหน้านี้เขาใช้ไปห้าก้อนก่อนจะเข้าถึงขอบเขตบารอนขั้นกลาง
เขารู้ว่าในทุกๆ การใช้ ประสิทธิภาพของมันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องใช้ศิลาสายเลือดเป็นจำนวนที่มากกว่าเดิม
“หวังว่าศิลาสายเลือดเหล่านี้จะเพียงพอให้ร่างนี้ทะลวงขอบเขตบารอนชั้นสูงได้”
เฟิร์สไม่ลังเลที่จะดูดซับศิลาสายเลือดในมือ
ตอนนั้นเองพลังวิญญาณสายเลือดที่ในศิลาก็ค่อยหลั่งไหลเข้าไปในกระดูกสันหลังของร่างหญิงสาว ดวงตาของเฟิร์สเปลี่ยนเป็นสีเทา ทว่าหลังจากครั้งแรกเขาก็ไม่ได้พบนิมิตใดๆ จากการดูดซับศิลาสายเลือดเหล่านี้อีกเลย
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
วูมมมมมมมมมมม
สายลมกรรโชกออกไปรอบด้านโดยมีร่างของเฟิร์สเป็นศูนย์กลาง
ออร่าสีแดงดุจเปลวเพลิงทุกท่วมร่าง ความเข้มข้นของมันทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดแก่สิ่งรอบข้าง
ทันทีที่ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติ
เฟิร์สก็รีบตรวจสอบร่างกายนี้ทันที
“สำเร็จ ... ในที่สุดก็สามารถทะลวงผ่านไปได้อีกระดับหนึ่ง เหมือนฉันจะรู้สึกได้ถึงอีกขอบเขตหนึ่งได้ลางๆ นี่สินะคือขอบเขตบารอนชั้นสูง หากฉันมีทรัพยากรที่มากพอการจะเข้าสู่ขอบเขตเอิร์ลคงไม่ได้ยาก”
เฟิร์สหวนคิดถึงโครงสร้างการปกครองของอาณาจักรฮาดา
หากเป็นระดับหมู่บ้านก็จะมียอดฝีมือขอบเขตบารอนเป็นผู้นำ ส่วนที่เป็นเมืองเล็กๆ ก็จะมีเจ้าเมืองเป็นขอบเขตเอิร์ล ส่วนเมืองใหญ่แน่นอนว่าผู้นำคือขุนนางขอบเขตดยุก และมหานครหรือเมืองหลวงย่อมมีเชื้อสายราชวงศ์ที่มีการบ่มเพาะขอบเขตราชวงศ์หรือจักรพรรดิคอยปกครอง
เห็นได้ชัดว่าการบ่มเพาะขอบเขตบารอนยังเป็นแค่ขอบเขตเล็กๆ เท่านั้นที่ไม่ควรค่าที่จะใส่ใจ
ตั้งแต่ขอบเขตเอิร์ลขึ้นไปเท่านั้นถึงจะเรียกว่ามีฝีมือที่แท้จริง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอยู่เกลื่อนกลาดตามถนนอย่างแน่นอน
เฟิร์สมองใบค่าหัวที่เขาหยิบขึ้นมา “อลองโซ่” ขอบเขตบารอนชั้นสูง หัวหน้าโจรแห่งป่าสายน้ำ
เห็นได้ชัดว่าโจรกลุ่มนี้ดูไม่ธรรมดาเลย แต่ดูเหมือนทางการจะไม่ใส่ใจพวกมัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงจะส่งอัศวินระดับเอิร์ลมาจัดการพวกโจรแล้ว
ทว่าระหว่างเดินทางนั้น เฟิร์สก็เหลือบไปเห็นคาราวานพ่อค้ากลุ่มหนึ่งกำลังจะเดินทางไปตามเส้นทางที่เป็นเป้าหมาย
ด้านหน้ามีชายหญิงที่แต่งตัวเหมือนนักพจญภัยกลุ่มหนึ่งกำลังควบม้านำทาง มองดูก็รู้ว่าเป็นนักผจญภัยที่ถูกจ้างมาคุ้มกัน
เฟิร์สลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะขอเข้าร่วมขบวนไปกับพวกเขาดีหรือไม่
แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำเช่นนั้น
“ฉันสามารถตามคาราวานขนส่งนั้นไปเงียบๆ ได้ แบบนี้น่าจะสามารถเรียกความสนใจจากพวกโจรได้ดีกว่า”
เฟิร์สทำการเว้นระยะห่างจากกองคาราวานแล้วติดตามไปอย่างเงียบๆ
อย่างที่รู้ว่าเขาสามารถใช้สัมผัสรับรู้ได้ครอบคลุมหลายร้อยเมตร ระยะห่างของเขาจึงมากพอที่จะทำให้คนเหล่านั้นไม่สามารถสังเกตเห็นได้
กองคาราวานเดินทางช้ามาก แต่เฟิร์สก็ยังใจเย็นอดทนรอ
“ดูเหมือนว่าภารกิจของฉันจะไม่เสร็จภายในวันนี้แล้ว คงจะต้องมอบหน้าที่นี้ให้กับอีวาต่อไป”
เฟิร์สติดตามกองคาราวานไปด้วยและหยุดเขียนไดอารี่ไปด้วยเพื่อส่งต่องานให้กับอีวา
บางครั้งก็มีอะไรหลายอย่างที่เหนือการคาดเดา เขาไม่คิดเลยว่ากองคาราวานจะเดินทางได้ช้าขนาดนี้ และพวกโจรก็ยังไม่โผล่ออกมา
แต่ถึงอย่างนั้นหากเขาจะออกไปตามหาด้วยตัวเองตอนนี้ ดวงตะวันก็ใกล้จะลับลาไปแล้ว
เฟิร์สไม่อาจฝืนฤทธิ์ของนิทราได้ เขาจึงตัดสินใจหาที่พักผ่อนเพื่อรอให้อีวามาสลับร่าง
“กลับเข้าไปในเมืองไม่ทันแล้ว อย่างนั้นก็หาที่พักเหมาะๆ ที่นี่ก็แล้วกัน”
เฟิร์สเดินทางออกไปล่วงหน้า เพื่อดักการเดินทางของคาราวานเอาไว้
อย่างไรเสียกองคาราวานเหล่านี้ก็ต้องพักแรม ไม่ออกเดินทางในตอนกลางคืน
เขาหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วนอนอยู่บนนั้นรอการสลับร่าง
น่าเสียดายที่ร่างนี้ไม่สามารถใช้พลังอักขระได้ เขาจึงไม่ได้กางม่านพลังป้องกันเอาไว้ แต่สภาพแวดล้อมของที่นี่ต่างจากอบิส มันปลอดภัยกว่ามาก เขาจึงวางใจที่จะพักผ่อนอยู่ที่นี่
แล้วดวงจันทร์สีเงินก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เฟิร์สผลอยหลับไปแทบจะทันที ในขณะที่ร่างของหญิงสาวยังนอนอยู่บนต้นไม้
ทว่า ...
ตูม!
หลังจากที่เฟิร์สหลับไปได้ไม่นาน เสียงระเบิดที่ไม่ทราบที่มาก็ดังขึ้น
ร่างที่อยู่บนต้นไม้สะดุ้งจนเผลอพลัดตกลงมาจากต้นไม้ในทันที
แต่ในช่วงเวลาระหว่างที่ตกลงมานั้น จู่ๆ หญิงสาวก็เปลี่ยนท่าทางกลางอากาศ
เธอเคลื่อนไหวราวกับผู้เชี่ยวชาญ ร่วงลงมายังพื้นดินด้วยท่าทางที่สง่างาม
“ฟู่ ... เกือบไปแล้ว”
ดวงตาของหญิงสาวเกิดความวูบไหว สายตาของเธอในตอนนี้ต่างออกไปจากเธอเมื่อตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างมึนงง
“นี่มันกลางคืนไม่ใช่หรอ? ทำไมฉันถึงตื่นมาตอนกลางคืนได้”
ใช่แล้ว เธอคนนี้ก็คืออีวา
เธอไม่ได้เห็นเวลากลางคืนมาหลายเดือนแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นมัน
แต่เธอแทบจะไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเฟิร์สนั้นพึ่งผลอยหลับไปได้ไม่นานเท่านั้น
“ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระเบิดอย่างนั้นหรอ? ถ้าฉันมีนาฬิกาปลุก นั่นหมายความว่าฉันสามารถตื่นในเวลากลางคืนได้” อีวาเริ่มคุ้นชินกับชีวิตในอีกโลกหนึ่ง ที่นั่นมีอุปกรณ์เครื่องใช้อำนวยความสะดวกมากมาย และนี่เป็นจุดสำคัญที่เธอต้องแจ้งให้กับเฟิร์สที่เป็นคู่หูของเธอทราบ
อีวาไม่ลังเลที่จะจดบันทึกในสมุดไดอารี่ทันที
แล้วตอนนั้นเองเธอก็ได้เห็นบันทึกที่เฟิร์สได้เขียนเอาไว้
“ที่แท้เขาก็ต้องการทำภารกิจโจรป่านี่เอง หรือเสียงระเบิดเมื่อครู่จะเป็นสัญญาณของการต่อสู้”
เมื่อคิดได้ดังนั้นอีวาก็ไม่ชักช้าอีกต่อไป
กองคาราวานพ่อค้ามีรถลากบรรทุกสินค้าอยู่สิบกว่าคัน มีคนคุมสินค้าอยู่เก้าคน และมีนักผจญภัยที่เป็นผู้คุ้มกันอยู่ห้าคน
ตอนนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับกองโจรสิบสองคน
อีวาสามารถตรวจสอบจำนวนของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสามารถแยกแยะแต่ละฝ่ายได้อีกด้วย
เธอยกประกาศจับขึ้นมาแล้วสำรวจใบหน้าของผู้ที่อยู่ในประกาศจับ
“อลองโซ่” ขอบเขตบารอนชั้นสูง หัวหน้าโจรแห่งป่าสายน้ำ
ตอนนั้นเองอีวาพลันขมวดคิ้วมุ่นในทันที
“ข้อมูลนี้ผิดพลาด อลองโซ่ตอนนี้ไม่ใช่บารอนชั้นสูง แต่เขาได้ทะลวงขอบเขตเป็นเอิร์ลเรียบร้อยแล้ว”
อีวาเกิดความลังเลเล็กน้อยว่าจะดำเนินตามแผนเดิมดีหรือไม่ อีกฝ่ายมีพลังบ่มเพาะที่มากกว่าตน ซึ่งเกรงว่าพลังสายเลือดโลกลวงจะไม่สามารถทำอันตรายอีกฝ่ายได้
หากเป็นร่างของเฟิร์สก็ว่าไปอย่าง ร่างนั้นยังมีอำนาจอักขระและพลังไอเทมสปีริต
แต่ในร่างนี้อีวามีแค่พลังสายเลือดเท่านั้น แม้ว่าเฟิร์สจะให้อีวาฝึกฝนวิชาดาบติดตัวอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะชำนาญอยู่ดี
แต่ในระหว่างที่อีวากำลังลังเลอยู่นั้น
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวและเด็กชายก็ดังขึ้น
สัมผัสของอีวารับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
ในตอนนี้กองคาราวานพ่อค้าได้ถูกโจมตีอย่างหนักและเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
แม้พวกเขาจะจ้างนักผจญภัยมาคุ้มกัน แต่หัวหน้าโจรกลุ่มนี้มีการบ่มเพาะถึงขอบเขตเอิร์ล นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านได้
สัมผัสของอีวา ตรวจสอบพบว่ามีนักผจญภัยสองคนที่ต่อสู้จนตัวตาย และนักพจญภัยที่เหลือก็กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรอย่างแลกชีวิต
“ดูเหมือนฉันจะไม่มีทางให้เลือกซะแล้ว” อีวากล่าวพึมพำ
แน่นอนว่าเธอไม่สามารถเห็นคนบริสุทธิ์ตายไปต่อหน้าได้
หญิงสาวในชุดกันลมสีเทาพุ่งทะยานไปยังที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีเทา
พลังสายสายเลือดโลกลวง!
วึงงงงงงงงงงงง!