ตอนที่ 37: บทสนทนาของสองจักรพรรดิ
องค์ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์เบาๆ "พวกเจ้าทุกคนออกไปให้หมด"
บ่าวรับใช้และขันทีคนสนิทต่างรีบโค้งคำนับและล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ลุงจงก็ต้องถอยออกไปตามคำสั่ง เหลือเพียงเฟิงหวง, เว่ยจื่อหลาน, และองค์จักรพรรดิเฟิงเทียนเพียงสามคนท่ามกลางสวนที่เงียบสงบ
"ลุกขึ้นเถิด" สุรเสียงของจักรพรรดิเรียบเฉย แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดดันจนทำให้คนหายใจติดขัด
เฟิงหวงลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่าทีที่เคยดูอ่อนแอได้หายไปจนหมดสิ้น เขายืนตัวตรงสง่างาม ดวงตาสงบนิ่งและลึกล้ำราวกับห้วงน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง เป็นการยอมรับโดยนัยว่าการแสดงละครได้จบลงแล้ว
จักรพรรดิเฟิงเทียนไม่ได้เริ่มต้นด้วยการซักฟอก แต่กลับทอดพระเนตรไปยังไอหมอกบางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบสวน
"ค่ายกลเมฆามายาไร้ร่องรอย" พระองค์ตรัสขึ้นลอยๆ "ตำราเล่มนั้น...พ่อคิดว่ามันถูกเผาทำลายไปในเหตุการณ์กบฏเมื่อร้อยปีก่อนเสียอีก ไม่คิดว่าเจ้าจะไปหามันจนเจอในหอคัมภีร์หลวง"
คำพูดนี้ทำให้หัวใจของเว่ยจื่อหลานกระตุกวูบ! องค์ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องค่ายกลนี้!
เฟิงหวงโค้งคำนับเล็กน้อย "หลังจากสูญเสียทุกสิ่งไป ลูกก็ทำได้เพียงหาหนทางเล็กๆ น้อยๆ เพื่อป้องกันตัวเองพ่ะย่ะค่ะ"
"ป้องกันตัว?" จักรพรรดิหันกลับมาสบพระเนตรกับเขาโดยตรง "แล้วพลังที่เจ้าใช้ขับไล่ทหารองครักษ์ของพ่อล่ะ? นั่นก็คือการป้องกันตัวด้วยหรือไม่? พลังแห่ง 'จักรพรรดิ' ที่เจ้าซ่อนไว้"
ในที่สุด...ความลับที่ใหญ่ที่สุดก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว
เฟิงหวงไม่ปฏิเสธ "เป็นโชควาสนาที่มาพร้อมกับหายนะพ่ะย่ะค่ะ มุกแห่งอนันตกาลไม่ได้ทำลายลูกจนหมดสิ้น...แต่มันได้หลอมรวมและสร้างลูกขึ้นมาใหม่" เขาเลือกที่จะบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว
"เช่นนั้นรึ..." จักรพรรดิเฟิงเทียนตรัสเสียงเย็น "แล้วเรื่องของเฟิงหลง...และเรื่องไฟไหม้โกดังของตระกูลเว่ย...ก็เป็น 'โชควาสนา' ของเจ้าด้วยใช่หรือไม่?"
นี่คือคำถามที่แท้จริง!
เฟิงหวงเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับบิดาของตนเองอย่างไม่เกรงกลัว "ลูกเป็นเพียงคนที่โยนก้อนหินลงไปในสระน้ำที่เน่าเหม็นเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ส่วนระลอกคลื่นที่เกิดขึ้น...มันเกิดจากความละโมบและความขัดแย้งของปลาในสระที่มีอยู่เดิมแล้ว"
คำตอบที่หลักแหลมและไม่ยอมรับผิดโดยตรงทำให้จักรพรรดิเฟิงเทียนนิ่งเงียบไปนาน...ก่อนที่รอยยิ้มที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนจะปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ของพระองค์...มันเป็นรอยยิ้มที่ทั้งชื่นชมและเย็นเยียบ
"เจ้าทำได้ดีมาก...ดีกว่าที่พ่อคาดไว้เสียอีก"
ประโยคนี้ทำให้ทั้งเฟิงหวงและเว่ยจื่อหลานต้องประหลาดใจ!
"เจ้าคิดว่าพ่อไม่รู้รึว่าลูกๆ ของพ่อแต่ละคนกำลังทำอะไรกันอยู่?" จักรพรรดิเฟิงเทียนกล่าวต่อ "ทั้งเฟิงหลงที่สะสมกำลังทหาร และเฟิงเยว่ที่อาศัยอำนาจตระกูลเว่ยสร้างเครือข่ายขุนนาง...พ่อรู้ทั้งหมด พ่อเพียงแค่รอ...รอให้มีคนฉลาดพอที่จะมาช่วยพ่อ 'เก็บกวาด' กระดานหมากนี้ให้สะอาด โดยที่มือของพ่อไม่ต้องเปรอะเปื้อน"
ความจริงที่น่าตกตะลึงได้ถูกเปิดเผย! เฟิงหวงคิดว่าตนเองเป็นผู้ชักใยมาตลอด แต่แท้จริงแล้ว...เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมกระดานที่ใหญ่กว่าขององค์ฮ่องเต้! บิดาของเขากำลังใช้ความขัดแย้งของเหล่าโอรสในการกวาดล้างขั้วอำนาจที่ใหญ่เกินไปในราชสำนัก!
บัดนี้จักรพรรดิเฟิงเทียนมองโอรสองค์นี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ในฐานะบุตรชายที่น่าสงสาร แต่ในฐานะผู้เล่นที่ทัดเทียมกัน
"ตอนนี้กระดานสะอาดขึ้นแล้ว แต่ชายแดนเหนือกลับลุกเป็นไฟ" พระองค์ตรัส "นี่คือปัญหาที่เจ้าเป็นคนสร้าง...ดังนั้นเจ้าก็ต้องเป็นคนแก้"
"พ่อจะคืนสถานะองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามให้เจ้า และมอบอำนาจบัญชาการทหารสูงสุดเป็นการชั่วคราว...จงไปที่ชายแดนเหนือ และจบสงครามที่ไร้สาระนี้ให้ได้!"
นี่ไม่ใช่แค่คำสั่ง...แต่มันคือการทดสอบครั้งสุดท้าย! ทดสอบว่าเฟิงหวงมีความสามารถในการเป็นผู้นำและแก้ไขวิกฤตที่แท้จริงได้หรือไม่!
เฟิงหวงคุกเข่าลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้...เป็นการคุกเข่าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและยอมรับในภาระหน้าที่
"ลูกน้อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ!"
เว่ยจื่อหลานที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับตัวแข็งทื่อไปแล้ว นางตระหนักว่าตนเองได้เข้ามาพัวพันกับเกมการเมืองในระดับที่น่ากลัวที่สุด...เกมระหว่างสองจักรพรรดิที่จะกำหนดชะตากรรมของทั้งแผ่นดิน
เมื่อจักรพรรดิเสด็จจากไปแล้ว เฟิงหวงก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังทิศเหนือที่อยู่ไกลออกไป
ศึกชิงอำนาจในวังหลวงได้จบลงแล้ว (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)
แต่สงครามที่แท้จริง...กำลังจะเริ่มต้นขึ้น