ไม่ใช่เพราะว่าป้าสะใภ้อย่างโจวซื่ออิงจะใจจืดใจแคบนักแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์ของทุกบ้านเป็อย่างไร
ในเมื่อครอบครัวของพวกเขาเองก็ไม่ได้ร่ำรวยทำไมถึงจะเต็มใจให้คนนอกมาแบ่งปันอาหารและเครื่องดื่มอีกล่ะ?
ต่อให้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาตามตรงซูเยว่กับซูอันก็ไม่เคยคิดว่าบ้านของลุงจะรองรับพวกเขาได้นานนักไม่เช่นนั้นตัวเลือกแรกของซูเยว่คงจะไม่ใช่บ้านร้างหลังเก่านั้นแล้ว
แต่ก็ถือเป็เื่ที่ดีที่พวกเขามาพักที่บ้านหลินคืนนี้ไม่เช่นนั้นคนหนุ่มสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ถือเงินนับร้อยหยวนอยู่ข้างนอกคงจะไม่ปลอดภัยแน่
ซูเยว่ยังมีการคำนวณของตัวเองอยู่พรุ่งนี้เธอจะเข้าเมืองและซื้อของใช้ที่จำเป็ในบ้านให้เรียบร้อยก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึงจริงๆ
ในขณะที่ต่างคนต่างเต็มไปด้วยความคิดในใจพวกเขาก็มาถึงที่หมายแล้วในที่สุด
โจวซื่ออิงคงจะได้รับข่าวก่อนแล้วจึงได้หุงข้าวเพิ่มอย่างเร่งรีบ เมื่อทั้ง 3 คนมาถึงก็พอดีที่ได้กินอาหารเย็นร่วมกัน
บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความเงียบและแทบไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างกินอาหารเลย หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเขาก็พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเข้านอนและเตรียมหารือในวันถัดไป
ในบ้านหลินเงียบกว่าบ้านซูมากไม่มีเสียงเด็กร้องงอแงทั้งคืน และไม่มีเสียงหลี่กุ้ยฮวาคอยพร่ำบ่นตลอดเวลามีเพียงเสียงลมต้นฤดูหนาวพัดครูดไปตามช่องหน้าต่างไม้และเสียงขยับตัวเบาๆ ของคนในบ้านเท่านั้น
หลังจากผ่านไปคืนหนึ่งซูเยว่นอนอยู่บนเตียงไม้แคบๆ ข้างหลินเสี่ยวถงร่างกายยังรู้สึกเมื่อยล้าจากเหตุการณ์เมื่อวาน แต่สติกลับปลอดโปร่งอย่างประหลาด
เธอพลิกตัวลุกขึ้นช้าๆระวังไม่ให้หลินเสี่ยวถงตื่น
แต่พอเท้าแตะพื้นเด็กสาวที่นอนข้างกันก็ขยับตัวแล้วลืมตาตามอย่างสะลึมสะลือ “พี่เยว่”หลินเสี่ยวถงพึมพำเสียงเบา “ยังมืดอยู่เลย”
“เธอนอนต่อเถอะฉันแค่จะไปดูในครัวสักหน่อย” ซูเยว่บอก
หลินเสี่ยวถงพยักหน้าเบาๆด้วยความลังเล แต่อาจเพราะยังง่วงมาก อีกทั้งมีลูกพี่ลูกน้องอยู่อีกคนหนึ่งเธอจึงหลับตาลงไปอีกครั้งอย่างงัวเงีย
ทันทีที่เปิดประตูห้องออกมาเธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากครัวแล้ว ซูเยว่ม้วนแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไป
โจวซื่ออิงกำลังก้มตัวอยู่หน้าเตาไฟในเตายังติดไม่เต็มที่นัก ควันบางๆ ลอยขึ้นจนมุมห้องมีกลิ่นไม้ชื้นจางๆหญิงวัยกลางคนคงเพิ่งตื่นมาไม่นาน ผมยังเกล้าไว้ลวกๆเสื้อฝ้ายตัวหนาสีหม่นคลุมทับไหล่ไว้กันลม พอได้ยินเสียงฝีเท้า นางก็หันมาเล็กน้อย
ซูเยว่ไม่ได้รอให้ถามก่อน“ป้าสะใภ้ ฉันช่วยนะคะ”
พูดจบเด็กสาวก็ตรงเข้าไปหยิบถังน้ำที่วางอยู่ข้างฝาแล้วเทลงกะละมัง เตรียมล้างผักอย่างคล่องแคล่ว
“ยังเช้าอยู่นอนต่ออีกนิดก็ได้ วันนี้คงมีเื่ต้องทำอีกเยอะ” โจวซื่ออิงพูดเสียงเรียบ
ซูเยว่ก้มหน้าล้างผักต่อ“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันตื่นแล้วก็ไม่รู้จะอยู่เฉยๆ ทำไม”
“เสี่ยวถงล่ะ?”
เด็กสาวตอบ “ให้เธอนอนไปก่อนเถอะค่ะ”
“เด็กคนนี้เหลวไหลจริงๆเวลาป่านนี้แล้วยังนอนอยู่อีก” หญิงวัยกลางคนพูดบ่นแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะไปปลุกลูกสาวจริงๆ
ดังนั้นทั้งสองคนจึงทำงานร่วมกันในครัวอย่างรวดเร็วไม่นานนัก ซูอันก็ตื่นตามออกมา
เขามองเห็นพี่สาวกำลังช่วยงานอยู่ในครัวก็รีบเดินเข้าไปทันที
“พี่…”
ซูเยว่หันไปมอง “ตื่นแล้วเหรอ?”
ซูอันพยักหน้าก่อนจะหยิบขันน้ำมาช่วยตักน้ำโดยไม่ต้องมีใครบอก
โจวซื่ออิงมองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“สองพี่น้องนี่เหมือนกันจริงๆ”
หลินกั๋วเฉียงเข้ามาในครัวมือยังถูไหล่เหมือนเพิ่งล้างหน้าเสร็จ เขามองสองพี่น้องที่กำลังช่วยงานอยู่ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยข้างนอกมีเสียงสับไม้เบาๆ ดูเหมือนว่าหลินจ้งเหวินคงกำลังสับฟืนอยู่
ไม่นานนักกลิ่นข้าวต้มข้าวโพดจางๆ ก็ลอยออกมาจากครัว โจวซื่ออิงเรียกทุกคนไปกินข้าวเช้ารวมถึงหลินเสี่ยวถงที่เพิ่งตื่นมาล้างหน้าเสร็จ
อาหารมื้อนี้ดูดีมากอย่างน้อยก็ดีกว่าบ้านตระกูลซูบ้านหลินถือว่ามีสภาพดีกว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านอีกทั้งโจวซื่ออิงไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าแขกข้าวโพดที่ใส่ลงไปจึงมากกว่าทุกวันเล็กน้อย แถมยังมีแผ่นแป้งข้าวโพดอุ่นๆวางไว้ให้อีกคนละชิ้น
ซูเยว่กินเงียบๆไม่ช้าไม่เร็ว ซูอันเองก็เช่นกันพวกเขารู้ดีว่าตอนนี้ต่อให้เกรงใจมากเกินไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกลับจะทำให้เ้าของบ้านลำบากใจเสียเปล่าๆ อย่างไรเสีย สิ่งดีๆ ทุกอย่างที่ได้รับทั้งสองพี่น้องจดจำใส่ใจไว้แล้ว หากสามารถตอบแทนได้ในวันหน้าทั้งสองพี่น้องก็จะไม่ลังเลอย่างแน่นอน
จนกระทั่งทุกคนวางตะเกียบลงหลินกั๋วเฉียงจึงพูดขึ้น “วันนี้จ้งเหวินจะพาซูเยว่เข้าเมือง”เขาหันไปพูดกับลูกชาย “วันนี้ไม่ต้องไปโรงงาน ฉันจะออกใบลาให้หนึ่งวัน”
หลินจ้งเหวินพยักหน้ารับโดยไม่ถามมาก“อืม”
ซูเยว่เงยหน้าขึ้น “ลุงฉันไปคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องรบกวนพี่ใหญ่หรอกค่ะ”
หลินกั๋วเฉียงมองเธออย่างดุๆเล็กน้อย “ถือเงินตั้งมากไว้ในมือ ไปคนเดียวแล้วจะให้ลุงวางใจได้ยังไง?”
ซูเยว่จึงเงียบไป
หากไม่ใช่เพราะมีกำหนดงานที่เขาต้องรับผิดชอบในวันนี้หลินกั๋วเฉียงก็คงจะเป็ฝ่ายไปด้วยตัวเองแล้ว การทำเช่นนี้เสมือนการบอกชาวบ้านว่าพวกเขากำลังเอาเงินไปใช้จ่ายต่อไปจะได้ไม่มีใครถูกแรงจูงใจจากเงินร้อยหยวนจนอยากจะทำเื่โง่ๆ ขึ้นมา
ซูอันที่นั่งอยู่ข้างซูเยว่เงยหน้าขึ้นช้าๆเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างมาตลอดั้แ่ได้ยินว่าพี่สาวจะเข้าเมืองไปซื้อของใช้จำเป็วันนี้และยิ่งพอรู้ว่าหลินจ้งเหวินจะลางานไปช่วย เขาก็ยิ่งนั่งไม่ติด
“พี่ถ้าอย่างนั้นให้ผมหยุดเรียนวันนี้เถอะ ผมก็อยากไปช่วยด้วย”
ซูเยว่หันขวับมาทันที “ไม่ต้องนายไปโรงเรียนซะ”
“แค่หยุดวันเดียวเองไม่เป็ไรหรอก ตอนนี้พี่มีเื่ต้องทำอีกตั้งเยอะ ถ้าผมไปด้วย…”
หลินจ้งเหวินพูดขึ้นในเวลานี้“เสี่ยวอัน นายไปโรงเรียนเถอะ” เขาพูดกับซูอัน “เื่พวกนี้ไม่ใช่เื่ใหญ่แค่ฉันกับเสี่ยวเยว่สองคนใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว”
หลินกั๋วเฉียงสำทับ “แค่ให้พี่ๆไปก็พอแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ไปทำเื่ของตัวเองซะ”
ดังนั้นซูอันจึงไม่สามารถพูดอะไรได้อีกไม่ช้า เด็กหนุ่มก็สะพายกระเป๋าออกไปหลังจากที่ซูเยว่ยัดแผ่นแป้งของตัวเองให้เขาอีกชิ้นหนึ่งเพิ่ม
นิสัยของซูอันค่อยๆอ่อนแอลงในไม่กี่ปีมานี้ซึ่งเป็ผลมาจากการที่หลี่กุ้ยฮวามักจะใช้เขาเป็เชือกคอยดึงรั้งเพื่อกดขี่ซูเยว่ เมื่อรู้ว่าซูอันเป็จุดอ่อนของเธอผู้หญิงชั่วร้ายคนนั้นจึงยิ่งมุ่งเป้าไปที่เขาเป็พิเศษนานวันเข้าเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เสียความมั่นใจไปทีละน้อย
แต่ตอนนี้ก็ดีแล้วหลังจากพวกเขาแยกกัน เธอก็จะมีเวลาค่อยๆ ปลูกฝังความมั่นใจของเขาให้กลับคืนมาได้
ซูเยว่พูดคุยเกี่ยวกับเื่บ้านหลังที่ว่างเปล่านั้นกับหลินกั๋วเฉียงไปเมื่อคืนนี้ดังนั้นหลังออกจากบ้านหลินกั๋วเฉียงจึงตรงไปที่บ้านของผู้าุโคนหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อที่จะตกลงกันให้ซูเยว่กับน้องชายไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นชั่วคราว
หลินจ้งเหวินกับซูเยว่พากันไปขึ้นรถเกวียนวัวของหมู่บ้านที่มักจะเดินทางเข้าเมืองทุกวันโดยปกติพวกเขาคงยอมเดินมากกว่าที่จะเสียเงินไปกับการนั่งรถเข้าเมืองแต่เนื่องจากไม่สามารถปล่อยให้เวลาล่าช้าเพราะการเดินทางได้ซูเยว่จึงจำใจต้องควักเงินในวันนี้