แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมกระท่อมไม้ซอมซ่อที่คุ้นเคยให้กลายเป็สีส้มปนเทา เยว่ซินยืนนิ่งอยู่หน้าประตูที่ผุพัง มือของเธอที่ยกขึ้นหมายจะผลักเข้าไปนั้นกลับค้างอยู่กลางอากาศ ลมหายใจติดขัดอยู่ในอก ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในใจจนตั้งรับแทบไม่ทัน
ส่วนหนึ่งคือความโล่งใจอย่างสุดซึ้งที่ได้กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ความโหยหาอ้อมกอดของแม่และรอยยิ้มของน้องชายรุนแรงจนแทบจะทนไม่ไหว แต่ในขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวก็เกาะกุมหัวใจของเธอไว้แน่น ความกลัวต่อคำโกหกที่เธอจะต้องเอ่ย ความกลัวว่าใครสักคนจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและคราบดินโคลนที่เธอจงใจป้ายไว้
เธอใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในป่า แต่สำหรับเธอแล้ว ราวกับว่าเวลาได้ผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์ เด็กสาวอายุสิบสี่ปีที่เดินเข้าป่าไปเมื่อวาน ได้ตายไปแล้วในหุบเหวแห่งความสิ้นหวังและได้เกิดใหม่ท่ามกลางแสงสีทองแห่งปาฏิหาริย์ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคนใหม่
เยว่ซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า เธอปรับสีหน้าให้ดูอิดโรยและหวาดผวาให้มากที่สุด ระงับพลังิญญาที่เปี่ยมล้นอยู่ในร่างให้สงบนิ่งราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ก่อนจะใช้มือที่สั่นเทาผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดโหยหวนเข้าไป
ภาพแรกที่เห็นทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบ
ท่านแม่ของเธอ เยว่หลาน นั่งอยู่บนเก้าอี้เก่าๆ ข้างโต๊ะอาหาร แสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ส่องให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและขอบตาที่ดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม ริ้วรอยแห่งความกังวลสลักลึกอยู่บนหน้าผากราวกับว่านางแก่ชราลงไปอีกสิบปีในชั่วข้ามคืน ส่วนอาซาน น้องชายตัวน้อยของเธอนั่งฟุบหน้าอยู่บนตักของแม่ ร่างเล็กๆ นั้นสั่นเทาเบาๆ คล้ายกับกำลังสะอื้นไห้
"ท่านแม่ อาซาน ข้ากลับมาแล้ว" เยว่ซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการแสดง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากอารมณ์ที่ตื้นตันจนจุกอยู่ในอก
สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกปลุกจากฝันร้าย ทั้งคู่หันขวับมามองที่ประตู ทันทีที่เห็นว่าเป็เยว่ซิน ดวงตาของเยว่หลานก็เบิกกว้างขึ้นอย่างสุดขีด
"ซินเอ๋อร์! ซินเอ๋อร์จริง ๆ ด้วย!" นางอุทานออกมาเสียงสั่น ก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหาบุตรสาวอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อว่านั่นคือคนป่วย "เ้า เ้ากลับมาแล้ว! เ้ากลับมาจริงๆ!"
"พี่ใหญ่!" อาซานวิ่งตามมาติดๆ เขากระโจนเข้ากอดขาของเยว่ซินแล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น "ฮือออ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว! ข้าคิดว่าพี่ใหญ่จะไม่กลับมาแล้ว!"
เยว่ซินทรุดตัวลงคุกเข่า กอดร่างเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่นพลางลูบหลังปลอบโยน ความรู้สึกผิดท่วมท้นหัวใจของเธอจนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ "พี่อยู่นี่แล้วอาซาน พี่กลับมาแล้ว พี่ขอโทษที่ทำให้เ้าเป็ห่วงนะ"
เยว่หลานทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าบุตรสาว มือที่สั่นเทาของนางไล่สำรวจไปทั่วร่างกายของเยว่ซิน ั้แ่ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปจนถึงแขนขาที่มีรอยดินโคลน เมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่มีาแร้ายแรง นางก็ปล่อยโฮออกมาเช่นกัน "์เมตตา ขอบคุณ์ เ้าหายไปไหนมาลูก? เมื่อคืนเ้าไม่กลับมา แม่ใจจะขาด แม่พยายามจะออกไปตามหาเ้า แต่เดินไปได้ไม่ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ล้มลงเสียแล้ว แม่ไปขอร้องให้คนอื่นช่วย แต่ไม่มีใครสนใจเลย แม่ได้แต่นั่งรออยู่ที่ประตูทั้งคืน ไอจนแทบจะหมดลม แม่นึกว่า นึกว่าจะต้องเสียเ้าไปเหมือนที่เสียพ่อของเ้าไปแล้ว"
คำพูดของแม่ราวกับมีดกรีดลงบนหัวใจของเยว่ซิน มันตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและสิ้นหวังของครอบครัวเธอ เธอสวมกอดแม่และน้องชายไว้พร้อมกัน ััถึงความอบอุ่นที่เธอโหยหามาตลอดทั้งคืน "ข้าขอโทษเ้าค่ะท่านแม่ ข้าขอโทษ"
หลังจากที่อารมณ์อันท่วมท้นเริ่มสงบลง เยว่หลานก็พยุงเยว่ซินให้ลุกขึ้นแล้วพาไปนั่งที่โต๊ะ นางรีบรินน้ำอุ่นๆ ให้บุตรสาวดื่ม ก่อนจะเริ่มซักถามด้วยความเป็ห่วง
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ซินเอ๋อร์? ทำไมถึงหายไปทั้งคืน?"
เยว่ซินดื่มน้ำอึกใหญ่เพื่อเรียกสติและตั้งหลัก เธอเริ่มเล่าเื่โกหกที่เตรียมการไว้อย่างดีแล้ว "เมื่อวาน ข้าเห็นหมูป่าหินาเ็ตัวหนึ่งเ้าค่ะ ข้า ข้าโลภไปหน่อย คิดว่าถ้าจับมันได้ เราจะมีเนื้อกินกันไปอีกนาน ข้าเลยวิ่งตามมันไป"
เธอจงใจเว้นจังหวะ ทำทีเป็หวาดกลัวกับความทรงจำนั้น "แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะวิ่งเร็วขนาดนั้น ข้าตามมันลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ จนกระทั่ง คลาดกับมันและรู้ตัวอีกทีข้าก็หลงทางเสียแล้ว ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด ข้าพยายามหาทางกลับแต่ก็ยิ่งเดินยิ่งลึกเข้าไป พอตกกลางคืน ข้ากลัวมากเ้าค่ะ ได้ยินแต่เสียงอสูรร้องอยู่รอบตัว ข้าทำได้แค่ซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ทั้งคืนจนฟ้าสาง แล้วก็ใช้เวลาเกือบทั้งวันในวันนี้เพื่อเดินหาทางกลับมา"
เื่เล่าของเธอผสมปนเประหว่างความจริงและความเท็จ ความกลัวและความสิ้นหวังที่เธอประสบมาจริงๆ ถูกนำมาใช้เป็เครื่องปรุงแต่งเื่โกหกให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น เยว่หลานเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ดึงตัวบุตรสาวเข้ามากอดอีกครั้ง "โถ ลูกแม่ลำบากแล้ว ไม่เป็ไรนะลูก ไม่เป็ไร แค่เ้าปลอดภัยกลับมาก็ดีที่สุดแล้ว ต่อไปอย่าทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกนะลูก วัตถุสิ่งของมันไม่สำคัญเท่าชีวิตของเ้า"
"เ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว" เยว่ซินรับคำเสียงอ่อย
"ว่าแต่ เ้าไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลยรึ?" เยว่หลานถามขึ้นเบาๆ ไม่ได้คาดหวัง แต่ถามไปตามความเคยชิน
"ข้า ข้าโชคดีเ้าค่ะ" เยว่ซินพูดขึ้น ทำทีเป็นึกขึ้นได้ "ตอนที่ข้าหลงทาง ข้าไปเจอ เจอสถานที่แปลกๆ แห่งหนึ่งเ้าค่ะ เป็เหมือนแอ่งดินเล็กๆ ที่มีลำธารไหลผ่าน ตรงนั้น มีหญ้าจันทราขึ้นอยู่เต็มไปหมดเลยเ้าค่ะท่านแม่ แล้วมันก็ " เธอทำท่าลังเล "มันดู มีประกายมากกว่าที่ข้าเคยเห็นมาทั้งหมด"
พูดจบ เธอก็ลุกขึ้นไปปลดตะกร้าสมุนไพรที่วางพิงไว้ข้างประตูออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะ
ทันทีที่ตะกร้าถูกวางลง กลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของสมุนไพรที่เข้มข้นกว่าปกติก็แผ่กระจายไปทั่วกระท่อมแคบๆ เยว่หลานซึ่งคุ้นเคยกับสมุนไพรเป็อย่างดีขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ นางชะโงกหน้าเข้าไปดูในตะกร้าแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง
"นี่มัน อะไรกันนี่!"
หญ้าจันทราที่อัดแน่นอยู่ในตะกร้านั้นแตกต่างจากที่เยว่ซินเคยเก็บมาโดยสิ้นเชิง ใบของมันดูสดและชุ่มชื้นกว่าปกติ แต่ที่น่าใที่สุดคือประกายสีเงินยวงบนเส้นใบ หรือ "แก่นิญญาจันทรา" ที่บ่งบอกถึงคุณภาพของมันนั้น ส่องประกายสว่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!
เยว่หลานหยิบหญ้าขึ้นมาต้นหนึ่งอย่างไม่เชื่อสายตา นางััได้ถึงพลังิญญาที่เข้มข้นกว่าปกติถึงสองสามเท่าที่แผ่ออกมาจากมัน "์ ซินเอ๋อร์ นี่มันหญ้าจันทราคุณภาพสูง! เ้าไปเจอมันที่ไหนกันลูก?"
"ข้า ข้าไม่รู้เ้าค่ะ" เยว่ซินแสร้งทำเป็สับสน "มันขึ้นอยู่เต็มไปหมดในแอ่งดินที่ข้าบอก ข้าเห็นว่ามันดูดีกว่าปกติเลยรีบเก็บมาจนเต็มตะกร้าก่อนจะหาทางกลับ"
เยว่หลานมองหน้าบุตรสาวสลับกับหญ้าในตะกร้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความใ ความยินดี และความหวังริบหรี่ที่จุดประกายขึ้นในใจ "นี่คือวาสนา ต้องเป็วาสนาที่์ประทานมาให้เราแน่ๆ!" นางพึมพำกับตัวเอง "พรุ่งนี้ พรุ่งนี้เ้ารีบเอาไปขายให้ลุงเฉินนะลูก ทั้งหมดนี่น่าจะได้ราคาดีมากทีเดียว"
เยว่ซินพยักหน้ารับ ขณะที่กำลังจะพูดอะไรต่อ เยว่หลานก็สังเกตเห็นบางอย่าง นางขมวดคิ้วแล้วเพ่งมองใบหน้าของบุตรสาวใกล้ๆ "ซินเอ๋อร์ เ้าดู แปลกไปนะ"
หัวใจของเยว่ซินหล่นวูบ "แปลก แปลกไปอย่างไรเ้าคะ?"
"บอกไม่ถูกเหมือนกัน " เยว่หลานพึมพำ "เหมือน ดวงตาของเ้าจะดูสดใสขึ้น ผิวของเ้าก็ดู " นางส่ายหน้า "คงเป็เพราะแม่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนจนตาพร่าไปเองละมั้ง ไปเถอะลูก ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ เนื้อตัวมอมแมมไปหมดแล้ว เดี๋ยวแม่จะอุ่นข้าวต้มให้"
เยว่ซินถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบรับคำแล้วตรงไปยังฉากกั้นผ้าเก่าๆ ที่ใช้เป็ห้องอาบน้ำทันที
น้ำในถังไม้เย็นเฉียบ แต่เมื่อัักับผิวกายของเยว่ซิน มันกลับทำให้เธอรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด เธอค่อยๆ ชำระล้างคราบดินโคลนและสิ่งสกปรกสีดำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายออกไปอย่างเงียบงัน
เมื่อคราบสกปรกถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น ร่างกายที่แท้จริงของเธอก็ปรากฏขึ้นภายใต้แสงตะเกียงที่ริบหรี่
ผิวของเธอขาวเนียนละเอียดราวกับหยกเนื้อดี ไร้ซึ่งร่องรอยแผลเป็หรือตำหนิใดๆ ร่างกายที่เคยผอมแห้งก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อดูสมส่วนและกระชับอย่างพอดี เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในผิวน้ำที่นิ่งสงบ มันยังคงเป็ใบหน้าของเธอ แต่เป็ใบหน้าที่ดูงดงามและมีชีวิตชีวาขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อ
เธอไม่รู้ว่าจะเรียกการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ว่าอะไร มันรู้สึกราวกับว่ากระดูกทุกชิ้น โลหิตทุกหยาดหยดในกายของเธอ ได้ถูกชำระล้างด้วยเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์และถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ความอ่อนแอที่เกาะกินเธอมาทั้งชีวิตได้มลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงจากแก่นแท้ของตัวตน ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง
เธอใช้เวลาอยู่ในนั้นนานกว่าปกติ ไม่ใช่แค่เพื่อทำความสะอาดร่างกาย แต่เพื่อทำความคุ้นเคยกับตัวตนใหม่ของเธอ และเพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของการเก็บซ่อนความลับนี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด
หลังจากกินข้าวต้มที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือน (อาจเป็เพราะความหิวหรือเพราะความสุขใจ) และเล่านิทานให้น้องชายฟังจนหลับไป เยว่ซินก็นอนลงบนเตียงแข็งๆ ของเธอ แม้ร่างกายจะเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่เธอก็ยังต้องแสร้งทำเป็หลับใหลอย่างเหนื่อยอ่อน
คืนนั้น เธอนอนไม่หลับเลย ในความมืดมิด เธอลอบโคจรพลังิญญาในร่างอย่างเงียบๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความคุ้นเคยและทำความเข้าใจกับพลังระดับต้นขั้นที่ห้าให้ได้มากที่สุด มันเป็คืนแรกในรอบหลายปี ที่อนาคตของเธอดูไม่มืดมิดอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เยว่ซินตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสางตามความเคยชิน แต่ความรู้สึกแตกต่างไปจากทุกวันโดยสิ้นเชิง ร่างกายของเธอไม่มีความเมื่อยล้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ยังคงต้องแสร้งทำเป็อิดโรยและเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเหมือนเดิม
หลังจากจัดการเื่อาหารเช้าที่วันนี้ดูจะมีข้าวมากกว่าน้ำเล็กน้อยแล้ว เธอก็ยกตะกร้าสมุนไพรขึ้นมาเตรียมตัวออกเดินทาง
เยว่หลานมองตะกร้าสมุนไพรสลับกับใบหน้าของบุตรสาวด้วยแววตาที่ซับซ้อน ทั้งยินดีแต่ก็เป็กังวลอย่างยิ่ง "ซินเอ๋อร์ " นางเอ่ยเสียงเบา มืออันสั่นเทาของนางยื่นมาจับแขนของเยว่ซินไว้แน่น "ของมีค่าขนาดนี้ เ้าต้องระวังตัวให้มากนะลูก อย่าไว้ใจใคร"
นางไอออกมาเบาๆ ด้วยความอ่อนเพลีย สีหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ "แม่นี่น่าละอายนัก ที่ต้องปล่อยให้เ้าไปจัดการเื่สำคัญเช่นนี้คนเดียว ได้แต่หวังว่าลุงเฉินจะไม่ใจร้ายกดราคาเ้าจนเกินไปนัก"
"ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงเ้าค่ะ" เยว่ซินตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ เพื่อให้มารดาคลายกังวล "ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร ท่านพักผ่อนอยู่ที่บ้าน รอฟังข่าวดีจากข้าเถอะเ้าค่ะ"
เธอกล่าวลาแม่และน้องชาย ก่อนจะเดินออกจากกระท่อมไปเผชิญหน้ากับการทดสอบที่แท้จริง
เส้นทางที่เดินผ่านกลางหมู่บ้านนั้นยังคงเหมือนเดิม สายตาดูแคลนและเสียงซุบซิบนินทายังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกภายในใจของเยว่ซิน จากที่เคยรู้สึกต่ำต้อยและอัปยศ บัดนี้กลับมีความสงบนิ่งและความมั่นใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เข้ามาแทนที่ เธอรู้ดีว่าคนที่พวกเขากำลังดูถูกนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเธออีกต่อไป
ไม่นานนัก เธอก็มาถึงหน้าหอโอสถเฉิน เธอยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
"ลุงเฉิน"
ชายวัยกลางคนเ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาจากลูกคิดที่กำลังดีดอยู่ ดวงตาที่เรียบเฉยของเขากวาดมองเยว่ซินอย่างรวดเร็ว "มาแต่เช้าเชียวนะ มีหญ้าคุณภาพต่ำอะไรมาขายอีกล่ะวันนี้?"
เยว่ซินไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่วางตะกร้าสมุนไพรลงบนเคาน์เตอร์ไม้เสียงดัง ตุ้บ
กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เข้มข้นและเปี่ยมไปด้วยพลังิญญาพลันฟุ้งกระจายไปทั่วร้าน ทำให้ลุงเฉินที่กำลังจะก้มหน้าลงไปสนใจลูกคิดต่อต้องชะงักงัน เขาสูดจมูกฟุดฟิดสองสามครั้ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังตะกร้าบนเคาน์เตอร์ แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
"นี่ นี่มันอะไรกัน?"
เขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ มือที่หยาบกร้านของเขาหยิบหญ้าจันทราขึ้นมาต้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว พลิกดูไปมาด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ประกายสีเงินยวงที่สว่างชัดเจนบนเส้นใบนั้นสะท้อนกับแสงแดดยามเช้าจนเป็ประกายระยิบระยับ
"เป็ไปไม่ได้ " เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบขึ้นมาอีกต้น แล้วก็อีกต้น ทุกต้นล้วนแต่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ!
"เ้า!" ลุงเฉินเงยหน้าขึ้นมาจ้องเยว่ซินเขม็ง ดวงตาของเขาหรี่ลงอย่างจับผิด "เ้าไปขโมยของใครมา?!"
น้ำเสียงของเขาเกรี้ยวกราดและเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ เยว่ซินเตรียมใจกับปฏิกิริยานี้มาแล้ว เธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น "ข้าไม่ได้ขโมย ข้าเก็บมันมาได้เองในป่า"
"โกหก!" ลุงเฉินตวาดลั่น "ด้วยพลังระดับกระจอกงอกง่อยของเ้าไม่มีทางหาสมุนไพรคุณภาพขนาดนี้เจอได้! ป่าชั้นนอกไม่มีทางมีของดีขนาดนี้แน่! บอกข้ามาว่าเ้าไปเอามาจากสวนสมุนไพรของใคร ไม่เช่นนั้นข้าจะแจ้งทางการมาจับเ้า!"
เยว่ซินยืนนิ่งไม่ไหวติง เธอยืนจ้องกลับไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "ข้าไม่ได้ขโมย" เธอยืนยันคำเดิม "ข้าหลงเข้าไปในป่าลึกและบังเอิญไปเจอแอ่งดินลับแลแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีสมุนไพรพวกนี้ขึ้นอยู่เต็มไปหมด หากท่านไม่เชื่อ ก็เป็สิทธิ์ของท่าน แต่ข้าไม่ได้ขโมยของใครมา"
ลุงเฉินจ้องหน้าเยว่ซินอยู่ครู่ใหญ่ เขาพยายามมองหาพิรุธในแววตาของเด็กสาว แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับมีเพียงความแน่วแน่และความเหนื่อยล้าเท่านั้น ไม่มีแววของคนโกหกเลยแม้แต่น้อย
ในฐานะพ่อค้า เขารู้ดีว่าบางครั้งวาสนาก็เป็เื่ที่ไม่สามารถอธิบายได้ เขาหยิบหญ้าขึ้นมาอีกต้น บดขยี้ใบของมันเล็กน้อยแล้วยกขึ้นมาดมกลิ่น พลังิญญาที่บริสุทธิ์และเข้มข้นทำให้เขามั่นใจได้ว่านี่คือของที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่ของที่ถูกเร่งโตในสวนสมุนไพรของตระกูลใหญ่
ความโลภเริ่มฉายแววขึ้นมาแทนที่ความสงสัย
"เอาล่ะ ข้าจะเชื่อเ้าก็ได้" เขาพูดเสียงอ่อนลง "แล้ว เ้าจะขายมันเท่าไหร่?"
"ท่านเป็ผู้เชี่ยวชาญ ท่านย่อมรู้ดีกว่าข้าว่ามันควรจะราคาเท่าไหร่" เยว่ซินตอบกลับอย่างชาญฉลาด โยนภาระการตั้งราคากลับไปให้เขา
ลุงเฉินไอออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน "อะแฮ่ม หญ้าพวกนี้คุณภาพไม่เลว แต่ก็ยังไม่ถึงกับเป็ของชั้นเลิศ ข้าให้เ้า 100 อีแปะ! หนึ่งเหรียญเงิน!"
เยว่ซินนิ่งเงียบไป แต่ในใจของเธอกำลังคำนวณอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้มีความรู้เื่ราคาที่แน่นอน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นนำสมุนไพรคุณภาพดีที่มีประกายสีเงินคล้ายๆ กันนี้มาขายอยู่บ้าง เธอจดจำการต่อรองราคาที่ดุเดือดและเสียงเหรียญเงินที่กระทบกันได้ลางๆ เธอรู้แค่ว่าของในตะกร้าของเธอมีค่ามากกว่าหนึ่งเหรียญเงินที่ลุงเฉินเสนอมาอย่างแน่นอน พลังใหม่ในร่างมอบความกล้าหาญที่เธอไม่เคยมีมาก่อน เธอตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดู
"สองเหรียญเงิน" เยว่ซินเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นที่สุดในชีวิตของเธอ "หากท่านให้ไม่ได้ ข้าจะลองเอาไปขายในเมืองดู"
คำว่า "ในเมือง" ทำให้สีหน้าของลุงเฉินเปลี่ยนไปทันที เขารู้ดีว่าหากเด็กคนนี้นำของไปขายในเมืองจริงๆ เขาอาจจะต้องจ่ายถึงสี่หรือห้าเหรียญเงินเพื่อซื้อมันกลับมาด้วยซ้ำ
"เ้าเด็กนี่ " เขาสบถในใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างยอมจำนน "ก็ได้! สองเหรียญเงินก็สองเหรียญเงิน! แต่เ้าต้องขายให้ข้าทั้งหมด!"
"ตกลง" เยว่ซินพยักหน้ารับ
การเจรจาจบลงอย่างรวดเร็ว ลุงเฉินนับเหรียญเงินเงาวับสองเหรียญกับอีกห้าสิบอีแปะส่งให้เยว่ซินอย่างเสียไม่ได้ (ห้าสิบอีแปะคือค่าสมุนไพรที่เยว่ซินติดค้างไว้เมื่อหลายวันก่อน)
เยว่ซินรับเงินมาถือไว้ในมือ น้ำหนักของเหรียญเงินนั้นหนักอึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่แค่น้ำหนักของโลหะ แต่เป็น้ำหนักของความหวังและอนาคตของครอบครัวเธอ
เธอเก็บเงินใส่ถุงผ้าอย่างดี โค้งคำนับให้ลุงเฉินเล็กน้อยแล้วเดินออกจากร้านไปทันที โดยไม่หันกลับไปมองสีหน้าเจ็บใจของชายชราอีก
เยว่ซินไม่ได้กลับบ้านทันที เธอเดินตรงไปยังร้านขายอาหารก่อนเป็อันดับแรก เธอซื้อข้าวสารคุณภาพดีมาถึงสิบชั่ง ซื้อเนื้อหมูติดมันมาชิ้นใหญ่ และที่สำคัญที่สุด เธอซื้อขนมน้ำตาลปั้นรูปกระต่ายให้น้องชายด้วย
จากนั้นเธอก็มุ่งหน้ากลับไปที่หอโอสถเฉินอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไปในฐานะ "ลูกค้า"
"ข้า้ายาบำรุงเืลมที่ดีที่สุดที่ท่านมี" เธอกล่าวกับลุงเฉินที่มองมาด้วยสายตาซับซ้อน
การซื้อขายครั้งที่สองจบลงอย่างรวดเร็ว เธอยอมจ่ายเงินหนึ่งเหรียญเงินเต็มๆ เพื่อแลกกับยาบำรุงคุณภาพสูงหนึ่งชุดใหญ่ ซึ่งเธอรู้ดีว่ามันคือยาที่จะช่วยบรรเทาอาการป่วยของแม่ได้อย่างแท้จริง
เมื่อกลับถึงบ้านพร้อมกับข้าวของเต็มสองมือ เยว่หลานและอาซานต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก เมื่อเยว่ซินวางเหรียญเงินที่เหลืออีกหนึ่งเหรียญลงบนโต๊ะ เยว่หลานก็ถึงกับทรุดลงไปนั่งร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ มันเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี ที่บ้านหลังน้อยที่มืดมนหลังนี้มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอย่างแท้จริง
คืนนั้น บนโต๊ะอาหารมีทั้งข้าวสวยร้อนๆ และหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วหอมกรุ่น อาซานกินอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย พลางดูดขนมน้ำตาลปั้นอย่างมีความสุข
หลังจากที่เยว่หลานได้ดื่มยาชุดใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรเข้มข้นเข้าไป... แม้อาการป่วยเรื้อรังของนางจะยังไม่หายไปในทันที แต่ผลของมันก็ปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว เสียงไอที่มักจะดังรบกวนอยู่เป็ระยะๆ เงียบหายไป ลมหายใจของนางดูสม่ำเสมอและลึกขึ้น ความเ็ปภายในที่เกาะกินร่างกายน่าจะบรรเทาลงมาก ทำให้นางสามารถยิ้มออกมาได้อย่างจริงใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ใบหน้าที่เคยซีดขาวจึงเริ่มปรากฏสีเืฝาดจางๆ ขึ้นมาด้วยความผ่อนคลาย
เยว่ซินมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือสิ่งที่เธอ้า คือสิ่งที่เธอต่อสู้ดิ้นรนมาโดยตลอด
คืนนั้น หลังจากที่ทุกคนหลับไปแล้ว เยว่ซินก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงของเธอ ในมือของเธอถือเหรียญเงินที่เหลืออยู่ เงินนี่ไม่ใช่แค่เงิน มันคือข้อพิสูจน์
ข้อพิสูจน์ว่าเธอสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของครอบครัวได้
ข้อพิสูจน์ว่าวาสนาที่ได้รับมานั้นคือของจริง
และเธอรู้ดีด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ว่านี่ เป็เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น