เพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย เช้าวันนี้ข้าเลยนั่งทานข้าวด้วยความงัวเงีย เลื่อนลอย
แม้ว่าคนรับใช้จะพยายามช่วยจัดเสื้อผ้าที่หล่นมาที่ไหลให้เป็ระยะ
ข้าก็ไม่สนใจ
วันนี้เพื่อนร่วมโต๊ะของข้า คือ เพื่อนใหม่ จูเจียงเย่คนนั้น
หมอนี้ยังคงหน้าตาแดงก่ำจากการร้องไห้เมื่อคืนและดูไม่ค่อยอยากอาหารนัก
ตลอดการรับประทานก็คีบกับข้าวอย่างเกร็งๆและหลบสายตาข้าตลอดเวลา
พึ่งตระหนักอย่างจริงจังก็ตอนนี้เองว่าั้แ่นี้เป็ต้นไป
หมอนี้คือคนที่ถูกกำหนดจากทางบ้านให้มาเป็เพื่อนเรียนและเล่นของข้า
เรียนนั้นไม่รู้ แต่เล่นนี่ ได้ลองแล้ว
มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ยาก็ทำเสร็จแล้ว
ขาดก็แต่หนูทดลองยา ท่านพ่ออายุก็มาก ทดลองกับคนสอง สาม คนก่อนหน้าจะดีกว่า
ข้านี่ชั่งมีมโนธรรมจริงๆ
คนรับใช้รอบกายข้าก็มีแต่พวกที่อายุยังน้อยเกินกว่าจะเรียกว่าผู้ชายได้ด้วยซ้ำ
หลุบตามองตะเกียบไม้ไผ่ในมือ
หัวหน้าคนสวนของข้าจะทำแปลงผักตามที่สั่งเมื่อวานไปถึงไหนแล้วนะ
ยังไงไปเยี่ยมชมหน่อยก็ไม่เสียหาย
ข้าลุกจากโต๊ะอาหารอย่างกะทันหันทำให้เย่เย่สะดุ้งเฮือก แม้มันจะพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ข้าสังเกตุได้ก็ตาม
ข้า เหลือบตามองอาการขวัญหนีนั้น
การลุกจากโต๊ะอาหารมาโดยไม่พูดอะไรเลยก็ออกจะไร้มารยาทสินะ
เพื่อรักษามารยาทที่พึ่งมี...ช่วยไม่ได้
“คำพูดที่ข้าให้ไว้เมื่อคืน ข้ากำลังรอคำตอบจากเ้านะ เย่เย่”
เคร้งงงง
ตะเกียบในมือร่วงไปสองทาง เด็กนั่นตัวแข็งทื่อ หน้าซีดไป
ข้ายกยิ้มชั่วร้าย ก้าวออกจากห้อง
ข้าชอบรังแกเด็กจริงๆ
..................................
หลายปีที่ผ่านมาสวนตะวันตกจากที่เคยประดับตกแต่งเหมือนพื้นที่ที่รวมเอาไว้ด้วยต้นไม้และดอกไม้หายากราคาแพงอย่างที่เศรษฐีรวยๆรสนิยมแย่ๆที่เพียงยัดๆของให้รู้ว่าข้านั้นรวย
ก็ค่อยๆถูกข้าตัด แต่ง เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ให้ออกมาเรียบรื่นสบายตา
เป็พุ่ม เป็กิ่งเป็ช่อ ทั้งยังสร้างรังนก รังกระรอก ธารน้ำตก สะพานข้ามไม้ที่จงใจออกแบบอย่างมีรสนิยม
และรวมถึงทางเดินหินแบบต่างๆ
ข้ายังจงใจจัดตำแหน่งต้นไม้ในแต่ฤดูกาลอย่างเหมาะเจาะที่จะทำให้ในหนึ่งปี
สวนนี้จะงดงามแปลกตาได้ถึงหกแบบ อีกด้วย
ความสามารถเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ชีวิตอันน่าเวทนาของข้าเป็เวลานาน
ทุกผู้คนที่เห็นสวนนี้ก็คงคิดว่ามันงดงามและวิเศษมาก สินะ
แต่สำหรับข้า
ทุกสิ่งของต้นไม้ พันธ์ไม้ ดอกไม้ หินและน้ำ ล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำของข้าที่เกี่ยวกับมันในหลายชาติ
อย่างต้นเมเบิลนั้น
ข้าเคยตายใต้ไม้พันธ์นี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ จำไม่ได้แล้วว่าเกิดเป็สัตว์พันธ์อะไรในตอนนั้น
เพียงจำได้แม่นว่า ครั้งหนึ่งในนั้นตายเพราะกิ่งไอ้ต้นนี้นี่แหละตกใส่หัวข้า
ไม่แน่ว่า ข้าอาจจะเคยเชิดเงินเทพแห่งต้นไม้พันธ์นี้ก็เป็ได้
แต่ตอนนี้ ข้าจำเื่นั้นไม่ได้ และข้าก็หวังเป็อย่างยิ่งว่า
ท่านเทพเ้าจะเห็นแก่ความจำอันเสื่อมถอยของข้าแล้วยกหนี้ให้อย่างที่เทพเ้าที่ดีและมีเมตตาควรจะเป็
ข้ารู้ ว่าไม่ใช่เพราะการเป็เทพจะหมายความว่าจะยอมให้ใครเชิดเงินได้
แต่ว่านะ
การเป็เทพหลายร้อยหลายพันปีก็น่าจะสอนให้ฉลาดรู้จักปล่อยวางบ้าง ใช่หรือไม่
ไม่ใช่สักแต่จะเอาไม้ฟาดหวดผู้อื่นโดยไม่บอกกล่าว
หรือไม่อย่างไรสู้ออกมาตบตีกันซึ่งๆหน้าก็ยังชอบด้วยเหตุผลมากกว่า
การคงอยู่ของมันในสวนนี้จึงเพื่อเตือนข้าว่าถ้าไม่อยากตาย ก็อย่ามาที่ใต้ต้นไม้นี้
อะ จริงสิ การที่ข้าเอาต้นนี่มาปลูกนั้น
ใช่ถูกต้องหรือไม่.. คงไม่ใช่ว่าชาตินี้เทพขี้ตืดองค์นั้นก็ยังคงไม่ละเว้นข้าหรอกนะ...
เหลือบมองต้นไม้สูง
ฟิ้ววว
ชั่งเถอะ
ยังมีก่อไผ่เขียว ที่ทำให้นึกถึง ณ ท่ามกลางป่าไผ่เขียวแห่งหนึ่งเมื่อแสนนานมาแล้ว
ข้าเคยเกิดเป็หญิงสาวที่พบกับความรักลึกล้ำกับชายผู้หนึ่ง
ที่หน้าตาธรรมดาๆ และไม่มีอะไรโดดเด่น
ข้ายังจำได้ถึงแววตาสุดท้ายของคนผู้นั้น ถ่อยคำที่สาบานรักว่าจะตามข้าไปทุกภพทุกชาติ
แต่เมื่อข้าตามไปดูิญญาของคนผู้นั้น
ตัวบัดซบนั่นก็ลืมข้าไปทันทีหลังจากดื่มน้ำแกงยายเมิ่งหนังเหี่ยวนั้น
และกลับเกิดเป็เกย์ในชาติต่อมา
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลังจากมีความรักที่สวยงาม ลึกซึ้งตรึงใจ กับสาวงามอย่างข้าในชาติหนึ่งแล้ว
มันจะกลับใจไปได้ขนาดนี้
คิดแล้วก็ให้หงุดหงิดนัก
อย่างน้อย
ทำไมไม่ได้กับผู้หญิงสวยๆสักคนเพื่อปลอบประโลมใจข้าก็ยังดี
นี่ทำให้ข้าเสียความมั่นใจในตัวเองไปหลายชาติเลยเชียว
ทั้งไม่นับเสียงหัวเราะกวนประสาทอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นจากปากเหี่ยวๆของยายเมิ่ง
คอยเหยียบย่ำซ้ำเติมข้าอีกคน
ข้าอยากจับยายแก่นั้นกรอกน้ำแกงชวนอ้วกนั้นกับมือสักหลายไหจริงๆ
หรือถ้าทำไม่ได้ ขอแทงสักมีดสองมีดก็ยังนับว่าประเสริฐ
นี่เป็ความปรารถนาอันลึกล้ำที่สุดในทุกชาติภพของข้า
เสียดายที่สุดท้ายก็ถูกนางเล่นทีเผลอเตะลงหลุมมาเกิดใหม่ซะก่อนทุกที
ชิ
แก่แล้วยังคึกะโถีบคนได้ ไม่สิ ิญญาได้ ยายนั้นรับประทานม้าเป็อาหารหรือไง
ส่วนชายคนรักอันประเสริฐของข้าน่ะหรือ
เฮ้อออ
แต่อดีตมาคำว่า 'ความรัก' ก็ทำให้คนเราสามารถอภัยให้ได้ทุกอย่าง
ข้าเองก็ได้แต่ มองส่งนกยวนยางคู่นั้นครองรักกันตราบจนชั่วชีวิตอย่างมีความสุขด้วยจิตที่บังคับให้ผ่องใสและอวยพร
อืมมมม
ซาบซึ้งกับความรักอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง จนอดต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่หางตาไม่ได้
เ้าเองก็คิดอย่างนั้นสินะ
ข้านี่มันเป็คนดีจริงๆ
กระซิกๆ
=_=
ที่ไหนกันล่ะ!!!
แทบจะในทันที ข้าก็ประคองส่งชายเถื่อนกลุ่มใหญ่ไปรุมอัดถั่วดำมันทั้งคู่ผัวตัวเมีย
ดับอนาถไปอย่างเลอะเลือนงมงายเป็ผีเฝ้าป่าไป
เฮอะ อย่าให้ข้าเจอมันอีกแล้วกัน มองกอไผ่เขียวอย่างหมายมาด
ลมไร้ที่มาพัดพายอดไม้ไหวเอนราวคนสั่นกลัว
ข้าชื่นชมผลงานของตัวเองไปตลอดทาง ไม่สิ ระลึกความหลังเสียมากกว่า
ความหลังเฮง ซวย คิดแล้วให้ปวดตับ
“่นี้ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง”
คนรับใช้ชายที่ตามมาด้วยเหลือบมองข้าเล็กน้อยก่อนก้มหน้าตอบคำเสียงราบเรียบ สงบนิ่งผิดกับวัย
“นายท่านทำงานหนักทุกคืนจนดึกดื่น และนอนหลับในห้องหนังสือขอรับ”
คนรับใช้คนนี้เป็คนที่อยู่กับข้ามาั้แ่เด็ก เหลือบมองหน้านึ่งๆ
ราวกับถอดสีหน้าของข้าไปของมันอย่างตะขิดตะขวงใจ
คนรับใช้ประจำตัวของข้าผู้นี้อายุมากกว่าข้าห้าปี เรียกว่า เสียนจื่อ
นับเป็เด็กฉลาดคนหนึ่ง ผมดำตาดำ หน้าตาน่ารัก ผ่องใสแม้จะผิวคล้ำแดดจากการทำงานกลางแจ้ง
โครงหน้าก็ได้รูปชัดเจน รูปร่างท่าทางก็ออกค่อนไปทางดีมาก ทั้งดูสะอาดตา
ที่สำคัญรู้จักวิธีรับมือกับข้าจนน่าโมโห
คนๆนี้รู้ว่าข้าชอบรังแกคนมาั้แ่เกิด และรื่นรมย์กับสีหน้าคนที่ถูกรังแก หรือปฏิกิริยาตอบสนองมากที่สุด
เด็กนี่จึงเรียนรู้ อดทนที่จะไม่แสดงอาการอะไรที่จะทำให้ข้าพอใจ
ซึ่งทำให้ข้าเบื่อและหันไปหาคนอื่นที่ดีกว่า
นอกจากนี้เสียนจื่อยังฉลาดมากพอที่จะไม่บอกเคล็ดลับนี้กับใครอีกด้วย
ข้าเคยได้ยินเหล่าบ่าวรับใช้พูดคุยกันว่า
ในบรรดาบ่าวทั้งหมดที่โตมากับข้า นับเสียนจื่อคนนี้เหมือนข้ามากที่สุด
ข้าไม่แน่ใจเื่นั้นเท่าไหร่ แต่ยอมรับว่าคนๆนี้เป็คนที่รู้ใจข้ามากคนหนึ่ง
ทั้งยังทำหน้าที่ของตัวได้ดียิ่ง เื่ที่ควรรู้คนๆนี้ก็มักจะรู้ เื่ที่ไม่ควรรู้ คนๆนี้ก็จะทำไม่รู้ไม่เห็น
ข้าชอบมันนะ ถึงจะไม่มีประโยชน์ด้านให้ความสำราญก็เถอะ
ทันใดนั้น เงาของบางสิ่งบางอย่างก็ลอยเลื่อนผ่านศีรษะข้าไปติดกับพุ่มไม้เตี้ยๆไม่ไกลนัก
เป็ว่าวสีชมพูสวยตัวหนึ่ง ดูก็รู้ว่าต้องเป็ของเล่นของเด็กผู้หญิงอย่างแน่นอน
เด็กผู้หญิงที่ไหนมาเล่นว่าวแต่เช้ากัน
ทั้งนายบ่าวมองว่าวสีหวานแล้วเหลียวมองกำแพงรั้วที่กำลังมีมือเล็กมือหนึ่งโผล่พ้นออกมา
ท่าทางกำลังพยายามปีนกำแพงอย่างสุดความสามารถ
เสียนจื่อเดินไปเก็บว่าวนั้นประคองส่งให้ข้า อย่างรู้งาน
“แต่งตัวให้ข้าหน่อย”
.......................
“อูยยย ทำไมกำแพงบ้านนี้ถึงได้สูงอย่างนี้นะ” เสียงเล็กๆบ่นพึมพำออกมาเป็ระยะ
ในที่สุดภาพเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักสดใส ปากนิด จมูกหน่อยอายุประมาณ 11-12ปี
ก็ตะกายขึ้นมาบนกำแพง ยังไม่ทันที่นางจะถอนใจโล่งอก
ก็สะดุดกระเบื้องลื่นตกลงมาในพุ่มไม้ริมรั้วดัง
พลัก!!
แซกๆ
กิ่งไม้เสียดสี ขยับไหว ปนกับเสียงโอดครวญด้วยความเ็ป
ไม่นานร่างเล็กก็คลานออกมาด้วยผมเผ้ายุ่งเหยิง แขนขาทั้งสี่โดนกิ่งไม้เกี่ยวและถลอก
บางจุดมีบ้างที่เืซึมออกมา
เด็กสาวคลานออกมาได้ไม่นานก็เจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า
สุดท้ายก็ได้แต่เอามือกุมไว้ นั่งน้ำตาคลอกับพื้น ไปพักใหญ่
ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ในสายตาของสองนายบ่าว
หลังจากทำใจกลั้นความเ็ป ตากลมเป็ประกายก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง
ตะเกียดตะกายลุกขึ้น
อึบๆ กระดึบๆ
ทั้งคู่ยื่นนิ่งปล่อยให้เด็กสาวกระเสือกกระสนด้วยตัวเองอยู่อย่างนั้นเป็เวลานานโดยไม่พูดหรือทำอะไร
แดดเช้าค่อยๆแรงขึ้น
ดวงหน้าเล็กผุดเหงื่อซึม จากตาแน่วแน่ กลายเป็อ่อนล้า กลายเป็สิ้นแรง และหมดหวัง
ปล่อยให้นางพยายามลุก แล้วก็ล้ม แล้วก็ลุกใหม่อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
เสื้อผ้าเปื้อนดิน หน้าน้อยเปื้อนฝุ่น ใบไม้ทั้งเขียว แห้ง ติดเต็มศีรษะ
รอจนกระทั้งสาวน้อยทนไม่ไหวน้ำตาไหลรินออกมาเป็สาย สะอึกสะอื่น ตัวสั่นราวลูกนกแรกเกิด
“ไปเอายารักษาาแ เจอกันที่ศาลานกยูง” เสียนจื่อคำนับจากไปอย่างเงียบเชียบ
ข้าเดินเข้าไปยื่นว่าวสีชมพูน่ารักนั้นให้กับสาวน้อย
“ของเ้าสินะ”
เด็กหญิงเงยหน้าน้อยๆขึ้นมองข้าด้วยความใ จากนั้นเปลี่ยนเป็หน้าแดง รับว่าวในมือข้าไป
เสียงขอบคุณของนางเบาราวกับจะพูดให้ตัวเองฟังเท่านั้น
ข้าเอียงคอมองข้อเท้าของนาง
“เ้าาเ็หรอ เดินไหวหรือไม่”
นางมองหน้าข้านิ่งอย่างเหม่อลอย พอได้สติก็ส่ายหน้า จากนั้นก็ก้มหน้าไป คราวนี้กลับพยักหน้า
เด็กน้อยก็ยังคงเป็เด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ
ท่าทางจะเป็เด็กแก่นแก้วที่ไม่คุ้นชินกับเด็กผู้ชาย
ออ ข้าเองก็หวังอย่างยิ่งว่าตัวเองจะเหมือนผู้ชายเหมือนกัน
เสื้อผ้ายาวหลายชั้นของนางทำจากผ้าไหมเนื้อดี แม้อุ่น
แต่ก็น่าจะมีน้ำหนักมาก เป็คุณหนูจากบ้านไหนกันนะ
เอาเถอะ ข้าไม่มีมโนธรรมมากพอจะละเว้นเด็กสาวไร้เดียงสาคนหนึ่งหรอก แต่คิดอีกที
อืมมม
“มาสิ ข้าจะแบกเ้าเอง” ข้าหันหลังให้กับเด็กหญิง อยู่ในท่าพร้อมแบกของหนัก
เงียบไปพัก
“ตะ แต่ว่า”