จารึกที่ 395 : คลื่นสั่นพ้องแห่งสูญตา : เงามรณะและการตื่นรู้ของมหาอำนาจ
เมื่อแสงสีเทาหม่นแห่งความว่างเปล่าเจือจางลง ร่างของเหล่านักฆ่าชุดดำจากหน่วยบุปผาใบมีดนับสิบชีวิตร่วงหล่นลงสู่พื้นดินประดุจใบไม้แห้งที่ไร้แก่นแกน พวกมันมิได้ตกตาย ทว่าดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแหลมคม บัดนี้เลื่อนลอยและว่างเปล่า อักขระสูญตาที่อาเจียวาดผ่านห้วงอากาศ ได้ชำระล้างเรื่องราวและเจตจำนงในการเข่นฆ่าของพวกมันจนหมดสิ้น
สายลมพัดผ่านซากปรักหักพังของผืนป่า บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนน่าสะพรึงกลัว ทว่าในความเงียบงันนั้น กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินบริเวณนี้กำลังเกิดการบิดเบี้ยว การลบล้างตัวตนและเรื่องราวด้วยวิถีแห่งหลิง (零) ได้สร้างรอยโหว่ขนาดใหญ่ขึ้นในข่ายการรับรู้ของสวรรค์ชั่วขณะหนึ่ง มันคือ "จุดบอด" ที่แม้แต่ดวงตาโลหิตซึ่งลอยตระหง่านอยู่เหนือทวีป ก็ไม่อาจกวาดสัมผัสมองเห็นความเป็นไป ณ จุดนี้ได้ชั่วคราว
อาเจียยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางร่างไร้สติของศัตรู ชายหนุ่มสวมชุดยาวสีเข้ม แผ่นหลังตั้งตรงดุจทวนที่ทะลวงผ่านยุคสมัย นัยน์ตาสีดำสนิททอดมองผลลัพธ์ของมรรคาที่ตนเพิ่งรังสรรค์ขึ้น เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมหน้าอก สัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่ตีตื้นขึ้นมาในเส้นชีพจร ปราณเซียนในร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทารกวิญญาณสูญตาต้องหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อรักษาสมดุลของกฎเกณฑ์ที่ถูกบิดเบือน
"การแทรกแซงวัฏจักรแห่งความทรงจำ... ราคามิใช่น้อยเลยทีเดียว" อาเจียพึมพำกับตนเอง
"แต่เจ้าก็ทำสำเร็จ" เสียงของมู่เฉินดังก้องขึ้นในห้วงจิต ร่างโปร่งแสงของอดีตมหาปรมาจารย์ปรากฏขึ้นเบื้องหลังศิษย์รัก แววตาของท่านเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและลึกล้ำ "เจ้าสร้างจุดบอดในสายตาของสวรรค์ได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวลมหายใจของเอกภพ ทว่ามันก็เพียงพอที่จะให้พวกเขากลับมารับใช้เจ้าได้แล้ว"
สิ้นคำกล่าวของมู่เฉิน เงาดำใต้ฝ่าเท้าของอาเจียพลันกระเพื่อมไหวประหนึ่งผิวน้ำที่ถูกโยนหินก้อนใหญ่ลงไป!
เงาดำนั้นแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว กลืนกินแสงสว่างบริเวณรอบด้าน กลิ่นอายแห่งความตายและความว่างเปล่าที่ถูกกดข่มมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ก้าวออกจากประตูสัมฤทธิ์โบราณ บัดนี้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่!
*ฟ่อออ!*
เสียงขู่คำรามที่ฟังดูคล้ายเสียงวิญญาณแตกสลายดังกึกก้อง ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ หรือ 'เจ้าถุงเงิน' พุ่งทะยานออกจากมิติเงาของอาเจีย ร่างของมันมิได้เล็กจ้อยประดุจฝ่ามือเหมือนกาลก่อน ทว่าบัดนี้มันมีขนาดเท่ากับพยัคฆ์ตัวเต็มวัย ขาทั้งแปดเรียวยาวและแหลมคมประดุจหอกศิลาทมิฬ ลวดลายบนหลังของมันสลักเสลาด้วยอักขระสีเงินยวงที่ไหลเวียนไปมาประหนึ่งดวงดาวในเอกภพ
ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการปะทะกับเซียนอมตะเกราะทองคำม่วง เจ้าถุงเงินต้องฝืนทนกลืนกินสัญชาตญาณนักล่าของตนเอง มันต้องเข้าสู่สภาวะ 'เร้นเงาสูญตาสัมบูรณ์' เพื่อซ่อนเร้นกลิ่นอายบรรพกาลมิให้ดวงตาโลหิตค้นพบตำแหน่งของเจ้านาย มันต้องทนมองอาเจียเผชิญหน้ากับศัตรูครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่อาจยื่นมือเข้าช่วย ทว่าบัดนี้ เมื่อจุดบอดแห่งฟ้าดินเปิดออก อาณาเขตสังหารในเงามืดของมันจึงได้รับการปลดปล่อย!
"ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าถุงเงิน" อาเจียแย้มรอยยิ้มบางเบา ยื่นมือออกไปลูบส่วนหัวของราชันอสูรอย่างอ่อนโยน
มันถูไถศีรษะเข้ากับฝ่ามือของเจ้านายอย่างออดอ้อน ก่อนที่ดวงตาหลายสิบดวงของมันจะตวัดขวับไปมองร่างของเหล่านักฆ่าที่นอนไม่ได้สติ สัญชาตญาณความหลงใหลในความมั่งคั่งที่สืบทอดมาจากผู้เป็นนายลุกโชนขึ้นทันที มันอ้าปากกว้าง พ่น 'ใยแห่งความว่างเปล่า' ที่โปร่งใสและแหลมคมยิ่งกว่าเส้นลวดสวรรค์ออกมากวาดต้อนแหวนมิติ ถุงหอม และศัสตราวุธทุกชิ้นที่ตกหล่นอยู่บนพื้น ไม่เว้นแม้แต่ปิ่นปักผมหรือเกราะอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าของศัตรู รวบรวมทั้งหมดกลืนเข้าสู่มิติพกพาในท้องของมันด้วยความรวดเร็วและหมดจดประหนึ่งพายุหมุนกวาดเศษใบไม้
ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ที่ยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง ต่างลอบสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ พวกเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เจ้าถุงเงินแผ่ออกมา หากเมื่อครู่อาเจียมิได้ใช้อักขระสูญตาจัดการ ป่านนี้พวกบุปผาใบมีดคงถูกราชันอสูรตัวนี้สับร่ายเป็นชิ้นๆ และสลายวิญญาณไปจนหมดสิ้นแล้ว
"ช่างเป็นการเก็บกวาดที่หมดจดไร้ที่ติ..." เฟิงอี้หรานถอนหายใจพลางส่ายหน้า "ข้าล่ะกลัวเหลือเกินว่าสักวันมันจะเผลอกลืนสมบัติของพวกเราไปด้วย"
เจ้าถุงเงินหันขวับมามองเฟิงอี้หราน ดวงตาของมันหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังประเมินมูลค่าของเปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลในตัวเขา ทำเอาชายหนุ่มผู้ใช้ไฟต้องรีบก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว
"พอแล้ว อาเจีย" เย่ปิงอวิ๋นก้าวเดินเข้ามาเบื้องหน้า สตรีผู้เป็นมันสมองของกลุ่มกวาดสายตามองกองสมบัติที่เจ้าถุงเงินคายออกมาคัดแยกตรงหน้าอาเจีย "การลอบสังหารครั้งนี้มีจุดน่าสงสัย วังบุปผาโลหิตเป็นเพียงสำนักมารที่รับจ้างฆ่าคน พวกมันไม่มีเหตุผลที่จะทุ่มเทยอดฝีมือจำนวนมากเพียงเพื่อตามล่าผู้ฝึกตนที่เพิ่งก่อตั้งสำนักใหม่ หากไม่มีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง"
อาเจียพยักหน้าเห็นด้วย เขาหยิบแหวนมิติวงหนึ่งที่หรูหราที่สุด ซึ่งคาดว่าเป็นของหัวหน้านักฆ่าขึ้นมาเพ่งมอง ปราณเซียนแท้สีเงินยวงถูกส่งเข้าไปทำลายรอยประทับวิญญาณที่หลงเหลืออยู่อย่างง่ายดาย เมื่อจิตสัมผัสของเขากวาดเข้าไปสำรวจภายใน นอกเหนือจากศิลาปราณและโอสถทั่วไปแล้ว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาคือ 'ป้ายหยกสีทองแดง' ขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นหนึ่ง
เมื่อดึงป้ายหยกนั้นออกมา อุณหภูมิโดยรอบพลันสูงขึ้นเล็กน้อย บนแผ่นหยกสลักลวดลายของเตาหลอมอัคคีและค้อนเหล็กไขว้ทับกัน กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการหล่อหลอมศัสตรา
"ป้ายคำสั่งแห่งวิหารศัสตราสวรรค์!" หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง สตรีน้ำแข็งผู้มีโสตสวรรค์รับฟังสัจธรรม จดจำกลิ่นอายนี้ได้ทันที "ขั้วอำนาจฝ่ายธรรมะที่อ้างตนว่าเป็นผู้ดูแลความสงบสุข และเป็นผู้ผูกขาดตลาดการค้าอาวุธวิเศษทั้งหมดในดินแดนแดนกลางและแดนบูรพา... เหตุใดป้ายคำสั่งของพวกมันจึงมาอยู่กับมือสังหารของวังบุปผาโลหิตได้?"
ดวงตาของอาเจียทอประกายเย็นเยียบ เขาลูบคลำร่องรอยสลักบนป้ายหยกอย่างช้าๆ จิ๊กซอว์ทุกชิ้นเริ่มประสานเข้าด้วยกัน "ไม่แปลกอันใดเลยชิงเสวี่ย... ในโลกของผู้แสวงมรรคา ไม่มีคำว่าธรรมะหรืออธรรมที่แท้จริง มีเพียงคำว่า 'ผลประโยชน์' และ 'การผูกขาด'"
"เจ้ากำลังจะบอกว่า..." ฉินมู่หลางกระชับด้ามกระบี่แน่น คิ้วของยอดกระบี่ขมวดเข้าหากัน
"ก่อนหน้านี้ เพื่อรวบรวมทรัพยากรสร้างป้อมปราการหมื่นอักขระ ข้าได้สร้างศัสตราประกอบและค่ายกลรูปแบบใหม่ที่มีอานุภาพสูงส่งออกไปแลกเปลี่ยนกับสมาคมการค้าหลายแห่ง..." อาเจียอธิบาย น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงด้วยความกดดัน "รูปแบบอักขระของข้าก้าวล่วงวิถีเดิมของโลกเซียน มันประหยัดพลังงานกว่า รุนแรงกว่า และพลิกแพลงได้มากกว่า ข่าวนี้ย่อมต้องลอยไปเข้าหูพวกตาเฒ่าในวิหารศัสตราสวรรค์"
"พวกมันเห็นเจ้าเป็นภัยคุกคามต่อตลาดของพวกมัน!" เฟิงหลิงเอ๋อร์อุทาน ดวงตาดาราของนางเบิกกว้างเมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้
"ผิดแล้วหลิงเอ๋อร์..." อาเจียส่ายหน้า รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก "พวกมันไม่ได้เห็นข้าเป็นภัยคุกคาม แต่พวกมันเห็นข้าเป็น 'ห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ' การส่งนักฆ่ามาครั้งนี้ มิใช่เพื่อสังหาร ทว่าเพื่อล้อมจับและทำลายรากฐานของพวกเรา จากนั้นค่อยลากคอข้ากลับไปเป็นทาสผลิตอักขระและศัสตราให้พวกมันแต่เพียงผู้เดียว... วิหารศัสตราสวรรค์ ช่างเป็นขั้วอำนาจที่หน้าเงินและละโมบยิ่งกว่าข้าเสียอีก"
ประโยคสุดท้ายของอาเจียทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้น การลอบสังหารครั้งนี้มิใช่ความแค้นส่วนตัว ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของ 'สงครามมรรคาและผลประโยชน์' ระดับทวีป!
---
ในขณะเดียวกัน ณ ดินแดนอันแสนห่างไกล...
ไกลออกไปนับแสนลี้ บนยอดเขาเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอก มีศาลาพักม้าเก่าซอมซ่อตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ชายชราผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีเทาปุปะ กำลังนั่งเอนกายพิงเสาไม้ มือซ้ายถือจอกสุราหยกเนื้อเลว มือขวาแกว่งแส้ปัดที่ขนหลุดรุ่ยไปมาตามจังหวะลมหายใจ ท่าทางของเขาดูราวกับคนไร้ค่าที่หลงทางมาในโลกเซียน
ทว่า หากผู้ใดที่มีระดับพลังถึงสภาวะ 'แยกวิญญาณ' ขึ้นไปผ่านมาเห็น ย่อมต้องคุกเข่าโขกศีรษะจนเลือดอาบ! เพราะทุกจังหวะการแกว่งแส้ปัดของชายชราผู้นี้ ล้วนสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของชีพจรฟ้าดิน ปราณเซียนรอบเกาะเขารวมตัวกันหนาแน่น ทว่าไม่เล็ดลอดออกไปแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ราวกับถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำว่า 'ไม่ขาดไม่เกินแม้อีแปะเดียว'
เขาคือ 'นักพรตหมื่นอีแปะ' หนึ่งในแปดตรียอดคนบำเพ็ญอิสระ ผู้ก้าวล่วงถึงสภาวะ 'หลอมความว่างเปล่า' ขั้นที่ 6!
*กึก!*
จู่ๆ มือที่กำลังยกจอกสุราของนักพรตหมื่นอีแปะก็ชะงักงัน สุราในจอกกระเพื่อมไหวเบาๆ นัยน์ตาที่เคยหย่อนยานและดูเกียจคร้าน พลันเบิกกว้างและเปล่งประกายแสงสัจธรรมอันลึกล้ำที่สามารถมองทะลุวัฏจักรสงสาร!
"คลื่นสั่นพ้องแห่งความว่างเปล่า... การลบเลือนตัวตนที่อยู่นอกเหนือสมการของกฎเกณฑ์บรรพกาล..." ชายชราพึมพำเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอกเฒ่าค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย "อาเจีย... ศิษย์รักของข้า เจ้าช่างไม่รู้จักเก็บงำประกายเสียเลย การฝืนใช้พลังที่ไปกระตุกหนวดสวรรค์เช่นนี้ เจ้าคงกำลังเผชิญกับปัญหาวุ่นวายอยู่สินะ"
นักพรตหมื่นอีแปะยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอก เขาลูบเคราสีดอกเลาพลางคำนวณผลกำไรและขาดทุนในหัวอย่างรวดเร็ว "วิหารศัสตราสวรรค์เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว... พวกเผ่าพันธุ์ต่างแดนที่หลับใหลอยู่ตามชายแดนก็คงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้เช่นกัน กระดานหมากแห่งทวีปกำลังจะพลิกคว่ำ... หากข้าไม่รีบไปตั้งแผงขายแผนที่ปลอม หรือเปิดรับแทงพนันแถวๆ แดนบูรพา ข้าคงสูญเสียศิลาปราณก้อนโตเป็นแน่แท้!"
ชายชราหัวเราะร่วน ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศธาตุ ไร้ซึ่งร่องรอยการฉีกมิติ ไร้ซึ่งการใช้มหาค่ายกล ทว่ากลมกลืนไปกับความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของผู้ที่ผสานเจตจำนงเข้ากับมิติแห่งเต๋า!
---
ตัดกลับมาที่ 'ป้อมปราการหมื่นอักขระ' ณ หุบเขาศิลาจารึก ดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นรากฐานและบ้านหลังใหม่ของอาเจีย
ภูมิทัศน์ของหุบเขาถูกปรับแต่งด้วยวิถีแห่งอักขระจนกลายเป็นปราการเหล็กกล้าที่ไม่อาจเจาะทะลวง ค่ายกลคลุมนภาระดับมหาปราณส่องแสงเรืองรอง ปกป้องอาณาเขตจากการรุกรานทั้งปวง ทว่าสิ่งที่ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้แข็งแกร่งจนสามารถต้านทานได้แม้กระทั่งยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณ มิใช่เพียงเส้นสายอักขระบนผิวดิน ทว่ามันคือ 'แกนกลาง' ที่ฝังลึกอยู่ใต้พิภพ
ลึกลงไปนับหมื่นจั้งใต้หุบเขา ท่ามกลางทะเลลาวาและชีพจรดินที่เดือดพล่าน ร่างศิลาทมิฬขนาดยักษ์สูงกว่าร้อยจั้งกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง มันคือ 'เจ้าสัว' ศิลาพิทักษ์สูญตาผู้ซื่อสัตย์!
อดีตผู้ควบคุมมหานาวาปราณสูญตา บัดนี้ได้เสียสละเสรีภาพในการเดินทาง เพื่อนำร่างพยนต์ระดับราชันย์อเวจีกึ่งเซียนของตน เข้าผสานกับแกนกลางของค่ายกลป้อมปราการ ปีกโลหะหกแฉกที่เคยใช้ตัดมิติ บัดนี้ถูกแผ่ขยายออกและแทงลึกลงไปในเส้นเลือดของผืนแผ่นดิน คอยสูบฉีดและรักษาสมดุลของปราณฟ้าดินเพื่อหล่อเลี้ยงมหาค่ายกลด้านบนตลอดเวลา
ทันใดนั้น ดวงตาโลหะรูปเหรียญทองคำของเจ้าสัวพลันสว่างวาบขึ้นในความมืด!
มันสัมผัสได้ถึง 'คลื่นสั่นพ้อง' ที่ส่งตรงมาจากเจ้านายผ่านสายใยแห่งวิญญาณ! มันรู้ดีว่าอาเจียเพิ่งใช้อำนาจที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ และนั่นหมายความว่า ความปลอดภัยของฐานที่มั่นแห่งนี้กำลังจะถูกทดสอบโดยศัตรูที่สัมผัสได้ถึงความผันผวน
*ตึง! ตึง! ตึง!*
ด้านบนของหุบเขา มีเงาร่างชุดดำเจ็ดสายที่แฝงตัวมากับความมืด กำลังพยายามใช้เข็มเจาะมิติเพื่อลอบแทรกซึมผ่านค่ายกลคลุมนภา พวกมันคือสายสืบระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์จากขั้วอำนาจปริศนา ที่ถูกส่งมาเพื่อหยั่งเชิงรากฐานของสำนักหมื่นอักขระในยามที่เจ้าสำนักไม่อยู่
"ค่ายกลนี้หนาแน่นนัก แต่ไร้ซึ่งผู้คุ้มกันระดับสูง... พวกเราเจาะทะลวงเข้าไปทำลายแกนปราณของมันเลย!" หนึ่งในสายสืบกระซิบสั่งการ
ทว่า ก่อนที่ปลายเข็มเจาะมิติของพวกมันจะทันได้สัมผัสกับม่านพลัง...
ลึกลงไปใต้พิภพ เจ้าสัวเพียงแค่ขยับปลายนิ้วศิลาทมิฬของมันเบาๆ หนึ่งครั้ง!
บัญชาอักขระระดับพยนต์เทวะถูกส่งผ่านชีพจรดินพุ่งตรงขึ้นสู่ผิวดิน! พื้นหินบริเวณที่สายสืบทั้งเจ็ดเหยียบยื่น พลันแปรสภาพกลายเป็น 'ปากจระเข้ศิลา' ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยอักขระบดขยี้!
*กร้วมมมม!*
ไม่มีเสียงร้องขอชีวิต ไม่มีโอกาสให้หลบหนี ร่างของยอดฝีมือระดับแก่นทองคำทั้งเจ็ดถูกฟันศิลากัดกระชากและบดขยี้จนกลายเป็นเถ้าโลหิตในเสี้ยววินาที! พลังงานวิญญาณและปราณบริสุทธิ์ของพวกมันถูกดูดกลืนกลับลงไปหล่อเลี้ยงแกนปราณใต้ดินอย่างรวดเร็ว ป้อมปราการหมื่นอักขระกลับคืนสู่ความเงียบสงบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เจ้าสัวหลับตาลงอีกครั้ง ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระอย่างซื่อสัตย์ มันรู้ดีว่าอาเจียกำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่เบื้องนอก และหน้าที่ของมัน คือการรักษาสถานที่แห่งนี้ให้ปลอดภัยจนกว่าผู้เป็นนายจะหวนคืน
---
กลับมาที่ชายป่าแห่งแดนบูรพา
อาเจียเก็บป้ายคำสั่งแห่งวิหารศัสตราสวรรค์เข้าสู่แหวนมิติ นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว เขาหันกลับมามองสหายร่วมเป็นร่วมตายทุกคน
"พวกมันต้องการเล่นหมากกระดานใหญ่... ต้องการใช้ชีวิตและวิถีเต๋าของพวกเราเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อำนาจเบ็ดเสร็จ" อาเจียกล่าว น้ำเสียงก้องกังวาน "แต่พวกมันประเมินสำนักหมื่นอักขระต่ำเกินไป... ข้ามิใช่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรม และข้าจะไม่ยอมให้สหายของข้าต้องมาตกระกำลำบากเพราะความละโมบของพวกตาเฒ่าบนหอคอยงาช้างเหล่านั้น!"
"แล้วพวกเราจะทำเช่นไรต่อไป?" เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยถาม ดวงตาของนางทอประกายแห่งการวางแผน "ถอยกลับไปตั้งหลักที่หุบเขาศิลาจารึกหรือไม่?"
"ไม่" อาเจียส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น "หากเราถอย พวกมันจะยิ่งได้ใจและส่งกองทัพมาปิดล้อมป้อมปราการ การตั้งรับมีแต่จะรอวันตาย... วิถีของอักขระ คือการขีดเขียนอนาคตด้วยมือของตนเอง! ในเมื่อวิหารศัสตราสวรรค์ต้องการควบคุมตลาดและผูกขาดอำนาจ ข้าก็จะเดินหน้าเข้าสู่แดนบูรพา บุกทะลวงศูนย์กลางการค้าของพวกมัน และใช้ 'อักขระ' ของข้า รื้อถอนรากฐานทางเศรษฐกิจและมรรคาของพวกมันให้พินาศย่อยยับ!"
"ดี! นี่สิถึงจะสมเป็นสหายของข้า!" ฉินมู่หลางหัวเราะเสียงดังตบไหล่อาเจีย เจตจำนงกระบี่ในร่างสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น "กระบี่ของข้า ฟันคอพวกหน้าซื่อใจคดมามากแล้ว จะเพิ่มพวกวิหารศัสตราไปอีกสักสำนักจะเป็นไรไป!"
เฟิงอี้หรานและหลิงเอ๋อร์พยักหน้าเห็นพ้อง ในขณะที่หลินชิงเสวี่ยเพียงส่งยิ้มบางๆ ที่อบอุ่นให้กำลังใจ
เจ้าถุงเงินที่เพิ่งย่อยแหวนมิติของศัตรูเสร็จ กระโดดขึ้นมาเกาะบนไหล่ของอาเจีย มันส่งเสียงฟ่อเบาๆ ราวกับจะบอกว่า มันพร้อมแล้วที่จะกวาดล้างคลังสมบัติของวิหารศัสตราสวรรค์ให้ราบเป็นหน้ากลอง
"ไปกันเถอะ..." อาเจียสะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวเดินนำหน้าคณะสหายมุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางแดนบูรพา ดินแดนที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและภยันตราย
กระดานหมากระดับโลกได้ถูกปูขึ้นแล้ว และคราวนี้ อาเจียจะไม่ยอมเป็นเพียงตัวหมากที่ถูกกระทำ ทว่าเขาจะเป็นผู้ถือพู่กันนิรันดร์ ขีดเขียนจุดจบให้กับผู้ที่กล้าท้าทายวิถีแห่งสูญตา!