อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 84 กำลังเสริม

            ภายในห้องส่วนตัวนอร่านั่งจิบไวน์อยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน ชุดของเธอยังคงเป็นชุดยังคงเป็นชุดที่บางราวปีกแมลงปอจนเห็นยอดถันชัดเจน สีหน้าของเธอในตอนนี้ยากจะบ่งบอกได้อารมณ์ของเธอเป็นเช่นไร เธอเอนหลังกับพนักพิงก่อนจะมองถุงทองคำขาวบนโต๊ะ เธอรู่ดีว่าคนที่ศาสนจักรส่งมานั้นไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน เรื่องที่เธอลอบช่วยเหลือคนที่พวกเขาต้องการตัวนั้นจะต้องเดาออกอย่างแน่นอน หมายความว่าไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องมาหาเธอที่นี่ ทว่านั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องกังวลเลยสักนิด เพราะสิ่งที่เธอกังวลนั้นคือเด็กคนนั้นที่ปฏิเสธที่จะรับเงินแล้วเลือกที่จะเป็นนักล่าค่าหัวต่อต่างหาก เธอไม่รู้ว่าอะไรทำให้เด็กคนนั้นเลือกที่จะทำแบบนี้ และที่ทำให้เธอต้องอมยิ้มออกมาก็คือที่เขาบอกว่าจากนี้จะนับว่าเธอป็นเพื่อน

            “เป็นเด็กเป็นเล็กทำเป็นวางท่าใหญ่โตบอกว่านับฉันเป็นเพื่อน” นอร่าพูดพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาเศร้าสร้อย “เธอยังไม่โตพอที่จะรู้เลยว่าโลกใบนี้มองผู้หญิงอย่างฉันว่ายังไง”

            ประตูลับที่ผนังเปิดออกเป็นซิลวี่ที่เดินออกมาเธอเดินมานอร่าถามว่า

            “เรียบร้อยแล้ว?”

            ซิลวี่ตอบอย่างสุภาพว่า

            “เรียบร้อยแล้วค่ะนายหญิง” ซิลวี่มีท่าทีลังเลใจเล็กน้อยก่อนจะถามนอร่าไปว่า “นายหญิงทำตามที่เขาขอแล้วเหรอคะ”

            นอร่าพยักหน้ารับแต่แต่ถามกลับไปว่า

            “เขาได้พูดอะไรบ้างไหมเกี่ยวกับสิ่งที่เขาขอ”

            “ค่ะนายหญิงเขาพูดว่าล่อให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันแล้วก็หาจังหวะชิ่งกลับบ้านกับเก็ยข้อมูลค่ะ”

            “เก็บข้อมูล?” นอร่าทวนคำซิลวี่พยักหน้ายืนยันว่าเขาพูดเช่นนั้นจริง

            นอร่านึกถึงสิ่งที่เขาขอให้เธอทำนั่นก็คือการปล่อยข่าวว่ามีการปะทะระหว่างคนที่คอยล่านักล่าค่าหัวพักนี้กับนักล่าค่าหัวคนหนึ่ง ที่เขาขอให้เธอช่วยเช่นนี้เจตนาแน่ชัดว่าต้องการล่อพวกศาสนจักรให้ไปหาเขา เช่นนั้นเขาต้องการอะไรกันแน่ทำไมถึงต้องเช่นนี้ นอร่าขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะทวนคำที่เขาพูดออกมา

            “เก็บข้อมูลงั้นเหรอ?”

             

            ภายในคฤหาสน์ของมาร์ควิสราฟาเอล มอแกนเด็กน้อยวัยสิบขวบเดินตามทางเดินอย่างหัวเสีย วันนี้เขาตั้งใจจะพักการฝึกสักครึ่งวันแล้วไปดูการประลองของพวกทหารที่สนามปะลองให้สนุก เขาไม่สามารถลงประลองได้เพราะยังเด็กเกินไป แต่ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าเมื่อเขาโตขึ้นจะลงประลองและบทขยี้ศัตรูทุกคนที่ขวางหน้าให้ราบเป็นหน้ากอง อาจดูห้าวหาญเกินเด็กไปบ้างแต่นั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลจากสายเลือดที่เขาได้รับมา

            วันนี้ควรจะเป็นวันที่เขาดีใจเพราะได้รับจากมาร์ควิสราฟาเอลให้ไปที่สนามประลองได้แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อมีคำสั่งเรียกตัวฉุกเฉินจนไม่เหลือทหารในสนามประลองเลยแม้แต่คนเดียว หนำซ้ำยังมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนเขาตกใจล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น สรุปวันนี้การแระลองก็ไม่ได้ดูแถมต้องมาเจ็บก้นอีก มอแกนจึงรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่โชคร้ายนัก

            เขาเดินไปเปิดประตูห้องทำงานของมาร์ควิสราฟาเอลโดยที่ยามหน้าประตูไม่มีท่าทีขัดขวางแต่อย่างใด มอแกนเปิดประตูพลางถามว่า

            “ปู่วันนี้มีอะไรเกิดอะไร...” เขาถามยังไม่ทันจบเป็นต้องชะงักเมื่อพบว่าในห้องทำงานตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว หน้าต่างบานหนึ่งเปิดทิ้งไว้พร้อมกับมีลมอ่อนๆ โชยเข้ามาในห้องเป็นระยะๆ

             

            กริฟินศิลาตัวนั้นเหลือบมองเออร์วินก่อนจะเหลือบมองคาทาริน่าที่บินอบู่บนฟ้า ตอนนี้เขาทั้งโล่งใจและกลุ้มใจในเวลาเดียวกันเพียงแต่ว่าเขากลุ้มใจมากกว่า ที่เขาโล่งใจก็เป็นเพราะเมื่อคนของศาสนจักรปรากฏตัวที่นี่ก็แปลว่าพวกศาสนจักรยังไม่ได้ชิ้นนั้นไป แต่ที่เขากลุ้มใจก็คือแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าคนของศาสนจักรคนนี้เป็นใครแต่จากมานาของอีกฝ่ายที่เขารับรู้ได้ก็บ่งบอกได้คำเดียวเลยว่าวิกฤต จากปริมาณมานาระดับนี้มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นในหัวของเขา

            ‘สิบสองอัศวินศักสิทธิ์’ ไม่สำคัญว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครเพราะไม่ว่าจะเป็นใครในสิบสองอัศวินศักดิ์เขาล้วนไม่ใช่คู่ต่อกรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้ก็คือถ่วงเวลารอกำลังเสริมมาถึง แต่ตัวเขาจะทำได้หรือเปล่านี่สิ เหลือบมองไปที่นาคราชสามศียรพบว่าตอนนี้นิ่งสนิทในขณะที่สายตาจ้องมองร่างบนฟ้าไม่ละสายตาไปไหน

            เพราะเหตุการณ์ในอดีตทำให้เอ็นวี่มีความหลังฝังใจไม่น้อยกับพวกศาสนจักร ซึ่งที่ผ่านเขามักแสดงท่าทีไม่เกรงกลัวและต้องการบทขยี้อีกฝ่าย แต่พอได้มาเผชิญหน้าจริงๆ กลับเป็นคนละเรื่องเลย เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ฝังอยู่ในใจนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก กริฟฟินหันมามองร่างเตี้ยเล็กตั้งใจจะพูดหว่านล้อมเพื่อถ่วงเวลากลับเป็นร่างบนฟ้าพูดขึ้นนว่า

            “ข้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่า เฟย์ไรน์ ข้ามีข้อเสนอมาให้ท่าน”

            ถึงเธอจะไม่พูดชื่อออกมาแต่ต่างก็รู้ดีว่าคนที่เธอกำลังพูดด้วยคือเออร์วิน ทันทีที่ยินชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าริคก็รู้สึกตึงเครียดทันที ในบรรดาอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเธอคนนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในอัศวินศักดิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีงาม ไม่เคยกระทำเรื่องเลวร้ายอะไร เป็นหนึ่งในที่เชิดหน้าชูตาของศาสนจักร การที่เธอคนนี้เป็นคนยื่นข้อเสนอเป็นไปได้สูงมากที่คนนี้จะยอมตกลง

            “เห็นสถานการณ์ของท่านไม่สู้ดีเลยแต่ข้ายินดีจะช่วยท่านออกจากสถานการณ์นี้ส่วนข้อแรกเปลี่ยนก็คือขอให้ท่านมอบของชิ้นหนึ่งให้ข้า ส่วนของชิ้นนั้นเป็นอะไรข้าว่าท่านคงทราบดีอยู่แล้วไม่อย่างนั้นท่านคงไม่พยามหนีข้ามาถึงนี่นี่หรอก ของชิ้นนี้ไม่มีประโยชน์กับท่านแต่มันมีประโยชน์กับพวกเรา ข้าสัญญาว่าเมื่อได้ของแล้วจะตอบแทนน้ำใจท่านอย่างงามไม่ให้ท่านขาดทุนแน่นอน”

            ริคที่ได้ยินดังนั้นก็คิดว่าไม่ได้การขณะที่คิดว่ากำลังจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อถ่วงเวลากลับต้องอึ้งเมื่อพบว่าร่างเตี้ยเล็กนั้นเพียงเงยหน้ามองคาทาริน่าก่อนจะหันมามองเขา แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมาแต่คำตอบก็คือไม่สนใจในข้อเสนอของเธอ

            ทั้งคาทาริน่าและริคต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนๆ นี้ถึงปฏิเสธจเริ่มพากันคิดไปในทางเดียวกัน

            ‘หรือคนนี้เองก็ต้องการของชิ้นนั้นเช่นกัน’

            ทั้งสองต่างพากันคิดในใจเป็นตุเป็นตะเช่นคนๆ นี้สังกัดกลุ่มไหนหรือวางแผนอะไร จะเอาของชิ้นนั้นไปทำอะไร ซึ่งคาทาริน่าที่รู้เรื่องที่เขาจ้างให้แกรี่สร้างอาวุธ 30 ชุดก็เริ่มเอาเรื่องข้อสันนิฐานที่เธอเดาไว้ว่าเขาอาจจะกำลังสร้างกองทัพมาผนวกเข้ากับของชิ้นนั้นแล้วก็เริ่มจิตนาการไปไกลลิบ

            ส่วนความจริงในหัวของเออร์วินกลับคิดว่า

            ‘ข้อเสนอช่างน่าดึงดูดแท้แต่น่าเสียดายที่ตรูเองก็ไม่รู้ว่าของที่พวกคุณท่านทั้งหลายต้องการมันคืออะไรนี่สิ จะเปิดปากถามก็ไม่ได้เดี๋ยวรู้ว่าตรูเป็นเด็กแล้วอาจเชื่อมโยงกับฐานะเจ้าชายของตรูอีก ซึ่งอาจจะยุ่งยากในภายหลังได้สำหรับแผนการในอนาคต หรือจะให้พาไปคุ้ยหาของที่ถ้ำใต้หน้าผาก็ยิ่งไม่ได้อีกแผนการทุกอย่าง ไหนจะอุปกรณ์สร้างดินขับ เอกสารอย่างพวกผลการค้นคว้าเกี่ยวเวทย์มนต์และมานาที่ถ้าถูกเจอคงได้ถูกกล่าวหาว่าสงสัยในความเมตตาของพระเจ้าและถูกเชือดแหง แต่ที่หนักที่สุดคือเอกสารการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างที่ตรูต้องการทำให้แน่ใจว่ากฏเกณฑ์ทุกอย่างในโลกเดิมสามารถนำใช้กับโลกนี้ได้ ทั้งธาตุต่างๆ ในตารางธาตุหรือสูตรการคำนวนต่างๆ และยังมีการตรวจสอบโครงสร้างทางร่างกายเพื่อหาความแตกต่างระหว่างมนุษย์ในโลกนี้กับมนุษย์ในโลกเดิม ซึ่งถ้าพวกคนของศาสนจักรได้มาเจอล่ะก็หึหึ ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดแล้วถูกจับเผาทั้งเป็นก็แปลกแล้ว’

            เออร์วินรู้ดีว่าหากเป็นคนอื่นอาจสนใจรับข้อเสนอของเธอแต่กับเขานั้นไม่มีทางรับข้อนี้ได้เด็ดขาด สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องทำตามเป้าหมายเดิมอาศัยจังหวะชุลมุนของการปะทะกันแล้วชิ่งกลับบ้านแต่ก่อนหน้านั้นคือการเก็บข้อมูล จากที่ฟังอีกฝ่ายแนะนำตัวเห็นบอกว่าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เขาเคยอ่านเจอในตำราทราบมาว่าอัศวินศักดิ์จัดเป็นหนึ่งเสาหลักของศาสนจักรมาทุกยุคทุกสมัยซึ่งจะมีเพียงแค่ 12 คนเท่านั้น มีการเปลี่ยนผ่านและส่งต่อตำแหน่งนี้มาหลายยุคหลายสมัย แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือเงื่อนไขข้อแรกต้องเป็นหนึ่งในผู้มีความเข้ากันได้กับธาตุใดธาตุหนึ่งปฐมธาตุซึ่งก็คือไม่ใช่ธาตุแสงก็ต้องเป็นธาตุมืด และสองต้องเป็นผู้ที่ได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้าโดยตัดสินจากพลังเวทย์ที่มี

            ‘มิน่าล่ะตอนนั้นถึงได้รู้สึกกดดันนักที่แท้ก็อัศวินศักดิ์สิทธิ์นี่เอง พอดีเลยขอดูหน่อยเหอะว่าคนที่สามารถรับมือกองทัพได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นแข็งแกร่งระดับไหน’

            เออร์วินคิดพลางวางนิ้วที่ไกปืนเตรียมรับมือทุกเมื่อ คาทาริน่ามองร่างเตี้ยเล็กที่อยู่ข้างล่างซึ่งตอนนี้เธอจินตนาการไปไกลแล้วเขาอาจจะวางแผนอะไรอยู่และจะเอาของชิ้นนั้นไปทำอะไร

            “ท่านกำลังท้าทายอำนาจของศาสนจักร?”

            เออร์วินหันไปมองร่างที่บิดอยู่บนฟ้าอีกครั้งแต่ไม่ได้พูดอะไร ทว่าสายตาของเขากลับเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของเธออย่างละเอียด อัศวินศักดิ์วินนั้นปกติถ้าไม่ใช้เวทย์ธาตุแสงก็ต้องเป็นเวทย์ธาตุมืด จากการสังเกตุของเออร์วินจึงเดาว่าเธอน่าจะใช้เวทย์ธาตุแสง แต่ปัญหาก็คือเขาไม่รู้ว่าเป็นเวทย์มนต์แบบไหนจึงได้แต่เฝ้าสังเกตเธอไว้

            เห็นอีกฝ่ายจ้องมองมาก็เดาว่าเขาตั้งใจเป็นศัตรูกับเธอแม้เธอเดิมทีเธอคิดจะแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีไม่ให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่รับไมตรีที่เธอมอบให้ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่เกี่ยงที่จะใช้กำลังบีบบังคับเพื่อให้เขามอบของมา ดาบแสงเล่มหนึ่งปรากฏตัวจากกลางอากาศข้างๆ คาทาริน่า

            ริคที่ได้เห็นดาบแสงเล่มนั้นก็พูดว่า

            “เป็นดาบประกายแสงคาทาริน่าจริงๆ ด้วย”

            เออร์วินเหลือบมองกริฟฟินศิลาแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองคาทาริน่าที่อยู่บนอากาศโดยให้ความสนใจกับดาบแสงนั้นเป็นหลัก ดาบแสงเล่มนั้นจ่อปลายดาบมาที่เออร์วินก่อนจะพุ่งมาที่เขา ทว่าเออร์วินกลับเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ไม่หลบหลีกจนดาบแสงเล่มนั้นปักลงที่พื้นข้างตัวเขาก่อนจะสลายไป

            ‘ไม่หลบ?’ คาทาริน่าอึ้งเล็กน้อยจริงอยู่ที่เจตนาของเธอนั้นเพียงแค่ข่มขู่เพื่อให้เขาเปลี่ยนใจแต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะไม่หลบ

            เออร์วินแล็งปืนลูกโม่ในมือขวาไปยังร่างที่อยู่บนฟ้าก่อนจะเหนี่ยวไก

            ปัง!

            เสียงพร้อมกับมาอะไรบางอย่างกระแทกใส่กำแพงล่องหนที่อยู่ตรงหน้าคาทาริน่า เมื่อมองดูพบว่าว่าเป็นโลหะที่บี้แบนก่อนจะล่วงลงพื้น

            ‘มีเครื่องป้องกันอยู่จริงๆ ด้วย’ เออร์วินคิดในใจตอนที่ดาบแสงพุ่งมาที่เขาดูจากตำแหน่งที่ปลายดาบชี้ลงมาก็เดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้เล็งมาที่เขา ดังนั้นเขาจึงตอบแทนด้วยการยิงกระสุนหยั่งเชิง และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดผู้หญิงคนนี้มีเครื่องป้องกันตามที่เขาคิดไว้

            ในขณะที่คาทาริน่านั้นในใจของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง เธอลองประกอบอาวุธที่เขาใช้จึงพอรู้ระบบภายในบ้างและรู้ด้วยว่าต้องมีชิ้นส่วนอื่นอีกที่เขาไม่ได้จ้างแกรรี่ทำ แต่เธอกลับไม่นึกว่าอานุภาพของมันจะรุนแรงและมั่นยำได้ขนาดนี้

            ‘นี่มันอาวุธอะไรกัน?’

            เธอพึมพำด้วยความสงสัยก่อนจะได้ยินเสียงฝ่อของงู เมื่อหันไปมองพบว่านาคราชสามเศียรที่นิ่งมาตั้งแต่เมื่อครู่อยู่ก็เริ่มขยับมันมองมาที่คาทาริน่าด้วยสายตาอาฆาต  แล้วที่เป็นงูใหญ่ก็อ้าปากพุ่งเข้าไปหมายจะงับคาทาริน่า

            ริคที่เห็นเอ็นวี่อยู่ๆ ก็กลับมาขยับตัวอีกครั้งแต่สิ่งแรกที่ทำคือโจมตีคาทาริน่าเขาจึงมองด้วยความตื่นตะหนกร้องว่า

            “เอ็นวี่! จะโจมตีผู้หญิงคนนั้นไม่ได้นะแกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ”

            ทว่าเอ็นวี่ไม่สนงูใหญ่พุ่งเข้าไปหมายจะงับเธอท่าเดียวแต่ยังไม่ทันที่มันจะได้เข้าถึงตัวเธอดาบแสงขนาดใหญ่ก็พุ่งลงมาปักหัวงูใหญ่ลงกับพื้น

            คราวนี้กลับเป็นเออร์วินที่เป็นฝ่ายอึ้งเพราะเขารู้ดีว่าเกล็ดของเจ้างูยักษ์นี่มันแข็งขนาดไหน แต่ทว่ามันกลับไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าดาบแสงเล่มนั้น

            “เอ็นวี่!!!” ริคร้องออกมาส่วนนาคราชสามเศียรที่ตอนนี้ถูกตึงไว้กับกับพื้นหัวหนึ่ง แต่กลับแสดงความดุร้ายออกมาโดยการใช้หัวที่เป็นงูพิษพ่นพิษใส่เธอ แต่กลับปรากฏดาบแสงขนาดใหญ่อีกเล่มหนึ่งมาขวางพิษไว้ไม่ให้เข้าถึงตัวเธอ ก่อนที่จะควงขึ้นฟ้าแล้วปักลงมาที่หัวของงูพิษไว้กับพื้น เมื่อหัวงูสองหัวถูกปักลงกับพื้นลำตัวของงูก็มีอาการดิ้นทุรนทุรายทว่าหัวตรงกลางที่เหลืออยู่นั้นกลับไม่ได้ดูดุร้ายน้อยลงเลยแม้แต่น้อย สายตาของมันยังคงจ้องมองคาทาริน่าที่ยืนอยู่บนอากาศก่อนจะอ้าปาก

            ริคที่เห็นดังนั้นก็เริ่มใจคือไม่ดีปีกกริฟฟินขนาดใหญ่เริ่มกระพือแล้วตัวเขาก็บินไปหาหัวตรงกลางนั้น

            “เอ็นวี่อย่าทำแบบนั้นหยุดเดี๋ยวนี้”

            แต่เสียงนั้นเหมือนไปไม่ถึงตัวเอ็นวี่เพราะเศียรสุดท้ายกลับยังคงอ้าปากแล้วเปลวไฟอันร้อนระอุก็พุ่งออกจากปากขนาดใหญ่ใส่คาทาริน่า แต่ด้วยกำแพงขวางกั้นทำให้เปลวไฟนั้นมาไม่ถึงตัวเธอ ซึ่งคาทาริน่าก็ไม่คิดจะรอให้อีกฝ่ายพ่นไฟเสร็จเพราะดาบแสงขนาดใหญ่อีกเล่มได้ปรากฏเหนือหัวของงูที่กำลังพ่นไฟอยู่นั้น ริคที่เห็นดังนั้นก็รู้แล้วว่าหายกำลังจะมาเยือนสหายของตน ได้ยินเสียงคาทาริน่าพูดว่า

            “เขาพูดกันไว้สินะว่าวิธีปราบนาคราชสามเศียรให้เน้นจำกัดที่หัวกลางเป็นหลัก”

            สิ้นคำของเธอดาบแสงก็ปักลงมายังหัวกลางทีเหลืออยู่ ริคที่เห็นดังนั้นก็นึกถึงภาพในอดีตที่เขาได้บังเอิญไปเจอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังสิ้นหวังในความอยุติธรรมที่เขาได้รับแต่เพียงเพราะเขาเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้วย วันนั้นไม่รู้อะไรดลใจทำให้เขาตัดสินใจพาเด็กหนุ่มคนนี้มาที่องค์กรแล้วชักนำเขาสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้อีก เขาตัดสินใจเอาตัวชนหัวงูที่ยังพ่นไฟไม่หยุดจนมันเบี่ยงไปทางอื่น ทำให้ตำแหน่งดาบแสงที่ปักลงมาเป็นตัวริคเอง เขามองไปที่หัวงูซึ่งเบี่ยงไปทางนั้นก่อนจะพูดว่า

            “ข้าขอโทษที่ชักนำเจ้าเข้าสู่เส้นทางนี้เอ็นวี่”

            เขาพูดออกมาพร้อมกับดาบแสงก็ปักลงมาที่ร่างกริฟฟินของริค ขณะที่ริคกำลังหลับตารอความตายกลับพบว่าดาบแสงนั้นปักลงมาที่ร่างของเขาเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นอะไรที่ตื้นมากสำหรับร่างที่ใหญ่โตของกริฟฟินศิลา ริคที่เห็นว่าตนยังไม่ตายจึงลืมตาขึ้นกลับพบว่า มีชายคนหนึ่งยืนอยู่เหนือร่างของเขา

            เขามีผมสีแดงสดนัยน์ตาเปล่งประกายแห่งความมีชีวิตชีวา เสื้อที่เปิดแหวกกลางเผยให้เห็นหน้าอกและกล้ามหน้าท้อง แต่ที่เด่นที่สุดของเขาก็คือปีกทีเพลิงคู่หนึ่งที่หลัง มือของเขายามนี้ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงกำลังจับดาบแสงเล่มนั้นไม่ให้มันแทงเข้าไปในตัวริคมากกว่านี้ เขายิ้มออกมาเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ สองเขี้ยวก่อนจะพูดว่า

            “คำขอโทษไว้ให้คนที่ทำความผิดเขาพูดกันดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก”

            ดวงตากริฟฟินเบิ่งมองอีกฝ่ายถามว่า

            “คุณคือ?”

            “กำลังเสริมน่ะ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648