ตอนที่ 41สกุลถัง
หลังจากเจียงหวู่เฉินและจอมโจรกิ่งเหมยแยกกัน เจียงหวู่เฉินนั้นแอบซ่อนตัวซักพักจนได้ข่าวว่าอ้าวซ่งโดนสองแฝดของพรรคหยินหยางสังหาร ทางการออกตามล่าตัว แม่ทัพกู้นำกองทหารมากมายล้อมจับแต่ไม่สามารถรั้งสองแฝดไว้ได้
ทางการได้ออกหมายจับสองแฝดแต่จะมีซักกี่คนที่มีปัญญาตอแยพวกมัน มีซักกี่คนที่กล้าเป็นศัตรูกับพรรคหยินหยางทางการย่อมไม่กล้าทุ่มกำลังถามหาคนจากพรรคหยินหยาง แน่นอนนี่ทำให้สองแฝดไม่สามารถเข้าออกเมืองอย่างเปิดเผยได้
เมื่อรู้ว่าสองแฝดออกไปจากเมือชุนหนิวเจียงหวู่เฉินก็ได้เดินทางกลับสำนักไผ่เขียวหลังจากลงเขามา มันเจอเหตุการน์หลายอย่างซึ่งหลายเรื่องถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกทั้งในด้านการฝึกยุทธ์ยังสามารถทลายขอบเขตเลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกายได้เสียที
พอมาถึงสำนักมันก็ได้เจอกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องพอพวกมันได้ข่าวว่าเด็กหนุ่มทลายขอบเขตได้ พวกมันต่างยินดีชื่นชมหวู่เฉินแน่นอนยกเว้นซูเฟิงที่ดูจะไม่ชอบข่าวนี้ซักเท่าไหร่นัก
“เหอะกับอีแค่เลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกายตอนอายุ่16 ยังมีหน้ามายินดีถ้าเป็นข้าคงอับอายจนตายไปแล้ว”
เสี่ยวไป๋ได้ยินก็หัวร้อนขึ้นมาอีกครั้ง นางเมื่อรู้ว่าเกอเกอนางกลับมาย่อมปิติยินดีการไม่ได้เจอเจียงหวู่เฉินไม่กี่วันนี้เป็นเรื่องยากสำหรับนางมากนางรีบมาเจอเด็กหนุ่มโดยทันที พอรู้ว่ามันเลื่อนขั้นย่อมปิติยินดียิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อได้ยินคนปากดีใจนางก็นึกอยากลองวิชาใหม่ที่พึ่งฝึกขึ้นมา
“เจ้าลูกเต่าน้อยซูเฟิงถ้ากล้าพูดอย่างนี้ คอยดูข้าจะตีเจ้า!”นางพูดพลางยกท่อนไม้ไผ่อย่างดีขึ้นมาหมายจะฟาดซูเฟิงจนต้องให้บรรดาศิษย์พี่เข้ามาห้าม
“พอได้แล้วเสี่ยวไป๋ เฟิงเอ๋อ หวู่เฉินก้าวหน้าย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี ใยต้องทะเลาะกันกลายเป็นทำงานกร่อยไป?”เสี่ยวไป๋ได้ยินคำพี่สาวก็ไม่ยอม
“ก็เจ้าลูกเต่านี่ว่าหวู่เฉินเกอเกอ ก่อนนิ”ซูเฟิงได้ยินก็โกรธ
“เจ้าว่าใครลูกเต่า”
“ก็เจ้าไงเอะอ่ะชอบหนีไปฟ้องท่านน้าถัง ไม่ให้เรียกลูกเต่าให้เรียกอะไร” ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันอีกจนมีเสียงสตรีวัยกลางคนดุขึ้นมาพวกมันถึงเงียบลง
“เสี่ยวไป๋เฟิงเอ๋อ พอได้แล้ว ทะเลาะกันเป็นเด็ก”สตรีผู้มาเยือนเป็นสตรีวัยกลางคนหน้าตางามคล้ายกับซูตันหยินที่จริงควรจะเรียกซูตันหยินคล้ายนางมากกว่า นางรวบผมด้วยปิ่นหยกดวงหน้าของนางแฝงแววเข้มงวดเล็กน้อย นางคือถังฉินหยา ภรรยาของซูเฉินเป็นมารดาของซูเฟิง และซูตันหยินเอง
“ท่านแม่ดูเสี่ยวไป๋ว่าข้าเป็นลูกเต่า” ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันอีกจนถังฉินหยาต้องส่งเสียงดุอีกครั้งปกตินางรักและตามใจซูเฟิงจนมันกลายเป็นเด็กเสียนิสัย แต่ตอนนี้มีแขกมานางเลยต้องเข้มงวดกับมันบ้าง
“พอพอทั้งสองคนไม่เห็นเหรอ เรามีแขก ทะเลาะกันอย่างนี้จะให้ข้า บิดาเจ้าท่านตาเจ้าเอาหน้าไปไว้ไหน?”
ทันใดนั้นมีเสียงหัวเราะเบาๆของชายวัยกลางคนมันแต่งตัวด้วยชุดคลุมสีดำตามมาด้วยเด็กหนุ่ม เด็กสาววัยพอพอกับหวู่เฉินเด็กทั้งสองมองมาที่พวกเสี่ยวไป๋แววตาเหมือนดูเรื่องตลกขบขำ
“น้องเล็กใยต้องดุพวกมัน เด็กก็เป็นอย่างนี่แหล่ะ”ถังฉินหยาส่งสายตาขอโทษ บุรุษวัยกลางคนผู้นี้คือ ถังเว่ย เป็นพี่ชายแท้ๆของนางส่วนเด็กหนุ่มสาวที่ตามหลังมาเป็นลูกของมันชายเรียกว่าถังห่าว หญิงเรียงถังเการุ่ย
ฝ่ายชายหน้าตาดี แววตาแฝงแววเจ้าเล่ห์ หญิงหน้าตาเย้ายวนแม้งามไม่เท่าซูตันหยินแต่ก็นับว่าหาได้ยากพวกมันเป็นคนสำนักสกุลถัง ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักไผ่เขียวมาช้านานเจ้าสำนักทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนรักกัน แถมเมื่อบุตรชาย บุตรสาวของพวกมันเกี่ยวดองกันความสัมพันธ์กลายเป็นยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่อพวกมันรู้ว่าเจียงหวู่เฉินเลือนขั้นสำเร็จถังฉินหยาแปลกใจเล็กน้อยถังเว่ยนั้นก็พูดจาชื่นชม ส่วนถังห่าวและถังเการุ่ยกับเยาะเย้ย
“ที่แท้เจ้าหนูเจียงก็เลื่อนขั้นได้แล้ว แต่ถ้าเทียบกับบิดาจะช้าไปหน่อยก็เถอะ ฮ่าฮ่า”
“ใช่แล้วคนไร้ประโยชน์ทำอย่างไรก็เป็นแค่คนไร้ประโยชน์วันยังค่ำ ฮึฮึ”
“ห่าวเอ๋อรุ่ยเอ๋อ อย่าเสียมารยาท”ถังเว่ยดุบุตรธิดา เสี่ยวไป๋ได้ยินคำทั้งคู่ก็แยกเขี้ยว “หวู่เฉินเกอเกอ ไม่ใช่คนไร้ค่า เกอเกอดีกว่าพวกท่านเป็นร้อยเท่าพันเท่า หมื่นเท่า!”
พวกมันได้ยินคำก็หัวเราะ “เด็กน้อยเจ้าไม่เห็นเหรอพี่ชายเจ้ากว่าจะเลื่อนขั้นได้กับใช้เวลาถึงเพียงนี้ข้าได้ยินว่าท่านตาเจ้านั่นทุ่มกับเขาไปมากมาย สุดท้ายยังได้แค่นี้ไม่เรียกไร้ค่ายังเรียกอะไร”
“ใช่ข้านั้นเลื่อนขั้นตอนอายุ14ตอนนี้ฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดของขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นแรกแล้วอีกนิดเดียวก็จะเลื่อนเป็นขั้นกลาง ไหนเจ้าบอกพี่ชายเจ้าดีกว่าข้าตรงไหน”
เสี่ยวไป๋ได้ยินก็หัวร้อน “นั่นไม่สามารถตัดสินได้ หวู่เฉินเกอเกอของข้านั่นเป็นยอดอัจฉริยะแต่เพราะได้รับบาดเจ็บการฝึกฝนจึงติดขัดไปบ้าง ตอนนี้เกอเกอเลื่อนขั้นได้แล้วเกอเกอข้าสามารถตีเจ้าเหมือนตีสุนัข”
ถังห่าวได้ยินก็หัวเราะ “อย่างงั้นหรืองั้นให้ข้าลองประลองกับเขาหน่อยมั้ย จะได้ดูว่าใครกันที่จะเป็นฝ่ายโดนตีเยี่ยงสุนัข”
“ใช่ของอย่างนี้มันต้องพิสูจน์จริง ไม่ใช่ดีแต่คำพูด” ถังเการุ่ยพูดสนับสนุนน้องชายตนเสี่ยวไป๋ขบริมฝีปากอย่างโกรธแค้น นางไม่กล้ารับปากแทนพี่ชายนางนั่นมั่นใจในพี่ชายมากแต่อย่างไรถังห่าวนั้นฝึกฝนจนถึงขั้นจุดสูงสุดของขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นแรกแล้วไม่ใช่อะไรที่คนที่พึ่งเลื่อนขั้นเข้าขอบเขตบำเพ็ญกายชั้นแรกจะเทียบเคียงได้
ถังเว่ยเห็นเรื่องบานปลายกำลังจะพูดห้ามทันใดนั้นหวู่เฉินก็พูดขึ้นทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นนึกว่าหูฝาดไป
“ถ้างั้นข้าเจียงหวู่เฉินขอรับคำท้า” เจียงหวู่เฉินไม่กลัวถังห่าว มันแม้จะยังไม่ได้เรียนวิชากระบวนท่าของสำนักไผ่เขียวเพราะพึ่งเลื่อนขั้นแต่มันนั่นอยากรู้ว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของมันก้าวหน้าขึ้นไปขนาดไหน
ซูตันหยินและจุ้ยกานสงได้ยินดังนั้นจึงรีบเอ่ยเตือนคิดว่าเจียงหวู่เฉินพึ่งเลื่อนขั้นได้เลยไม่ประมาณตนถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็มีการฝึกฝนเหนือกว่าอีกทั้งมันยังได้เรียนวิชายุทธ์ประจำตระกูลถังมาแล้ว ทำให้เจียงหวู่เฉินดูเสียเปรียบอย่างมาก
“หวู่เฉินเจ้าใจเย็นๆก่อนรอเจ้าปรับสมดุลลมปราณ แล้วเรียนกระบวนท่าให้สำเร็จก่อน ค่อยมาสู้กับมันดีหรือไม่?”
“ศิษย์พี่ใหญ่พูดถูกหวู่เฉินเจ้าอย่าหุนหัน”ซูตันหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล เจียงหวู่เฉินยิ้ม
”ศิษย์พี่ใหญ่ศิษย์พี่หญิงไม่ต้องกังวล หวู่เฉินมั่นใจว่าเอาชนะได้”
ถังห่าวได้ยินยังนึกว่าหูฝาดไปมันหัวเราะในความไม่เจียมตัวของหวู่เฉิน“ดีในเมื่อเจ้าไม่รู้จักประมาณตนข้าจะสอนให้รู้ถึงความต่างชั้น!”
เจียงหวู่เฉินและถังห่าวก้าวออกมาข้างหน้าสองสายตานั้นประสานกัน