บทที่ 20 มารดาผู้ฉุดรั้ง
เซิ่งิหลินคิดว่าตนเองฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ที่สามารถหลีกเลี่ยงบทเรียนอันล้มเหลวขององค์ชายสี่มาได้ เช่นนี้จูจูจะต้องรับฟังอย่างแน่นอน
นึกไม่ถึงว่าเ้าก้อนแป้งจะส่ายหัวอย่างมั่นใจ
"ไม่เอาหยอก! ท่านแม่บอกว่า จูจูน่ายักไม่ว่าจะทำอะไรก็น่ายัก!"
เซิ่งิหลินกุมขมับ "แต่ทำเช่นนี้มันเสียมารยาทมากนะ..."
"ไม่เป็ไรหยอก" เ้าก้อนแป้งน้อยกล่าว "ท่านแม่บอกว่า นี่เรียกว่าเป็ธรรมชาติ! เด็กคนอื่นถูกกฎระเบียบสอนจนโง่ น่าฉงฉาน จูจูไม่อาวแบบนั้น จูจูฉลาด!"
เซิ่งิหลิน "...??"
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยคิดว่าตนเองโต้กลับพี่ชายได้สำเร็จ จึงยิ่งได้ใจ ส่ายหัวไปมา
"ท่านแม่บอกว่า ขอเพียงท่านพ่อพยายามให้มากพอ จูจูอยากทำอะไรก็ทำได้เยย! ไม่มีใครกล้าว่าจูจู!"
เซิ่งิหลิน "..."
เขารู้สึกจนปัญญาจะพูดจริง ๆ
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้นี้ ปกติจะดูซื่อบื้อ แต่พอพูดเื่แบบนี้ เ้าก้อนแป้งกลับมีเหตุผลแถไถสารพัดยกขึ้นมาอ้างได้เป็ฉาก ๆ
ในด้านการศึกษาของจูจู มารดาเลี้ยงผู้นี้เป็ตัวฉุดรั้งอย่างแท้จริง
เขาเงยหน้าขึ้นมองพระชายาตวนอ๋องอย่างหดหู่ ซึ่งพระชายาตวนอ๋องกำลังเดินออกไปข้างนอกไม่กี่ก้าวเพื่อเริ่มสั่งการสาวใช้พอดี
องค์ชายเจ็ดในฐานะคนที่ถูกจูจูหลอกให้กลับจวน รู้สึกว่าตนจำเป็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จึงเบี่ยงตัวเล็กน้อยแล้วกระซิบกับนางเบา ๆ
"จูจู"
จูจูเงยหน้ามองเขา องค์ชายเจ็ดแอบชำเลืองมองพระชายาตวนอ๋องที่อยู่ด้านนอก แล้วพูดเสียงเบาว่า
"ข้าจะยกตัวอย่างให้เ้าฟังนะ สมมติว่าเ้าเลี้ยงลูกสุนัขตัวหนึ่ง ในมือเ้ามีเนื้อชิ้นหนึ่ง ถ้าเ้าสุนัขตัวนั้นส่ายหางให้เ้า ทำท่าคำนับ"
เขาพูดไปพร้อมกับทำท่าประกอบ "ทำให้เ้าพอใจ เ้าก็เอาเนื้อให้มันกิน แบบนี้มีความสุขใช่หรือไม่ หรือว่าเ้าจะยอมให้เ้าสุนัขพุ่งเข้ามางับในคำเดียว"
เขาะโเข้าใส่ทันทีแล้วงับเข้าที่มือน้อย ๆ อวบ ๆ ของเ้าก้อนแป้งตัวน้อย ทำเอาเ้าก้อนแป้งตัวน้อยร้อง 'หวา' ขึ้นมาด้วยความใ ทั้งกลัวจนหดมือแต่ก็อยากจะหัวเราะ
องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าตนเองชนะแล้ว จึงยอมปล่อยปากอย่างภาคภูมิใจ "ลูกสุนัขตัวนี้งับหมับเดียว แย่งเนื้อไปดื้อ ๆ แบบนี้มีความสุขหรือไม่? เ้าลองคิดดูสิ เนื้อชิ้นนี้เดิมทีข้าก็ตั้งใจจะให้มันอยู่แล้ว แต่ข้าเป็คนให้เองน่ะได้ ทว่าหากเ้าสุนัขมาแย่งชิงไปเอง ข้าก็ย่อมจะไม่ค่อยพอใจ เ้าว่าจริงหรือไม่?"
เซิ่งิหลินนิ่งฟังอย่างเงียบ ๆ
ตอนแรกเขาคิดว่าองค์ชายเจ็ดตั้งใจด่าว่าจูจูเป็สุนัข แต่ต่อมาเขาก็พบว่า องค์ชายเจ็ดไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นจริง ๆ
ดังนั้นเขาจึงพูดเสริมว่า "เพราะฉะนั้น การเอาแต่ใจจึงไม่ดี"
จูจูกุมมือน้อย ๆ อวบ ๆ ของตนเอง แล้วครุ่นคิดอยู่นาน
"แต่ว่า จูจูมะได้ง่ำท่านลุงฮ่องเต้นี่!"
"ทำไมเ้าถึงไม่เข้าใจนะ!" องค์ชายเจ็ดที่นาน ๆ ทีจะได้ครองความเหนือกว่าด้านสติปัญญา จึงขึ้นเสียงเล็กน้อยแล้วรีบกล่าวว่า "ข้าหมายความว่า เ้าคิดว่าสุนัขที่ส่ายหางคำนับเพื่อให้เ้าพอใจแล้วขอเนื้อกิน กับสุนัขที่ลงไปดิ้นพราด ๆ ร้องไห้จะเอาเนื้อ แบบไหนดีกว่ากัน? หรือว่าเห่าใส่เ้าเพื่อข่มขู่จะเอาเนื้อ แบบไหนดีกว่ากัน?"
เซิ่งิหลินช่วยอธิบายอีกแรง "การขอร้อง ต้องทำให้เขาเต็มใจตกลงอย่างมีความสุข การเอาแต่ใจและการข่มขู่นั้นไม่ดี หากถูกบังคับให้ตกลง ท่านลุงฮ่องเต้จะไม่สบายใจ แต่เพราะท่านลุงฮ่องเต้รักจูจู สงสารจูจู จึงยอมตกลง แต่จูจูก็ควรเคารพรักท่านลุงฮ่องเต้ ไม่ควรทำให้ท่านลุงฮ่องเต้ตกลงอย่างไม่มีความสุข เ้าว่าจริงหรือไม่?"
จูจูเข้าใจแล้ว "อ้อ! เข้าใจแย้ว!"
เซิ่งิหลินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ความจริงแล้ว การทำตัวดื้อรั้นเกเรเอาแต่ใจนั้น ไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อะไรเลย ในหมู่เชื้อพระวงศ์ที่สนิทชิดเชื้อกันจริง ๆ กฎระเบียบไม่ได้มีความสำคัญมากมายถึงเพียงนั้น ดูอย่างองค์ชายห้าเวลาพูดกับฮ่องเต้ ก็จะรู้ว่าเหล่าองค์ชายเหล่านี้แม้จะกลัว แต่ถ้าถูกบีบจนถึงที่สุดก็กล้าดิ้นพราด ๆ เอาแต่ใจได้เหมือนกัน
เื่คุณธรรมความถูกต้องย่อมเสียไม่ได้ แต่เื่เล็กน้อยในชีวิตประจำวันไม่จำเป็ต้องใส่ใจมากนัก ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระทัยของฮ่องเต้
แน่นอนว่าเขากังวลว่า หากวันหนึ่งพระทัยเปลี่ยนไป เื่เหล่านี้อาจถูกนำมาคิดบัญชีย้อนหลัง แต่ถ้าเพราะกังวลเื่นี้จนสอนให้จูจูเคร่งครัดเกินไป จนดูห่างเหินกับฮ่องเต้ นั่นจะเป็การเสียประโยชน์มากกว่า
ดังนั้น จะพูดให้ถูกก็คือ เขามีอคติไปเองก่อนล่วงหน้า เพราะกลัวเหลือเกินว่าจูจูจะกลายไปเป็เซิ่งิจูคนนั้น จึงได้คิดอ่านป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้า โดยเริ่มสั่งสอนจากจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อพวกเขาคุยกันเสร็จ พระชายาตวนอ๋องก็เดินกลับมา
จากนั้นนางก็พูดอย่างเป็ธรรมชาติว่า "จูจู ิหลิน ให้พี่เจ็ดพักผ่อนเถิด พวกเราก็ควรกลับกันแล้ว"
จูจูขานรับคำหนึ่ง เซิ่งิหลินจึงอุ้มจูจูลุกขึ้นและเดินตามพระชายาตวนอ๋องกลับไป
พระชายาตวนอ๋องกำชับเขาระหว่างทางว่า "พรุ่งนี้ท่านอาจารย์สองท่านจะมา เ้าจงต้อนรับให้ดี ข้าจะให้พ่อบ้านเซี่ยติดตามเ้า หากมีสิ่งใดไม่เหมาะสม เ้าสั่งการเขาได้โดยตรง"
เซิ่งิหลินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงรีบถามว่า "มีเพียงสองท่านหรือขอรับ?"
เพราะท่านอาจารย์ด้านบุ๋นและบู๊ขององค์ชาย อย่างน้อยท่านอาจารย์ด้านบู๊ต้องมีสองสามคน ส่วนด้านบุ๋นเจ็ดแปดคนยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
แต่พระชายาตวนอ๋องกลับกล่าวว่า "ใช่ ท่านอาจารย์ด้านบุ๋นและบู๊ของชีหลางมีเพียงอย่างละท่าน ท่านอาจารย์ด้านบู๊ข้าไม่ค่อยทราบ ส่วนท่านอาจารย์ด้านบุ๋นชื่อสวี่เฮ่อซู วิชาการจะจัดขึ้นที่เรือนเยียนไห่ ฮ่องเต้ตรัสให้เ้าเรียนตามไปด้วย เ้าจงพาเขาไปดู และถือโอกาสทำความรู้จักกันว่าเข้ากันได้หรือไม่"
นางชะงักครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "ชีหลางเรียนรู้ช้า ส่วนสวี่เฮ่อซูคนนั้น ได้ยินว่ามีนิสัยแปลก ๆ อยู่มาก เ้าลองทนฟังดูสักสองสามวัน หากไม่ไหว รอท่านพ่อของเ้ากลับมาค่อยเชิญท่านอาจารย์ส่วนตัวให้เ้าอีกที"
เซิ่งิหลินกล่าวอย่างจริงใจ "ขอบพระคุณท่านแม่ขอรับ"
เขาถามพระชายาตวนอ๋องว่า "เหตุใดจึงบอกว่าท่านอาจารย์สวี่...?"
พระชายาตวนอ๋องจึงเล่าเื่ซุบซิบให้ฟังสองสามประโยค "ชีหลางเด็กคนนี้ไม่ถนัดเื่การเรียน เปลี่ยนอาจารย์มาสองรอบแล้ว สวี่เฮ่อซูเป็คนที่สาม เขามาจากสำนักฮั่นหลิน ได้ยินว่ามีความสามารถอยู่บ้าง เพียงแต่นิสัยเถรตรงเกินไป เจอเื่อะไรก็ทูลฟ้องไม่หยุด ไม่เกรงกลัวใคร ดื้อรั้นยิ่งนัก"
นางลดเสียงลงเล็กน้อย "ได้ยินว่า คนอื่น ๆ ลับหลังแอบเรียกเขาว่า 'แผ่นไม้โลงศพ' เพื่อสื่อถึงนิสัยที่ทั้งแย่และแข็งกร้าวของเขา ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าเขามองเื่ราวไม่ทะลุปรุโปร่ง แยกแยะความหนักเบาไม่ถูก จึงไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในราชสำนัก ทว่าก็ทรงเสียดายในความรู้ความสามารถของเขา จึงให้มาสอนชีหลางแทน"
นางหยุดเล็กน้อย "แม้ชีหลางจะไม่ถนัดด้านบุ๋น แต่นิสัยซื่อสัตย์และให้เกียรติครูอาจารย์ สวี่เฮ่อซูเห็นว่าเขาเป็เด็กดี จึงตั้งใจสอนอย่างมาก... แม้จะยังเรียนรู้ได้ช้า แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนตัวอาจารย์อีกเลย สอนมาได้สามปีเศษแล้ว"
เซิ่งิหลินพยักหน้า แล้วถามต่อว่า "แล้วสหายร่วมศึกษาขององค์ชายเจ็ดมีท่านใดบ้างขอรับ?"
พระชายาตวนอ๋องจึงเล่ารายละเอียดให้เขาฟัง
จูจูนั่งอยู่บนแขนของพี่ชาย แกว่งเท้าเล็ก ๆ ไปมา อย่างไม่คิดดื้อซน และกะพริบตาโตฟังอย่างตั้งใจยิ่ง
เวลานี้ตวนอ๋องไม่อยู่ เซิ่งิหลินจึงทำตัวเคร่งขรึมราวกับเป็ใต้เท้า ทั้งสองคุยกันอย่างจริงจังจนไม่มีใครสังเกตเห็นเ้าก้อนแป้งตัวน้อยเลย
ขณะเดียวกัน เหอป่าวได้กลับเข้าวังเพื่อรายงานผลเรียบร้อยแล้ว หลังจากรายงานเื่ราวทั้งหมดแล้ว เหอป่าวก็เริ่มลังเลเล็กน้อย ฮองเฮาจึงถามว่า
"ยังมีเื่อะไรอีก?"
เหอป่าวยิ้มประจบแล้วกล่าวว่า "ทูลฮองเฮา กระหม่อมอาจจะคิดมากไปเอง เพียงแต่กระหม่อมเห็นว่า องค์ชายเจ็ดดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบท่านหญิงตน้อยเท่าใดนักพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่ชอบจูจู?" ฮองเฮาชะงัก วางถ้วยน้ำชาลง "เป็ไปได้อย่างไร? เ้าเห็นอะไรมา?"
เหอป่าวจึงเลียนท่าทางตอนที่ดึงมือให้ดู ฮองเฮาขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วส่ายหัว
"ไม่หรอก ชีหลางเพิ่งเจอจูจูไม่กี่ครั้ง จะไม่ชอบนางได้อย่างไรกัน? จูจูน่ารักปานนี้ ใครเล่าจะไม่ชอบนาง? เกรงว่าชีหลางจะถูกหลิ่วผินสอนให้ระมัดระวังเกินไป จึงไม่กล้าเข้าใกล้จูจูเพราะกลัวจะมีปัญหา หรืออาจเป็เพราะรูปลักษณ์ทำให้ในใจประหม่า กลัวจะทำให้จูจูใ จึงเป็เช่นนั้น"
แม้เหอป่าวจะรู้สึกว่าไม่น่าใช่ แต่ก็ไม่กล้าพูดมาก รีบกล่าวว่า
"ฮองเฮาตรัสถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮายกน้ำชาขึ้นดื่ม ครุ่นคิดแล้วยังคงไม่สบายใจ จึงกล่าวว่า "เ้าส่งคนไปบอกซื่อหลาง ให้พรุ่งนี้เขาแวะไปดูหน่อย หลินเกอเอ๋อร์ยังเล็ก ให้เขาช่วยแนะนำด้วย"
เหอป่าวเข้าใจความหมายทันที รีบรับคำแล้วถอยออกไป