ก้วนหลี่มองเย่เฟิงทีหนึ่ง จากนั้นมันก็คลายบางอย่างออกมาจากปาก
“เอานี่ไปสิ”
“มันคือ...” เย่เฟิงไม่อยากจับ โดยเฉพาะเมื่อออกจากปากก้วนหลี่
“มันคือหน้ากากร้อยแปดหน้า ของวิเศษชิ้นหนึ่งที่ข้าได้มาจากนักพรตผู้หนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ สามารถเปลี่ยนใบหน้าได้ร้อยแปดหน้า และนอกจากเปลี่ยนใบหน้าแล้วหน้ากากนี้ยังปรับสมดุลร่างกายใหม่ รวมถึงน้ำเสียง แต่อย่างใดก็ตามหากเจ้าจะคัดลอกใบหน้าของศิษย์ในนิกายใดละก็ โปรดทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าคัดลอกใบหน้าใหม่ ใบหน้าเดิมที่ถูกผนึกไว้ในหน้ากากจะถูกลบออก”
รับฟังสิ่งที่ก้วนหลี่กล่าว ตอนนี้เย่เฟิงไม่รังเกียจที่จะจับหน้ากากแม้แต่น้อย
“สิ่งนี้วิเศษยิ่ง มันสามารถช่วยให้ข้าเข้าออกนิกายใดๆ ก็ได้ในแดนเซียน”
“อย่าได้ดีใจเร็วเกินไป หน้ากากนี้ดีแต่ใช่ว่าจะตบตาได้ทุกคน โดยเฉพาะพวกที่มีระดับพลังสูงๆ ไม่ง่ายเลยที่จะตบตา” ก้วนหลี่เตือน เย่เฟิงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะหากหน้ากากนี้ปิดบังได้ทุกอย่าง มันก็คงสามารถเข้าออกได้ทุกที่ แม้แต่สวรรค์ก็คงกลายเป็นสวนหลังบ้าน
“ขอบใจท่านมาก แล้วท่านอยากได้อะไรเล่า คงไม่ใช่ให้ข้าฟรีๆ หรอกใช่ไหมขอรับ” เย่เฟิงเก็บหน้ากากไว้ในถุงจักรวาล ก่อนจะยื่นหน้าไปถามก้วนหลี่
“อย่าเอาหน้ามาใกล้ข้าสิเจ้าทึ่ม พี่ไก่คนนี้ไม่ชอบกลิ่นตัวผู้ ครั้งนี้ที่ข้าช่วยเจ้าเพียงหวังว่าในระหว่างที่ขโมยตัวนักพรตผู้เขียนวงเวทย์ เจ้าจะสามารถขโมยภูติวิญญาณได้สักตน” ก้วนหลี่สะบัดปีกใส่ชายหนุ่มด้วยความรังเกียจ เย่เฟิงทำได้เพียงยิ้มบาง ก่อนใบหน้าจะซีดเผือดเมื่อได้ยินคำร้องขอ
“พี่ชายแค่ข้าลักพาตัวคนผู้หนึ่งก็ยากแล้ว แต่นี่ท่านยังเพิ่มงานให้ข้าอีก คงไม่ใช่อยากให้ข้าตายหรอกนะ”
“หรือว่าเจ้าจะไม่เอาหน้ากาก งั้นก็ได้นะ”
“ไม่...! หน้ากากนี้เป็นทางรอดเดียวของข้า หากไม่มีมันเกรงว่าข้าคงเสียชีวิตก่อนจะลักพาตัวผู้เขียนวงเวทย์”
“รู้เช่นนั้นก็ดี เอาล่ะเจ้าไปได้แล้ว ข้ารู้สึกง่วง...”
เย่เฟิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธ ถ้าจำไม่ผิดก้วนหลี่เพิ่งจะตื่นเมื่อกี้ แต่เขากลับบอกว่าง่วง และพริบตาก็หลับตานอนกางปีก
“เฮ้อ...เกิดเป็นไก่นี่ดีจริงๆ” เย่เฟิงทำได้เพียงหันหลังจากไป
.......
ตกเย็นเด็กๆ กลับมาที่บ้าน ตามด้วยคำถามเกี่ยวกับยักษ์สายฟ้าและคนแปลกหน้าที่หายไป เหม่ยอิงตอบพอเป็นพิธี ก่อนจะเรียกให้หลี่เหนียงอยู่ก่อนค่อยพูดคุยกันสองต่อสอง
“หลี่เหนียงแม่รู้ว่าเจ้าเป็นห่วงคนบ้านหลี่ แต่การที่เจ้าขโมยของของแม่ไปเช่นนี้ มันใช้ไม่ได้เลยรู้หรือไม่”
หลี่เหนียงที่นั่งรับฟังมีใบหน้าน่าเกลียด หาคิดไม่ว่าจะถูกจับได้เร็วเยี่ยงนี้
“ท่านแม่...ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”
“คำขอโทษจะมีค่าตราบเท่าที่มันออกมาจากใจ ไม่ใช่คำพูดส่งๆ ดังนั้นหลี่เหนียงแม่หวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีครั้งหน้าอีก”
หลี่เหนียงกัดฟันแน่น ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ท่านแม่แต่คนบ้านหลี่มีผู้อาศัยอยู่เยอะ เรามีผลไม้จำนวนมาก ทำไมเราต้องหวงพวกเขาด้วยเล่าเจ้าคะ”
“เพราะแม่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา ทำไมแม่ต้องให้พวกเขาด้วยเล่า”
“แต่ว่าท่านแม่ ถึงอย่างไรเสียท่านพ่อก็เป็นสามีท่านนะเจ้าคะ”
“หลี่เหนียง ดูเหมือนว่าลูกจะคิดถึงคนบ้านหลี่มาก เป็นไปได้หรือไม่ว่าลูกอยากไปอยู่กับหลี่หาน”
“ไม่นะเจ้าคะ! ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น ข้าก็แค่...สงสารท่านพ่อ” หลี่เหนียงน้ำตาปริ่ม วงหน้าน้อยๆ ของนางเป็นสีแดง ทำให้หัวใจของเหม่ยอิงแต่เดิมที่แข็งแกร่งดังหินผาราวกับถูกน้ำตกกัดเซาะ
“เป็นเช่นนั้น...ด้วยความสงสารของเจ้าแม่ไม่มีสิ่งใดต้องกล่าว เพราะมันเป็นเรื่องระหว่างสายเลือดคนสกุลหลี่ แต่อย่างใดก็ตามการขโมยย่อมผิด แม่ไม่ได้ว่าที่ลูกอยากให้คนบ้านหลี่ แต่ขอเพียงสิ่งนั้นต้องได้มาด้วยความชอบธรรมหาใช่เป็นขโมย เจ้าเข้าใจหรือไม่”
หลี่เหนียงคนนี้ดื้อรั้นยิ่ง เหม่ยอิงเพียงพูดคุยก็เข้าใจนิสัยขี้สงสาร นางเหมือนกับนางเอกนิยายออนไลน์รักใสๆ ครอบครัวจนๆ และชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่ลืมส่องกระจกดูตัวเองว่ามีกำลังนั้นหรือไม่ นี่คือตัวละครที่เหม่ยอิงรู้สึกรำคาญ แต่เพราะหลี่เหนียงเป็นลูกจึงจำเป็นต้องอดทน
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ หลี่เหนียงจะไม่เป็นขโมยอีก”
“จำคำพูดของลูกไว้นะหลี่เหนียง ห้ามลืมเด็ดขาด!”
“เจ้าค่ะท่านแม่” หลี่เหนียงก้มหน้าตอบ น้ำเสียงมีความละอายใจอยู่ไม่น้อย เหม่ยอิงไม่สนใจเด็กสาวขนาดนั้น แค่สั่งสอนนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ ส่วนจะนำไปใช้หรือไม่ก็ต้องคอยดู
..........
หวังฝูกลับมาถึงบ้านก็นอนแผ่หราไร้เรี่ยวแรง คนพวกนี้กลัวตายยิ่ง พอได้ยินเสียงฟ้าร้องก็วิ่งเหมือนสุนัขเจอผี สภาพคนบ้านหลี่ดูแทบไม่ได้ ลิ้นห้อยหอบหายใจหนักๆ เนิ่นนานหลี่อี้จึงได้ลุกขึ้นมานั่ง
“วันนี้โชคร้ายจริงๆ ที่ต้องพบกับเหตุการณ์สยองขวัญสองเหตุการณ์”
เหตุการณ์ที่หลี่อี้หมายถึงคือยักษ์สายฟ้าและเสียงฟ้าร้องเมื่อครู่
“เฮ้อ...ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างสกุลหลี่เรา แบบนี้แย่แน่” นางหวังนอนฟุบอยู่บนพื้น สีหน้าอิดโรยเช่นเดียวกับน้ำเสียง
“มันก็ไม่ได้แย่ทั้งหมด อย่างน้อยเราก็ยังมีทางออก” หลี่หานกล่าว แต่นั่นกลับทำให้หลี่อี้หัวเราะเยาะ
“ทางออกเช่นใดของเจ้า เจ้ามันเป็นน้องชายหน้าโง่ของข้าโดยแท้ ถูกเมียสวมหมวกเขียวให้ เป็นที่น่าหัวเราะเยาะของชาวบ้าน หากไม่มีเจ้าสักคนสกุลหลี่คงไม่เป็นขี้ปากชาวบ้าน”
หลี่หานกัดฟันแน่น ไม่รู้ว่าจะตอบโต้พี่สาวเช่นไร ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ จากนั้นนำหินก้อนหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้า ทันทีที่คนบ้านหลี่เห็นก้อนหินเรืองแสง พวกเขาก็ดูโลภเป็นอย่างมาก ลุกขึ้นมาเหมือนคนมีแรง ต้องการเอื้อมมือไปคว้าหินวิญญาณ แต่มันกลับถูกหยิบฉวยไปโดยหวังฝู
“หินนี้ประหลาดแท้ เหตุใดมันจึงส่องแสงเช่นนี้”
“ไหนข้าขอดู” คนอื่นไม่กล้าเข้ามาแย่งไปจากมือหวังฝูแต่ไม่ใช่หลี่หวังชุน เขาคว้าจากมือนาง สายตาจดจ่ออยู่กับหินตรงหน้าไม่กระพริบ
หวังฝูละสายตาจากสามีครู่หนึ่งแล้วพูดกับลูกชาย “หลี่หานเจ้าไปเอาหินก้อนนี้มาจากที่ใด เหตุใดมันถึงได้ส่องแสง”
เพราะเหตุนั้นหลี่หานจึงเล่าเกี่ยวกับเมื่อวาน ตอนที่ตนได้พบกับเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยและเหลียงอวิ๋น
“อะไรนะ! เจ้าบอกว่าหินก้อนเล็กแค่นี้มีค่ามากถึงห้าหมื่นเหรียญงั้นหรือ!” หลี่หวังชุนแทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน รวมถึงคนอื่นๆ ในบ้าน
“ขอรับท่านพ่อ พวกเขาบอกข้าเช่นนั้น และดูเหมือนผลไม้ที่เรากินไปเมื่อวานแท้จริงแล้วจะเรียกว่าผลหรรษา ไม่ใช่ผลท้ออย่างที่พวกเราเข้าใจ” หลี่หานอธิบาย
“เดี๋ยวนะ ถ้าหากหินนี่เป็นของจริงแล้วล่ะก็ มูลค่าของผลไม้ที่อยู่ในบ้านของเหม่ยอิงก็ไม่สามารถประมาณได้เลยน่ะสิ!” หลี่อี้รู้สึกเหมือนตนเองได้ค้นพบเรื่องน่าอัศจรรย์ และทันทีที่คำพูดของนางดังขึ้นคนสกุลหลี่ต่างก็แสดงความโลภออกมา
“ช่างเรื่องของเหม่ยอิงก่อน ตอนนี้พวกเราต้องเข้าไปในเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนหินวิญญาณเป็นเงินห้าหมื่นเหรียญ จากนั้นค่อยคิดว่าจะจัดการเช่นไรดีกับเหม่ยอิง” หลี่หวังชุนสรุป ดังนั้นทุกคนจึงมีแต่ต้องทำตาม
.........
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยออกมาจากหมู่บ้านกวนปิงแล้ว แต่กระนั้นแผ่นหลังของนางกลับเต็มไปด้วยเหงื่อไหล การพบกับเซียนและยักษ์สายฟ้าแทบทำให้นางเป็นลม ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำได้เพียงขอบคุณสวรรค์
“ศิษย์น้อง ข้าว่าเราพักกันสักเดี๋ยวเถิดแล้วค่อยเดินทาง”
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยหันหน้ากลับไปมองเหลียงอวิ๋น พบว่าสภาพของอีกฝ่ายดูไม่ดีเท่าไหร่นัก เหมือนกับปลาที่กำลังขาดน้ำ ดังนั้นนางจึงลดระดับกระบี่บินแล้วพักกลางป่าแห่งหนึ่ง
“ขอโทษนะศิษย์พี่ แต่การพบเซียนเหม่ยทำให้ข้ากลัวจริงๆ ดังนั้นข้าจึงคิดเพียงบินให้เร็วขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป”
“ข้าเข้าใจศิษย์น้อง เพราะข้าเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเจ้า เพียงแต่หากเซียนเหม่ยอยากลงมือจริงๆ ถึงแม้เราจะหนีออกมาแล้วหลายร้อยลี้ก็คงไม่รอดอยู่ดี แต่ตอนนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าเซียนเหม่ยไม่คิดจริงจังกับเรา หรือในสายตาของท่านเซียนเราเป็นเพียงมดแมลงเท่านั้น”
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยถอนหายใจ การได้ยินคนพูดว่าตนเองเป็นเพียงมดนั้นมันรู้สึกเจ็บมาก แต่สำหรับผู้ที่สำเร็จมรรคาเป็นเซียน ก็คงจะมองเช่นนั้นกระมัง
“เอาเถิดนั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยไปตามหาน้ำศักดิ์สิทธิ์”
“จริงสิศิษย์น้อง ถ้าข้าจำไม่ผิดนอกจากผลท้อเพลิงวิญญาณหนึ่งผลแล้วเซียนเหม่ยยังให้น้ำด้วยนี่นา ไม่ลองเอามันออกมาดูหน่อยล่ะ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ข้าก็คอแห้งมาก”
“น้ำของเซียนเหม่ย….” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยถูกกระตุ้นจึงจำได้ หลังจากนั้นจึงนำถุงหนังสัตว์ออกมา ในนี้มีน้ำที่เหม่ยอิงชักนำจากท้องฟ้า นับว่าเป็นวิธีแปลกพิสดารแต่นางกลับคิดว่ามันคงไม่ดีเท่าผลท้อเพลิงวิญญาณ ดังนั้นจึงยื่นให้เหลียงอวิ๋นกินโดยไม่คิดอะไร
“ขอบใจศิษย์น้อง” เหลียงอวิ๋นคอแห้งผาก พอถุงน้ำมาอยู่ในมือก็เปิดจุก ดื่มน้ำไปหลายอึกในทีเดียว
“เป็นเช่นไรบ้างศิษย์พี่ น้ำของเซียนเหม่ยอร่อยหรือไม่” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยถาม เหลียงอวิ๋นเช็ดริมฝีปากตัวเอง ใบหน้าเขาเวลานี้ฉายแววตกตะลึง ราวกับได้ค้นพบบางอย่าง