หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงงดงามละเลียดกินเหลียงเกาของว่างขึ้นชื่อแห่งหอวสันต์รัญจวนเหลียงเกาทำจากแป้งนำไปต้มราดด้วยน้ำตาลเคี่ยวแต่สำหรับที่หอวสันต์รัญจวนนี้ผสมน้ำผลไม้เพื่อให้สีสันชวนกินและไม่หวานบาดคอบุรุษวัยห้าสิบหรี่ตามองประมุขพรรคเงาอสูรที่นั่งกินขนมอย่างไม่ใคร่สนใจว่าเขาเป็ใครนัก
“กงกงไม่กินรึ”ซูหลี่น่าเอ่ยถามเมื่อกินของว่างในชามจนเกลี้ยงนางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างไม่เกรงมารยาท “รึอาหารในหอนางโลมไม่ถูกปากกงกง”
“ข้ามาคุยเื่งานกับเ้า”ไป๋กงกงสูดลมหายใจลึก หากไม่จำเป็คงไม่พาตัวเองมาอยู่ในสถานที่โสมมเช่นนี้
“งาน?”ซูหลี่น่ารินน้ำชาให้ตนเอง เวลานี้นางขับไล่ผู้อื่นออกไปหมดจึงไม่มีใครปรนนิบัติรับใช้“มิใช่ท่านให้ผู้อื่นทำหรอกรึ”
“เื่นั้น”ไป๋กงกงหน้าเขียวคล้ำขึ้นมาทันทีงานครั้งนั้นอดีตประมุขพรรคเงาอสูรออกโรงลงมือสังหารคนด้วยตนเองทว่าครั้งนั้นเป็เขาที่ตัดสินใจผิดพลาด ให้อดีตประมุขพรรคมารติดตามรถม้าคันนั้นไปมันเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาดและไม่อาจแก้ไขได้ ผลที่ได้รับคือองค์รัชทายาทปลอดภัยใครเลยจะคิดว่าแค่องครักษ์ปลายแถวกลับกล้าเอาลูกตัวเองปลอมตัวเป็ตัวล่อหลังจากรู้ว่าองค์รัชทายาทกลับเข้าวังอย่างปลอดภัย เขาโมโหถึงขนาดสั่งคนสนิทไปจัดการเผาบ้านขององครักษ์ผู้นั้น
ซูหลี่น่าแย้มยิ้มยียวน“เอาเถิด เื่ที่แล้วไปแล้วไม่พูดถึง แต่ครั้งนี้ข้าไม่อาจรับงานนี้ได้จริงๆ”
“อะไรกันเ้าคือซูหลี่น่าแห่งพรรคเงาอสูรตัวจริงรึ”ไป๋กงกงเลิกคิ้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน “เ้าไม่รับงานเพราะไม่มั่นใจในฝีมือตนเองหรือเพราะไม่สามารถฆ่าเด็กเล็กๆคนหนึ่งได้”
หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ที่แกะสลักลวดลายงดงามดวงตาคู่งามกะพริบครั้งหนึ่งซุกซ่อนความรู้สึกภายใน ริมฝีปากสีชาดคลี่ยิ้มแววตาคู่งามฉายแววอำมหิตที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมา
“แต่ข้าไม่นิยมเก็บงานที่ผู้อื่นทำพลาดกงกงจ้างวานผู้อื่นทำงานชิ้นนี้แล้วไม่สำเร็จจึงคิดถึงข้า ความคิดถึงเช่นนี้ข้ามิอาจรับไว้หากกงกงคิดถึงกันแต่แรก ข้าย่อมยินดีรับงานนี้ด้วยความเต็มใจหาได้มีใจเมตตาต่อเด็ก”
“เช่นนั้น...”
“เช่นนั้นมันเป็เื่ของท่านไป๋-กง-กง” นางเอ่ยย้ำชื่อของเขาชัดๆ ทีละคำปกตินางไม่ใคร่ใส่ใจเื่ผู้ว่าจ้างนัก แต่เพราะคนผู้นี้ลังเลไร้ความเด็ดขาดคราวนั้นพี่ชายของนางปะทะกับไต้ซือซูจึงได้รับาเ็จนทุกวันนี้ร่างกายฟื้นฟูไม่ถึงเจ็ดส่วนด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไร จะว่าจ้างนางไปฆ่าเด็กคนหนึ่ง ทั้งที่ผู้อื่นทำงานพลาดแต่กลับมาเรียกนางไปเก็บงาน
นี่นะอย่าได้หวัง!
“แต่เ้ารู้เื่นี้แล้ว! เ้าไม่กลัวว่าข้าจะใช้อำนาจของตนปิดปากเ้าและพรรคของเ้ารึ!” มือใหญ่ตบลงไปที่โต๊ะเสียงดังถ้วยน้ำชาถึงกับะเืจนล้มคว่ำอยู่บนโต๊ะ
“แล้วอย่างไรข้าต้องกลัวรึท่านต้องกลัว” นางเลิกคิ้วถามด้วยท่าทีไร้เดียงสา“ไป๋กงกงชราแล้วหลงลืมหรือไร พรรคมารอันดับหนึ่งในเวลานี้คือผู้ใด”
คราวนี้เป็ไป๋กงกงที่พูดไม่ออก ซูหลี่น่ามองลำคอของอีกฝ่ายที่กลืนน้ำลายลงไปอย่างยากเย็นนางแสยะยิ้มแล้วยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เด็กๆส่งแขก”
ไป๋กงกงปรับสีหน้าไม่ทันไม่คิดว่าตนจะถูกขับไล่เช่นนี้ประตูเปิดออกตามด้วยชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาเชื้อเชิญให้ไป๋กงกงกลับซูหลี่น่าส่งเสียงรำคาญในลำคอแล้วเดินออกมาอย่างไม่ไยดี เหตุใดนางต้องใส่ใจต่อให้ราชสำนักส่งมือปราบมาหมายกำจัดพรรคเงาอสูรก็ใช่ว่าจะทำได้ยิ่งคนมีชนักติดหลังอย่างไป๋กงกงแล้ว ย่อมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเป็แน่
“นายหญิงซู้าเรียกคนไปปรนนิบัติหรือไม่ขอรับ”
เมื่ออยู่ในหอวสันต์รัญจวนทุกคนในนี้ต่างรู้ว่านางคือซูหลี่น่านายหญิงใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่หญิงงามนางบำเรอเท่านั้น แม้แต่บุรุษหนุ่มใบหน้าเย้ายวนก็เลื่องชื่อไม่แพ้กันนางปรายตามองชายหนุ่มในอาภรณ์เรียบง่ายแต่ตัดเย็บอย่างประณีตที่เดินข้างหลังนางห่างไม่เกินสองก้าวนางควรตกรางวัลให้ผู้คุมกฎที่อบรมให้ชายบำเรอมีมารยาทและรู้กาลเทศะเช่นนี้
“ก็ดี”
“นายหญิง้าเรียกผู้ใดมาปรนนิบัติขอรับ”
ซูหลี่น่าหมุนตัวกลับกะทันหันเด็กหนุ่มที่เดินตามมาชะงักไปเล็กน้อยแต่ยังคงรักษาอาการไร้ความตื่นตระหนกได้อย่างดีเยี่ยมนางคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ ใช้ปลายนิ้วเชยคางให้เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง
“เ้าก็ไม่เลวเลยนี่”
เด็กหนุ่มมีรอยไหวระริกในแววตาแต่ยังคงท่าทีสงบนิ่งรอรับคำสั่ง
ซูหลี่น่าแหงนหน้าหัวเราะร่าอารมณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อครู่นางหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องพักส่วนตัวของตนทว่าเสียงเอะอะดังมาจากด้านหนึ่งทำให้นางชะงักเท้า
“เสียงโวยวายอะไร”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเอียงคอฟังเสียงที่ได้ยินแล้วลอบยิ้มออกมาเล็กน้อย“อ่อ...”
“อ่อ?อะไร?”
“คงเป็แขกที่มาตามตื๊อแม่ครัวของเราขอรับ”
“หา!”ซูหลี่น่าเบิกตากว้าง “แม่ครัว? หอของเราให้แม่ครัวรับแขกรึ?”
“มิใช่เช่นนั้นขอรับ”เด็กหนุ่มที่สำรวมมาตลอดถึงกลับกลั้นหัวเราะ
“เพราะอาหารฝีมือแม่นางฉางซีเลิศรสและยังบำรุงร่างกายบรรดานายท่านทั้งหลายประสงค์จะซื้อตัวแม่นางฉางซี”
“อย่างนั้นรึ”เื่พวกนี้นางไม่ได้ใส่ใจนัก จึงไม่เคยรับรู้มาก่อน
ว่า แม่ครัวของนางเป็ที่หมายปอง
“ขอรับแม่นางฉางซีมีความรู้เื่สมุนไพร เมื่อประยุกต์กับการทำอาหารล้วนทำให้อาหารส่งผลต่อร่างกายคนในหอของเราเอง นางปรุงอาหารบำรุงสุขภาพทั้งหยินหยางทำให้หลายคนที่ไม่ชอบดื่มยาบำรุงมากินอาหารฝีมือแม่นางฉางซีแทนขอรับ”
“อาหารเป็ยารึ”นางกลอกตาไปมา
ซูหลี่น่ารู้เพียงว่าั้แ่ซูเหยี่ยนลมปราณแตกซ่านประสาทการรับรู้ด้านกลิ่นและรสเปลี่ยนไปนักฆ่าอย่างพวกเขาได้กลิ่นคาวเืเร็วกว่าผู้อื่นนั้นไม่แปลก แต่กับซูเหยี่ยนแล้วกลิ่นโลหิตนั้นปลุกปีศาจร้ายให้คลุ้มคลั่งอาหารการกินที่มีเพียงกลิ่นคาวหลงเหลือเล็กน้อยก็ทำให้พลั้งมือสังหารผู้คนไปแล้วประสาทการรับรู้รสและกลิ่นของนางใกล้เคียงซูเหยี่ยนครานั้นฉางซีทำไก่ป่าย่างให้นางและผู้ติดตามกิน แม้เป็เพียงอาหารง่ายๆแต่ด้วยสภาพที่ไม่มีเครื่องปรุงใดมากนัก แต่นางทำออกมาได้ดีไม่มีรสคาวเืหลงเหลืออยู่ นางจึงชวนให้ฉางซีมาเป็แม่ครัวครั้งนั้นมีภารกิจที่นางต้องไปทำ จึงไม่ได้ใส่ใจว่านางจะมาหรือไม่ผ่านไปนานนับเดือนจนนางลืมจนกระทั่งซูเหยี่ยนเดินทางกลับมาถึงพรรคเงาอสูรพร้อมกับนาง
ซูเหยี่ยนต้องรักษาตนเองการฝึกฝ่ามืออัคคีส่งผลให้เขาใกล้เคียงมารร้ายแม้ซูหลี่น่ารู้ว่าซูเหยี่ยนรักและเอ็นดูนางมากเพียงใดแต่หากยามที่สติเลอะเลือนถึงขั้นวิปริตนั้นเขาก็อาจพลั้งมือฆ่านางทั้งที่ยังยิ้มอยู่ก็เป็ได้ มีเพียงมู่หญงที่ดูแลใกล้ชิดซูเหยี่ยนที่สุดทุกสิบวันพี่ชายจะออกมาจากหอฝึกตนเพื่อกินอาหารหนึ่งมื้อเป็เช่นนี้มานานจนเด็กคนนั้นเติบโตเป็เด็กซุกซนวัยเจ็ดขวบแล้วสินะ
เด็กหนุ่มเห็นนายหญิงเปลี่ยนทางเดินแม้สงสัยแต่ไม่มีสิทธิ์เอ่ยถาม เขาเดินตามนางไปเงียบๆ จนถึงห้องที่ส่งเสียงดังอยู่
เสิ่นฉางซียืนนิ่งด้วยท่าทีสงบใบหน้าเรียบเฉยมีเพียงรอยยิ้มบางๆ ข้างกายนางคือ ‘ผู้คุมกฎแห่งหอวสันต์รัญจวน’ แต่ทุกคนในที่นี้เรียกนางว่า ‘เหมยกุ้ย’
“ข้ามีกำลังวังชาขึ้นเพราะเต่าตุ๋นยาจีนสูตรพิเศษของเ้า”
เศรษฐีกู่รูปร่างอ้วนท้วนเหมือนก้อนแป้งเดินได้หลายปีมานี่เพียรพยายามกินยาสารพัดแต่ไม่อาจทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงได้เท่าวัยหนุ่มแต่เมื่อเพื่อนฝูงแนะให้มาหาความสำราญที่หอวสันต์รัญจวน ไม่เพียงแต่มีหญิงงามนางบำเรอที่ปรนนิบัติอย่างรู้ใจแต่อาหารการกินที่เรียกมาบริการนั้นบำรุงกำลังวังชาให้เขาคึกคักความรู้สึกได้กลับสู่วัยหนุ่มทำให้เขาพิจารณาดีแล้วว่ามาจากอาหารที่กินไปหลายคนที่มากินอาหารที่นี่ก็ล้วนกล่าวเป็เสียงเดียวกันแม้แต่หลังบ้านของคหบดีหลายคนยังส่งคนลอบมาสั่งอาหารที่นี่ บ้างว่ากินแล้วผิวพรรณดีบ้างว่ากินแล้วบำรุงจนตั้งครรภ์ได้
เหมยกุ้ยทำหน้าน้อยใจเข้าไปประจบประแจง“นายท่าน หากท่านนำตัวแม่ครัวของเราไป แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเล่า”
“ไม่รู้ละข้า้าแม่ครัวคนนี้”
“แต่นางมีสัญญาขายตัวกับเราอยู่นะเ้าคะ”
“เท่าไหร่!”เป็แค่แม่ครัว สัญญาขายตัวจะสักเท่าไหร่เชียว!
“หนึ่งพันตำลึงทอง”
“หนึ่งพันตำลึงทอง!”
ทุกสายตาจับจ้องไปยังสตรีในอาภรณ์สีม่วงแม้มีผ้าโปร่งปิดบัง
ครึ่งใบหน้าแต่ดวงตางดงามราวปีศาจนั้นทำให้หลายคนไม่กล้าจ้องมองนางตรงๆ
“ค่าตัวแม่ครัวของข้าหนึ่งพันตำลึงทอง” ซูหลี่น่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
“หนึ่งพัน...ตำลึงทอง”นี่มันเท่ากับค่าตัวคืนแรกของหญิงคณิกาอันดับหนึ่งเลยทีเดียว
“นายท่านกว่าจะฝึกปรือฝีมือนางเชี่ยวชาญได้ถึงเพียงนี้ สิ้นเปลืองไปไม่น้อยเงินหนึ่งพันตำลึงทองนับว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ”
เศรษฐีกู่ถึงกับต้องหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อจะยกเลิกก็กลัวเสียหน้า จะซื้อนางก็เสียดายเงิน เสิ่นฉางซีเหลือบมองทางซูหลี่น่าที่ปรายตามองทางนางเช่นกัน นางยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณเศรษฐีกู่ที่เมตตาฉางซีมีสัญญาทำงานที่นี่ หากท่านเศรษฐีกู่้าสิ่งใดก็มาที่หอวสันต์รัญจวนได้ตลอดเวลาเ้าค่ะ”
แม่ครัวสาวย่อกายคารวะแล้วเดินออกมาเงียบๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเรียกตัวมาเช่นนี้การข่มขู่ด้วยค่าตัวหนึ่งพันตำลึงทองเป็เื่ที่รู้กันแค่นางกับประมุขซูว่าไม่เป็ความจริงตราบใดที่นางยังไม่มีที่ไป นางยังสามารถทำงานที่นี่ต่อไปได้แม้จะใช้ชีวิตในหอนางโลมแต่ชีวิตความเป็อยู่ไม่ได้เลวร้ายนัก
“ฉางซี”
หญิงสาวหยุดเดินแล้วหันมาตามเสียงเรียกนายหญิงแห่งหอวสันต์รัญจวนเดินตามมาพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ซุกซน
“นายหญิงมีเื่ใดจะเรียกใช้ฉางซีหรือเ้าคะ”
ซูหลี่น่าหัวเราะแล้วเดินวนรอบกายแม่ครัวสาว“ขนาดมีลูกแล้ว
ยังงดงามราวดอกไม้ที่บานสะพรั่งเสียจริง”
“นายหญิงล้อข้าเล่นแล้ว”นางยิ้มบางๆ คุ้นชินกับการหยอกล้อเช่นนี้ “ผู้อื่นแค่ติดใจรสมือในการทำอาหารเท่านั้น”
ซูหลี่น่าที่ยามนี้ไม่มีผู้อื่นจึงปลดผ้าปิดใบหน้าออก“มู่หญงสั่งอะไรเป็พิเศษหรือไม่”
“แมงกะพรุนเ้าค่ะ”แม้เอ่ยมาเพียงเล็กน้อย เสิ่นฉางซีก็เข้าใจได้ทันทีว่าซูหลี่น่ากล่าวถึงเื่ใด
“อืม”นางพยักหน้ารับ
“หากนายหญิงไม่มีอะไรฉางซีขอกลับบ้านก่อนนะเ้าคะ”
“จะกลับบ้านแล้วรึ”นางมัวแต่คุยไร้สาระกับไป๋กงกง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมานานเพียงใดแล้วนางยกมือโบกไปมาทำให้หญิงสาวกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไป
ซูหลี่น่ารับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มใบหน้าละมุนกลับมายืนข้างกายแล้ว นางนึกสนุกเดินตามแผ่นหลังของเสิ่นฉางซีไปเงียบๆจนกระทั่งเห็นแม่ครัวเดินไปจูงมือเด็กน้อยคนหนึ่งที่นั่งนิ่งเป็ตุ๊กตาอยู่ใกล้ห้องครัวนางขมวดคิ้วอย่างงุนงง
“นางมีลูกอีกคนรึ”
“ไม่ใช่ขอรับ”เด็กหนุ่มเอ่ย “เด็กผู้นั้นเป็เด็กที่แม่นางฉางซีพามา”
“ไม่มีที่มาที่ไป?”
ซูหลี่น่าเลิกคิ้วแล้วคิดว่าต้องเรียกผู้คุมกฎมาคุยเื่นี้แล้วนางอนุญาตให้ฉางซีพาลูกมาที่นี่ได้ก็เพราะเห็นแก่นางที่อุ้มท้องโดยไร้สามีเ้าเด็กหยางหยางนั่นก็เป็เด็กว่านอนสอนง่ายดี ไม่ทำให้นางหงุดหงิด
นักจึงไม่ได้ใส่ใจแต่ไม่คิดว่าจู่ๆ ฉางซีจะมีเด็กเพิ่มขึ้นมาอีกคน
“ปกติเด็กกำพร้าที่ผู้คุมกฎนำตัวมาแม่นางฉางซีจะช่วยดูแลในเบื้องต้นหากผู้ใดหน่วยก้านดีจะถูกจัดส่งไปฝึกฝนตามความเหมาะสมจึงไม่มีใครถามถึงเด็กคนนั้นขอรับ”
“แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็เด็กที่เหมยกุ้ยรับไว้”ซูหลี่น่าหรี่ตามอง จังหวะหนึ่งเด็กน้อยหันซ้ายหันขวามาสบตากับนางเข้าพอดีร่างเล็กสะดุ้งโหยงแล้วก้มหน้ากอดขาเสิ่นฉางซีแน่น
“อันอันเป็อะไรไป”
เสิ่นฉางซีลูบศีรษะอย่างปลอบโยนเด็กคนนี้ขี้กลัวเหลือเกิน นางจะทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียวก็ไม่ได้จะให้หยางหยางพาไปสำนักศึกษาด้วยก็ไม่ดี นางได้แต่ขอความเมตตาจากผู้คุมกฎพาเด็กน้อยมาทำงานด้วย นางรู้สึกแปลกใจแต่ก็จนใจเพราะอีกฝ่ายเป็ใบ้พูดไม่ได้นางดันตัวเด็กน้อยออกห่างแล้วนั่งลงขยับมือไปมาส่งภาษามือง่ายๆนางเคยสอนภาษามือให้ลูกชาย ภาษามือที่บิดาเคยสอนนางเอาไว้สื่อสารกันไม่ให้มารดารู้ยามเป็เด็กเล็กๆ เมื่ออยู่กับบุตรชายเพียงสองคน นางไม่อยากพูดถึงบิดาของหยางหยางจึงเล่าแต่เื่ของท่านตาท่านยายให้ลูกชายรับรู้แทนนางจึงได้ขุดเอาความทรงจำที่บิดาเคยสอนรหัสภาษามือมาใช้และเมื่อหยางหยางอยู่กับอันอันที่เป็ใบ้ หยางหยางจึงสอน
ภาษามือนั้นเพื่อใช้สื่อสารกัน
เด็กชายเหลือบตามองด้านหนึ่งแล้วก้มหน้างุดแต่เพียงแค่นั้นทำให้เสิ่นฉางซีมองตาม จึงรู้ว่าซูหลี่น่าจ้องมองเด็กน้อยอยู่ก่อนแล้ว นางลุกขึ้นยืนจับมือเด็กน้อยแน่น แต่ส่งยิ้มอ่อนหวานแล้วเอ่ยขอตัวเพื่อกลับบ้าน นางจูงมือเด็กน้อยเดินออกไปไม่เร่งร้อนราวกับเป็เื่ปกติ
ธรรมดา
เมื่อเด็กตัวน้อยเดินไปสุดสายตาแล้วซูหลี่น่าถึงกับแหงนหน้าหัวเราะ
์!เด็กคนนั้น ใบหน้าหมดจดนั้น ช่างเหมือนเด็กที่ไป๋กงกงจ้างวานให้นางฆ่าทิ้งเสียจริง!