“เฮ้ยพวกเรา มาช่วยกันยันไว้ก่อนเร็ว มันกำลังจะตายแล้ว”พวกผู้เล่นอิสระส่วนหนึ่งที่ขุดเหมืองกันอยู่ใกล้ๆเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ร่อแร่คับขัน ก็ะโชวนให้ทุกคนเข้ามาช่วยกันยันไว้ทันทีแน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีคุณธรรมน้ำมิตรอะไรนักแต่ทุกคนต่างทราบดีว่าถ้าเกิดคนจากกิลด์พวกนี้ตายหมดเป้าหมายต่อไปที่หนอนถ้ำจะจัดการ ก็คือพวกเขาที่เหลือนั่นเอง
คนเก้าคนรวมกันเป็ปาร์ตี้ใหม่หนึ่งในนั้นก็มีวิฬาร์ด้วยทั้งหมดพากันวิ่งข้ามสะพานตรงไปยังกลุ่มกิลด์เบื้องหน้าแล้วส่งคำเชิญขอเข้าร่วมกลุ่มทันที
“ใครเป็นักเวทสายฟื้นพลังบ้างช่วยหน่อย”
“รอแป๊บ”
เสียงใครไม่รู้ะโดังขึ้นมาท่ามกลางวงล้อมที่ฉุกละหุกจากนั้นวิฬาร์ที่อยู่ใกล้ๆ ก็เสนอตัวมาเป็กองหลังให้ทันทีแม้ว่าธาตุเวทแสงจะไม่ได้ฟื้นพลังได้ดีเท่าสายสุคติเวทโดยตรงแต่ก็นับว่าพอถูไถกองกำลังผสมเห็นว่ามีคนฟื้นเืให้ก็เบาใจ รีบเฮโลเข้าไปยันบอสไว้ส่วนวิฬาร์ก็ถอยตัวเองมาอยู่แนวหลัง หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาแล้วเลือกชี้ฟื้นพลังคนที่ร่อแร่ใกล้ตายตามลำดับทีละคนๆพร้อมย้ายร่างไปมาหลบการโจมตีจากบอสอย่างรู้จังหวะ
“ระวังจะเืแดงแล้ว! รีบกดมันไว้ก่อน”
จังหวะเืแดงของบอสจะเกิดขึ้นเมื่อระดับเืของบอสลดลงจนเหลือที่20%และ 10% ขณะเืแตะขอบนี้มันจะสำแดงอาการพิเศษ โดยปกติมักจะมีการโจมตีชุดใหญ่ออกมาบางครั้งก็อาจจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เพิ่มพลังการโจมตีขึ้นเท่าตัว หรือบางทีอาจจะหดหัวอยู่ในกระดองไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ซึ่งแต่ละแบบย่อมจะทำให้ผู้เล่นปวดเศียรเวียนเกล้าต้องหาวิธีรับมือกับมันอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่สำหรับบอสตัวนี้ ในเมื่อมีคนะโว่าให้รีบสะกดมันไว้ก็แปลว่าท่าใหญ่ที่มันกำลังจะโชว์ออกมา สามารถขัดขวางได้
สารพัดสกิลเฮโลเข้าจนท่วมตัวบอสไม่ใช่ว่าสายสนับสนุนจะเป็เพียงกลุ่มเดียวที่มีสกิลประเภทสะกด พวกสายนักรบหรือสายลอบสังหารก็มีเหมือนกันดังนั้นตอนนี้เ้าบอสผู้น่าสงสารก็ทำได้เพียงหยุดชะงักอยู่กับที่ไปอึดใจหนึ่งคล้ายคนกำลังสำลักน้ำตัวกระตุกรัวๆ
“ได้โอกาสแล้วตี!”
เอ้าตีก็ตี
ในเวลานี้ไม่มีใครมานั่งจัดขบวนทัพกันอีกแล้วทุกคนไม่ว่ามีอะไรต่างก็ทุ่มเทสกิลและอาวุธประดังประเดเข้าไปหมด
และด้วยความสามัคคีเพียงแค่ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ เืของบอสก็ลงมาแต่ที่ระดับ 10% แล้ว
“ระวังมันจะเืแดงอีกรอบแล้ว สะกดมันให้ได้”
“เวรกรรม! สกิลติดคูลดาวน์”
“เห้ยลืม!”
สรรพเสียงดังระงมบ่งบอกถึงความวายป่วงดังก้องในหูกองกำลังผสมทุกคนเนื่องจากความรีบร้อนที่เห็นบอสฟาดงวงฟาดงามาชุดใหญ่ตอนบอสเืแดงเมื่อครู่แต่ละคนจึงกลัวว่าบอสจะแสดงอิทธิฤทธิ์พิสดารจนตายกันยกก๊วน ทำให้ตอนนั้นใครมีอะไรก็ใส่เข้าไปกันจนหมดแน่นอนว่าทำให้สามารถสะกดบอสได้อยู่หมัด แต่ยิ่งสะกดบอสได้นานก็แปลว่ามีโอกาสโจมตีเยอะลดเืบอสได้สะดวกมือมากขึ้น
ดังคำที่ว่าโอกาสมักมาพร้อมกับความเสี่ยงสกิลในดิ เอจ ออฟ อโพคาลิปส์นั้นแต่ละสกิลมักจะมีข้อกำหนดการใช้อยู่ อย่างเช่นเมื่อใช้ทักษะโจมตีต้องรออีกสามนาทีถึงใช้ได้ใหม่หรือร่ายเวทนี้แล้ว ต้องรออีกสามสิบวิถึงร่ายได้อีกรอบ สิ่งนี้เรียกว่าคูลดาวน์
แต่เมื่อครู่ที่ต่างคนต่างอัดสกิลแสงสีเสียงใส่บอสเข้าไปจวบจนถึงตอนที่บอสเืลดเหลือ 10% ยังผ่านไปเพียงแค่นาทีเศษและบอสตัวนี้ หลังจากะเิท่าใหญ่ออกมา พลังป้องกันจะลดลงเหลือแค่ครึ่งเดียวเมื่อพลังบอสลดลง สกิลดีบัฟ*ก็ยิ่งแสดงผลมากขึ้น ทำให้บอสอ่อนแอลงไปอีกทั้งหมดนี้จึงทำให้ตอนนี้บอสเืลดลงทันที ระยะเวลาสั้นขนาดนี้ก็ไม่พอให้กลุ่มสกิลสะกดที่มีคูลดาวน์ยาวนานกว่าประเภทอื่นใช้ได้ทันเวลาแม้แต่วิฬาร์เองก็ทำอะไรไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้เพราะเวทมนตร์ที่เขามีทั้งธาตุแสงและธาตุไฟไม่ได้มีทักษะที่มีผลพวงประเภทสะกดควบคุมเลย พวกมันเน้นหนักไปทางด้านป้องกัน รักษาและโจมตีเป็หลัก ต่างจากธาตุมืด น้ำแข็งและสายฟ้า ที่จะมีผลติดมึนงงและสับสนอยู่หลายท่า
[ดีบัฟ*(Debuff) การลดความแข็งแกร่งของศัตรู]
บรึ้มมมม!!!!!
ธาตุเวทระดับล่างโล่เวท เกราะเวท ม่านเวทแสง
บอสสะบัดคลื่นะเิออกจากลำตัวอย่างรุนแรงจนผนังถ้ำสั่นะเืหินก้อนเล็กก้อนน้อยหลุดกระเด็นกระดอนปานถ้ำจะถล่ม กลุ่มผู้เล่นที่ล้อมตัวบอสอยู่ลอยละลิ่วออกมาราวว่าวสายป่านขาดบ้างกระเด็นลงบนพื้นถ้ำก็ยังพอทำเนา แต่บางคนดันซวยจัดโดนหินที่ถล่มลงมาทับอีกเป็กอง สิ้นใจตายไปในทันที
ส่วนวิฬาร์ที่รู้ตัวว่าทั้งกลุ่มยันบอสไว้ไม่อยู่ก็รีบร่ายเวทป้องกันขึ้นมาทบกันอย่างเอาเป็เอาตาย แต่เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาก็ร่ายเวทระดับล่างได้เพียงสามบทใส่ให้ตัวเองและคนข้างๆ
แต่ด้วยระดับของเวทมนตร์ที่แสนจะต่ำเตี้ยบวกกับระดับทักษะอันอ่อนด้อย เมื่อโล่แสงถูกโจมตีก็แตกสลายไปในทันที แรงะเิส่งร่างของวิฬาร์และสหายร่วมรบอีกสามคนลอยละลิ่วไปไกล
วิฬาร์ลอยมากระแทกกับเสาหินงอกต้นหนึ่งใกล้สะพานข้ามแม่น้ำใต้ดินจนกระอักเืออกมาคำโตก่อนละค่อยๆ ไหลลงกับพื้นราวผ้าขี้ริ้ว เหลือบดูหลอดเืตัวเองหดไปสามในห้าแถมติดสถานะช้ำในอีกด้วย
มองไปโดยรอบก็เห็นศพเกือบสิบศพกระจายอยู่ทั่วถ้ำแต่ละศพนั้นเือาบแดงฉาน ส่วนคนที่เหลือรอดนั้นก็สะบักสะบอมไปตามๆกัน
ส่วนบอสหนอนถ้ำก็ดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่หนึ่งดูท่าทางผลของการโจมตีเมื่อครู่ยังพอมีผล ร่างกายของมันกะพริบสีแดงระรัวบอกได้ไม่ยากว่าคงต้องลงไปพบยมบาลในไม่ช้าแต่หลังจากนั้นมันก็หันรีหันขวางเตรียมหาเป้าหมายโจมตี แล้วก็พลันหยุดกึกเมื่อหันหัวมาทางกลุ่มวิฬาร์ที่กระเด็นออกมานอนกองอยู่ด้วยกันซึ่งเป็กลุ่มเดียวที่สภาพแย่น้อยที่สุด
แม้ว่าหนอนถ้ำมันจะไม่มีดวงตาแต่วินาทีนี้วิฬาร์กลับรู้สึกเหมือนว่าถูกสายตาเย็นยะเยียบคู่หนึ่งจับจ้องเอาไว้…
บอสตัวั์ขู่คำรามก้องขานับสิบข้างของมันตะกุยพื้นเพื่อเปลี่ยนทิศทาง หันหัวมาทางกลุ่มวิฬาร์แล้วบ่ายหน้าตรงเข้ามาทันที
กลุ่มวิฬาร์ที่กระเสือกกระสนพากันลุกขึ้นแล้วมองตากันอย่างไร้คำพูด แม้สถานการณ์ล่อแหลมแต่วิฬาร์ยังคงเยือกเย็น ในพริบตาก็เสกเวทมนตร์สองธาตุแล้วยิงใส่มัน
ธาตุเวทระดับล่างบอลเวทเพลิง
ผสานธาตุเวทระดับกลางทิวาลับขอบฟ้า จันทราสาดแสง เดือนเคียงดาว
วิฬาร์เพ่งสมาธิร่ายเวทไฟระดับต่ำขึ้นในเวลาชั่ววินาทีเวทมนตร์ก่อตัวกันเป็ก้อนไฟขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลที่ปลายไม้กายสิทธิ์ก่อนจะแตกตัวออกมาเป็บอลขนาดเล็กๆ ราวกับหิ่งห้อยนับสิบตัวเมื่อเขาร่ายเวทแสงขึ้นมาผสานมันลอยอ้อยอิ่งฉวัดเฉวียนรอบตัววิฬาร์คล้ายภมรหยอกล้อบุปผา แล้วตรงเข้าหาบอสหนอนถ้ำที่ตอนนี้อยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่วาส่งเสียงเฟี้ยวฟ้าว
ตามปกติแล้วบอลเวทสามารถกำหนดขนาดและจำนวนได้ไม่จำกัดขึ้นอยู่กับฝีมือและปริมาณเวทมนตร์ที่ใส่ลงไปในเวท จะเสกทีเดียวสิบลูก ร้อยลูกหรือหมื่นลูกก็ไม่มีปัญหา ขึ้นอยู่กับว่ามีพลังเวทมนตร์มากพอและสามารถควบคุมพวกมันได้หรือไม่
โดยบอลเวทไฟจะเป็การโจมตีหรือด้วยเวทมนตร์ธรรมดาที่ไม่หวือหวามากแต่เมื่อถูกใช้ผ่านมือวิฬาร์ ก็ไม่อาจใช้คำว่าธรรมดาได้อีก
เวทเดือนเคียงดาวคือการเสกบอลเวทมนตร์ขึ้นมาสี่ลูกมันจะวิ่งเข้าไปหาศัตรูแล้วล้อมไว้ซ้ายขวาหน้าหลังก่อนจะะเิตัวเองออกเป็แสงแฟลชแสบตาเพื่อรบกวนการมองเห็นของศัตรูและทำดาเมจแต่เมื่อนำมาผสานกับบอลเวทไฟธรรมดา ก็เพิ่มดาเมจจากอาการไฟไหม้ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งและจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
หิ่งห้อยไฟนับสิบตัวบินลงไปเกาะตามท่อนหัวท่อนหางของบอสหนอนถ้ำก่อนจะสลับกันะเิอย่างเป็จังหวะภายใต้การควบคุมของวิฬาร์แม้จะน่าเสียดายที่ผลพวงะเิแสงที่ทำให้ตาบอดไม่มีผลกับหนอนถ้ำตัวนี้ แต่เพราะหนอนถ้ำมีธาตุมืดผสานอยู่ในตัวดังนั้นธาตุแสงและไฟที่เป็ขั้วตรงข้ามกับธาตุมืดอย่างรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มพลังทำลายล้างขึ้นอย่างหนักหน่วงจนมันบิดตัวเร่าๆ ส่งเสียงร้องระคายหูออกมาอย่างทรมาน
เนื่องจากภายในตัวหนอนถ้ำประกอบไปด้วยเมือกของเหลวจำนวนมากเมื่อการะเิของหิ่งห้อยที่เกาะอยู่เต็มตัวหนอนถ้ำะเิซ้ายตัวขวาตัวอย่างมีจังหวะคลื่นสั่นะเืก็สั่นพ้องแล้วบีบรัดของเหลวภายในตัวมันจนเกิดแรงดันมหาศาล เวทมนตร์ของวิฬาร์ะเิอยู่รอบตัวมันคล้ายดอกไม้ไฟที่ผลิบานยามค่ำคืนและในที่สุดดอกไม้ไฟดอกสุดท้ายก็ะเิออกเสียงสนั่นปานสายฟ้าฟาด
เมือกของเหลวสีขาวขุ่นข้นกระจายเป็วงไปทั่วทุกสารทิศคนที่โชคดีนอนเป็ผักอยู่หลังกองหินหรือหลบเหลี่ยมมุมก็โดนดาเมจน้อยลงหน่อยทว่ากลุ่มวิฬาร์ที่อยู่ใกล้สุดกลับโดนแรงะเินี้เข้าไปเต็มๆ
การโจมตีนี้วิฬาร์ป้องกันไม่ได้ไม่ใช่เพราะร่ายเวทไม่ทันแต่พลังเวทมนตร์ของไอ้กระจอกระดับสิบอย่างเขาแห้งเหือดไปแล้วจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมโดยไม่อาจทำอะไรได้
บรึ้มมม!!!
แรงะเิจากการตายครั้งสุดท้ายของบอสหนอนถ้ำปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้พื้นถ้ำถล่มยุบลงไปพร้อมกับร่างผู้เล่นอีกหลายสิบคนรวมทั้งวิฬาร์ด้วยและภาพสุดท้ายที่เขาจำได้ก่อนหมดสติไปก็คือสายน้ำสีดำทะมึนและความเย็นยะเยียบที่ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกก่อนที่สติทั้งมวลจะดับวูบไป
………………..
"เฮ้นาย ตื่นๆ" เขารู้สึกตัวขึ้นมาเพราะถูกเขย่าเบาๆ พร้อมกับเสียงเรียกที่ค่อยๆดังขึ้นข้างๆหู
วิฬาร์กะพริบตาอย่างงุนงงก่อนที่สติจะเริ่มกลับเข้าร่าง เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นผู้เล่นกลุ่มนึงนั่งกระจัดกระจายอยู่ในความมืดบ้างก็จุดไฟให้แสงสว่างเกิดเป็เงาวับแวม บ้างก็ช่วยฮีลบางส่วนก็กำลังลากผู้เล่นคนอื่นขึ้นจากน้ำ
"นายเป็ไงบ้างเหลือเืเท่าไหร่เนี่ย"
วิฬาร์ที่เพิ่งฟื้นจึงตอบสนองช้าไปสองสามวินาทีก่อนจะเข้าใจคำพูดของคนตรงหน้า เขาเหลือบมองหลอดเืในมุมมองของตัวเองก็เห็นว่าเหลือเืบางๆติดก้นหลอดอยู่ในระดับหลักหน่วย
"2%เอง แต่ไม่เป็ไร ผมมีเวทฮีล" เขาตอบพลางเอามือชันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเ็ปกล้ามเนื้อส่งเสียงประท้วงลั่น
"โอเครีบรักษาตัวเอง แล้วถ้าเหลือมานา**ก็ฝากฮีลคนอื่นต่อด้วย"ผู้เล่นคนนั้นผละจากเขาไปช่วยคนอื่นลากคนที่ยังไม่ได้สติขึ้นจากน้ำ
[**มานา=อีกชื่อหนึ่งของพลังเวทมนตร์ที่เกมเมอร์นิยมเรียกกัน]
วิฬาร์ร่ายเวทฮีลสามสี่อย่างให้ตัวเองจนเืที่มีอยู่น้อยนิดกระเตื้องขึ้นมาจนพ้นขีดอันตรายแล้วเลือกเวทฮีลหมู่อีกอันฟื้นเืให้ทุกคนที่อยู่ในรัศมีสายตาทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ส่งเสียงขอบคุณมาประปราย
หลังจากฮีลเสร็จเขาถึงเพิ่งจะมีเวลาสนใจสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว
เหมือนว่าแถวนี้เป็เวิ้งถ้ำข้างทางน้ำใต้ดินสายหนึ่งมีกองหินระเกะระกะขวางทางน้ำจนทำให้น้ำลดความเร็วลง พอเดาได้ว่าอาจจะเป็เพราะถ้ำถล่มเมื่อครู่ที่ทำให้มีเศษหินจำนวนมากหล่นลงมาพร้อมกับพวกเขา ถมลงมาในทางน้ำนี้จนมันตื้นขึ้น พวกเขาถึงไม่ไหลไปที่อื่นต่อมาลงเอยด้วยการนอนเกยกันอยู่ตรงนี้เกือบทั้งหมด
หลังจากกวาดตามองดูก็พอจะเข้าใจเื่ราวได้ไม่ยากแม้จะให้ความรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ในเมื่อยังไม่ตายก็นับว่าพวกเขาโชคดีพอตัว
หลังจากฟื้นพลังได้พอประมาณเขาก็พาร่างเปียกปอนเดินลุยน้ำขนาดหน้าแข้งลงไปช่วยผู้เล่นคนอื่นต่อไม่นานนักก็พาทุกคนเท่าที่เจอขึ้นมาจนหมด นับๆ ดูก็เหลือกันแค่สิบสามจากเกือบสามสิบคนที่ร่วมต่อสู้กันกับบอสดูท่าคงมีคนโชคร้ายไม่น้อย
เขานั่งลงพักแต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคน
‘นั่นมัน คมวายุนี่นา’
แม้จะมีเื่กันมาก่อนหน้านี้แต่วิฬาร์ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก จึงเข้าไปช่วยฟื้นพลังให้อย่างใจกว้าง
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตอนที่ ๑๐ นะครับ ชอบบทกลอนที่ผมแทรกกันหรือเปล่าครับ ผมเองก็จะพยายามพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณทุกกำลังใจและคำติชมครับ
นักอ่านท่านใดอยากติดตามการอัปเดตนิยายตอนใหม่ๆ รวมถึงพูดคุยกับนักอ่านจากเว็บอื่น สามารถเข้าไปกดติดตามได้ที่เพจ Paraginos ในเฟสบุ๊คนะครับ