จากตรอกจงอี้ถนนชวีสุ่ยถิงไปถึงประตูด้านทิศเหนือของทะเลสาบต้าิแล้วไปที่ศาลเ้าเป่ยจี๋เป็ระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตร ใช้เวลาเดินราวยี่สิบนาที
ผมวิ่งเหยาะๆ ไม่นานก็ตามพี่ใหญ่และเหลยจื่อทัน
“สือโถว มาทำไม” สีหน้าพี่ใหญ่ไม่พอใจ
“มาเก็บดอกไหว” ผมยิ้มร่าขณะที่ตอบ
“กลับไปซะ” พี่ใหญ่เสียงแข็ง
เขาไม่เคยเข้มงวดกับผมแบบนี้มาก่อนต่อหน้าเหลยจื่อทำให้ผมรู้สึกเสียหน้า “ฉันแค่เก็บดอกไหว ไม่ยุ่งเื่ของพวกพี่หรอก”
“เื่ของพวกพี่หรือ แกจะรู้อะไร”พี่ใหญ่ยืนนิ่ง สอดมือขวาไว้ในอกเสื้อ
“พวกพี่ไปจีบสาวหรือ” ผมย้อนถาม
พี่ใหญ่สั่นหัว “เปล่า”
ขณะนั้นเรายืนอยู่ที่หัวเลี้ยวด้านตะวันออกของประตูทางทิศเหนือของทะเลสาบต้าิไปข้างหน้าห้าสิบก้าวก็สามารถอาศัยความมืดปีนข้ามรั้วเหล็กเข้าไปในเขตชมทิวทัศน์แล้ว
ผมแอบฟังพี่ใหญ่กับเหลยจื่อก่อนออกจากบ้านรู้ว่าพวกเขานัดพบคนที่ศาลเ้าเป่ยจี๋
“กลับไปซะ สือโถว เชื่อพี่ชายเธอเถอะ” เหลยจื่อช่วยพูด
ผมมองไปทางประตูด้านทิศเหนือ ทำจมูกฟุดฟิดได้กลิ่นหอมของดอกไหวลอยมาจากทะเลสาบต้าิ
“กลับไป หันหลังกลับเดี๋ยวนี้เลยกลับไปซะ” เสียงพี่ใหญ่กระด้างขึ้น
ผมลังเลเล็กน้อยพี่ใหญ่ก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง กดไหล่ผมไว้แล้วออกแรงผลัก
ผมไม่ทันระวังตัว ถูกผลักจนเซถลา
“กลับก็ได้!” ผมหน้าแดง ผงะถอยหนึ่งก้าวแล้วคำรามออกมาเบาๆ
“ไปกันเหอะ” พี่ใหญ่หันไปพูดกับเหลยจื่อ
เหลยจื่อเดินตามพี่ใหญ่ไปหนึ่งนาทีถัดมาทั้งคู่ก็ปีนข้ามรั้วเหล็กที่สูงราวครึ่งตัวคน แล้วหายไปในดงไม้
ค่ำคืนในฤดูวสันต์ มักจะทำให้คนหนุ่มกระสับกระส่าย
ผมไม่ทำตามที่พี่ใหญ่สั่ง แต่ปีนข้ามรั้วเหล็กไปตามทิศทางที่พวกเขาไปเดินผ่านดงไม้ ไปยังต้นไหวใหญ่ที่ริมทะเลสาบ
ผมชอบกินขนมดอกไหวทอดั้แ่เล็กยังไม่เข้าเรียนก็รู้จักเอาไม้ไปสอยดอกไหวแล้ว กินไม่หวาดไม่ไหว
พอถึงใต้ต้นไหว ผมบ้วนน้ำลายลงบนฝ่ามือแล้วปีนพรวดขึ้นไปบนต้นไม้ จากนั้นจึงล้วงถุงพลาสติกออกมา เก็บดอกไหวใส่ถุง
ทะเลสาบต้าิยามราตรีไม่สงบนิ่งลมพัดทำให้เกิดคลื่นเล็กๆ ซัดกระทบฝั่งเบาๆ เกิดเสียงดังซู่ๆ
ที่ท่าเทียบเรือด้านตะวันตกไม่ห่างนักมีเรือไม้เก่าสิบกว่าลำจอดอยู่ ตัวเรือโคลงไปมาตามแรงคลื่น กระแทกกันดังกึกๆ
ทะเลสาบต้าิ เขาเชียนโฝ[1]และน้ำพุเป้าทู จัดเป็สามสิ่งวิเศษของเมืองจี่หนาน เป็ความภาคภูมิใจของชาวจี่หนานด้วยอย่างผมซึ่งเป็คนจี่หนานที่เกิดและโตที่นี่ถือว่าสถานที่ทั้งสามแห่งนี้เป็เหมือนสวนหลังบ้าน ปีนเข้าปีนออกไม่เคยใส่ใจว่าต้องซื้อบัตรผ่านประตู
ผมอยู่บนต้นไหว รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไหวจนรู้สึกว่าตัวเองจะถูกกลิ่นหอมรมเมาแล้ว กระทั่งจู่ๆ ก็มีกลิ่นคาวเืจางๆลอยมาในอากาศ
ผมยืดตัวตรงขึ้น พยายามแยกแยะกลิ่นคาวเืลอยมาจากทิศตะวันตก
“อ้า...โอ๊ย”ทันใดนั้นก็มีเสียงคนร้องโอดโอยท่ามกลางความมืด ผมใจนขนลุกซู่
เสียงนั้นดังต่อเนื่องสองวินาที แล้วขาดตอนไปทันทีน่าจะถูกคนอุดปาก
อีกสองเดือนผมจึงจะอายุสิบสามเต็มแต่ผมเคยเห็นพี่ใหญ่ต่อสู้เอาเป็เอาตายกับคนอื่นตามถนนหลายครั้งแล้วผมจึงไม่กลัวเื่การทะเลาะวิวาทจนเืตกยางออกเพราะการต่อสู้ทุกครั้งจะจบลงด้วยการที่พี่ใหญ่ชนะฝ่ายตรงข้ามเสมอ
พี่ใหญ่มักจะพกดาบปลายปืนเล่มหนึ่งติดตัวนอกจากกรณีพิเศษสองสามครั้งแล้ว เขาไม่จำเป็ต้องใช้มัน ศัตรูก็คุกเข่ายอมแพ้
“หรือคืนนี้พี่ใหญ่นัดคนมาทะเลาะวิวาทกัน”ผมคิดแบบนี้ ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ผมชอบดูพี่ใหญ่ทะเลาะวิวาท รู้สึกว่าขณะนั้นพี่ใหญ่ดูเก่งและเท่เหมือนกู่ฮั่วจื่อ[2]ในหนังฮ่องกง
“มีเื่สนุกให้ดูแล้ว!” ผมถือถุงปีนลงจากต้นไม้แล้ววิ่งไปยังใต้เงาดงไม้ทางด้านตะวันออกของศาลเ้าเป่ยจี๋
ผมยืนนิ่ง คอยเงี่ยหูฟังมีความเคลื่อนไหวผิดปกติบนลานสูงของศาลเ้าจริงๆ
“จะสู้ก็สู้กันสิ ไม่เรียกฉันมาดู”ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง คิดตรองว่าจะขึ้นไปดูการต่อสู้ตอนนี้เลยไหม
“จะพูดไม่พูด”เสียงชายวัยกลางคนดังมาจากด้านในของศาลเ้าเป่ยจี๋
ชายคนนั้นพูดภาษาจีนกลางสำเนียงแปร่งๆเหมือนคนต่างชาติพูดภาษาจีน ออกเสียงถูกทุกคำ แต่วรรณยุกต์ผิดๆ ถูกๆ
“พูดมา จะพูดหรือไม่พูดของนั่นไม่มีประโยชน์สำหรับพวกแก เอาให้ฉัน ฉันจะให้เงินก้อนใหญ่พวกแกเงินจำนวนมาก...” เสียงนั้นยังคงพูดต่อ
ผมขยับเข้าไปใกล้ ประตูศาลเ้ามืดสนิทมองอะไรไม่เห็น
“ผมไม่รู้ ผมไม่รู้...” มีคนะโบอก
ผมใ แล้วนึกขึ้นได้ทันที นั่นคือเสียงเหลยจื่อ
“แกย่อมไม่รู้” เสียงนั้นพูด “ฉันถามเขาต่างหาก”
ทันใดนั้นเืในตัวผมก็สูบฉีดขึ้นไปถึงกระหม่อมเหลยจื่ออยู่กับพี่ใหญ่ ถ้างั้นที่คนนั้นเอ่ยว่า “เขา” หมายถึงพี่ใหญ่แน่นอน
“พี่ใหญ่ตกอยู่ในอันตราย!” ผมเข้าใจทันที
ผ่านไปเพียงห้าวินาทีผมก็ตัดสินใจแผนขั้นต่อไปนั่นคือกลับไปเรียกให้คนมาช่วย
พี่ใหญ่เคยสอนผมว่าถ้าเจออันตราย วิธีที่ฉลาดที่สุดคือกลับไปเรียกคนมาช่วยอย่าอวดเก่งใช้ไม้แข็งเข้าปะทะ
ผมถอยออกจากดงไม้วิ่งก้มตัวไปทางทิศตะวันออก ไม่ช้าก็มาถึงประตูน้ำด้านทิศเหนือ
ประตูน้ำด้านทิศเหนือเป็ทางน้ำสายหนึ่งของทะเลสาบต้าิไปยังทิศเหนือตรงกลางมีประตูน้ำบานหนึ่ง ถ้าชักประตูน้ำขึ้น เรือเล็กสามารถออกจากที่นี่ไปยังแม่น้ำเสี่ยวชิงได้
ในหน้าร้อนผมเคยตามพี่ใหญ่มาว่ายน้ำในคลองสายนี้จึงจำความลึกและอุณหภูมิของน้ำได้ดี
ดังนั้นพอมาถึงริมประตูน้ำผมจึงมองลงไปในคลองอย่างไม่รู้ตัว
คิดไม่ถึงว่าขณะนี้จะมีเรือเล็กลำหนึ่งจอดอยู่ในเงามืดมีสองคนอยู่บนเรือ
ผมเห็นพวกเขา พวกเขาก็เห็นผม
“หยุดนะเ้าหนู” สองคนนั้นลุกขึ้นก้าวพรวดขึ้นมาบนถนน
ผมรู้นานแล้วว่ากลางคืนในทะเลสาบต้าิจะมีเ้าหน้าที่ลาดตระเวนคอยจับคนที่ปีนกำแพงเข้ามาลอบตกปลา
ปกติเราจะพยายามหลบเ้าหน้าที่พวกนี้แต่คืนนี้ผมเจอพวกเขาก็เหมือนเจอคนที่จะช่วยชีวิต
“คุณอาครับ พี่ชายผมชกต่อยกับคนอยู่ในศาลเ้าเป่ยจี๋รีบไปช่วยพวกเขาเถอะ” ผมไม่ได้หยุดวิ่ง ชนเข้ากับคนหนึ่งเต็มเปา
“ชกต่อย ใครชกต่อยกัน” ผมเหม็นสาบกลิ่นบุหรี่ของชายคนนั้นจนอยากจะอาเจียน
“พี่ชายผม ยังมีพี่เหลยจื่อคนข้างบ้านด้วยอยู่ในศาลเ้าครับ” ผมหันไปชี้
“เธอรู้ได้ยังไง เห็นพวกเขาชกต่อยกันหรือ”ชายคนนั้นย่อตัวลง จับแขนผมไว้ จ้องหน้าผมแล้วถาม
“ผมไม่เห็นหรอกผมแอบตามเข้ามาเพื่อเก็บดอกไหว เมื่อกี้ได้ยินเสียงเหลยจื่อร้องโอย...คุณอาครับรีบไปช่วยพวกเขาเถอะ พวกเขาไม่ได้เข้ามาตกปลา เราแค่เข้ามาเที่ยวเล่น ไม่เคยตกปลาไม่เชื่อลองดมสิ บนตัวเราไม่มีกลิ่นคาวปลาเลย...” ผมอธิบายยืดยาวแล้วดึงแขนเสื้ออีกฝ่าย อยากลากพวกเขาไปทางตะวันตก
“ยังมีเพื่อนคนอื่นไหม” อีกคนเอ่ยถาม
“ไม่มีครับ มีผมคนเดียว” ผมรีบตอบ
“ไป ไปดูกัน” อีกคนตอบตกลง
ผมดึงชายแขนเสื้อของชายคนนั้นตลอดทางที่ไปยังศาลเ้าเป่ยจี๋อยากจะก้าวรวดเดียวเข้าไปถึงศาลเ้าเป่ยจี๋เลย
ในความคิดผมนั้นเ้าหน้าที่เวรก็เหมือนตำรวจท้องที่ ผู้ใหญ่สองคนมาถึง ต้องช่วยพี่ใหญ่กับเหลยจื่อได้แน่
“อาครับ พวกคุณมีปืนไหม”ผมถามเมื่อมาถึงบันไดหน้าประตูศาลเ้า
“ลองเดาดู”ชายคนนั้นหัวเราะร่าพลางย้อนถาม
ผมมือไว ตบไปที่เอวเขาฝ่ามือรู้สึกถึงอาวุธที่ทำจากเหล็ก แข็งทื่อและเย็นเฉียบแล้วรู้สึกมั่นใจขึ้นทันที
“เด็กคนนี้ หัวไวจริง” อีกคนยิ้มร่า
“เรามีปืน วางใจเถอะ”ชายคนนั้นพูดพร้อมกับผงกหัว
ผมดึงเขารีบก้าวขึ้นบันได ก้าวยาวๆผ่านประตูศาลเ้า ได้กลิ่นคาวเืรุนแรงขึ้นทุกที
“พี่ใหญ่!” ผมร้องเรียก “ผมพาคนมาช่วยแล้ว”
ผมเข้ามาในวิหารแห่งนี้หลายครั้งแล้วแต่เป็ครั้งแรกที่มาตอนกลางคืน
ที่พื้นตรงมุมของวิหารใหญ่จุดเทียนไว้ครึ่งเล่มส่องสว่างแค่บริเวณหนึ่งก้าวเท่านั้น
ผมเพ่งมอง พบว่ามีสองคนถูกมัดติดกับเสาทางซ้ายมือพี่ใหญ่กับเหลยจื่อนั่นเอง ทั้งสองคนถูกยัดของบางอย่างไว้ในปากส่งเสียงไม่ได้
“อาครับ ช่วยพี่ชายผมด้วย”ผมหันไปมองชายคนนั้น
“ได้ ไม่มีปัญหา” ชายคนนั้นตอบ
“เขาเป็ใคร”เสียงชายวัยกลางคนที่ผมได้ยินก่อนหน้านี้ดังขึ้นจากอีกด้านของวิหาร
ผมหันไปมอง เห็นชายร่างผอมสูงยืนอยู่ในเงามืด
เขาถือแก้วน้ำกำลังดื่มอยู่ดวงตาเป็ประกายวาวในความมืด
“ไม่รู้ เขาบอกว่าสองคนนี้เป็พี่ชาย”ชายคนนั้นตอบ
“งั้นหรือ” ชายผอมสูงก้าวเข้ามาก้าวหนึ่งคว้าที่คางผม หมุนใบหน้าผมไปหาเขา
“อาครับ ช่วยพี่ชายผมด้วย” ผมยังไม่ได้หันหน้ามาดิ้นรนพลางร้องบอก
“อย่าร้อง อย่าขยับด้วย”ชายคนนั้นควักปืนออกจากเอว แต่ไม่ได้หันปากกระบอกปืนไปหาชายผอมสูงแต่กลับเอามาจ่อที่ขมับผม
ผมไม่กล้าขยับเขยื้อนเพราะนั่นน่าจะเป็ปืนจริง ปลิดชีวิตได้
“เ้าหนู แกก็แซ่เซี่ยหรือ ชื่ออะไร”ชายผอมสูงย่อตัวลง จ้องตาผม
“ผมชื่อเซี่ยเทียนสือ” ผมตอบตามตรง
จนถึงตอนนี้ผมยังคิดว่านี่เป็เื่การชกต่อยวิวาทกันธรรมดาไม่น่าจะเกิดผลที่น่ากลัว
“เซี่ยเทียนเฉิง เซี่ยเทียนสือ...เซี่ยเทียนสือเซี่ยเทียนเฉิง...” ชายผอมสูงพึมพำไปมาสองรอบ แล้วจับมือขวาผมไว้แน่น
“อื้อๆ...อื้อๆ...” พี่ใหญ่ดิ้นรนพยายามคายของที่ยัดอยู่ในปากออกมา แต่ทำไม่สำเร็จ
“เซี่ยเทียนเฉิง เป็ท้องฟ้าที่เสร็จสมบูรณ์...เซี่ยเทียนสือหมายถึงศิลาที่ใช้บุท้องฟ้า...ชื่อดีทั้งคู่...” ชายผอมสูงยิ้ม แล้วกางฝ่ามือผมออก
เขาไม่ได้ก้มมองฝ่ามือผม แต่ใช้ท้องนิ้วของนิ้วโป้งมือซ้ายกวาดไปบนฝ่ามือผมช้าๆ
“อย่าขยับ เ้าหนู”ปากกระบอกปืนที่จ่อขมับผมถูกดันใส่แรงๆ ผมเจ็บจนใจหายวาบ
สองคนที่มากับผมเป็พวกเดียวกันกับชายผอมสูงนี่เท่ากับผมเพิ่งออกจากรังสุนัขป่ามาเข้าถ้ำเสือนั่นเอง
“ไม่ต้องตื่นเต้น คนตระกูลเซี่ย...จิตใจหนักแน่นไม่ตื่นเต้นง่ายๆ...” ชายผอมสูงยิ้มที่มุมปากเป็รอยยิ้มที่แฝงความชั่วร้ายเจ็ดส่วน ความแปลกพิสดารสามส่วน
คิ้วเขาค่อยๆ ขมวดแน่น ใช้นิ้วโป้งสองมือกดลงบนฝ่ามือผม
“เ้าหนู ไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม” เขาถาม
ผมสั่นหัว ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร
“แกแซ่เซี่ยหรือ แซ่เซี่ยจริงหรือ” นิ้วโป้งสองข้างของเขาหมุนวนช้าๆบนฝ่ามือผม นิ้วโป้งมือซ้ายวนทวนเข็มนาฬิกา นิ้วโป้งมือขวาวนตามเข็มนาฬิกาวนไปพร้อมกับออกแรงกด ผมปวดจนรู้สึกแขนชา
[1]เขาพระพุทธรูปพันองค์
[2]หมายถึงภาพยนตร์ซีรีส์จีนฮ่องกงชุด"กู๋หว่าไจ๋ ัฟัดโลก"