12 มีนาคม พ.ศ.2576
“ก็คือซึฮากิเป็นคนริเริ่มสร้างเมืองนี้สินะ” ลักซ์นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ก่อตั้งที่จ้องมองลงมาด้วยสายตาสงสัยและหวาดระแวง
“ก่อนอื่นเธอเป็นทหารของอาณาจักรเซีย แล้วทำไมถึงได้มาลอยหน้าลอยตาอยู่แถวนี้...เจี๊ยก” มังกี้แบะปากแยกเขี้ยวและจ้องมองด้วยสายตาแห่งความโกรธแค้นจนหญิงสาวตรงหน้าไม่กล้าเถียงสักคำยิ่งได้รู้ว่าลักซ์เป็นทหารของอาณาจักรเซียมันก็ทำให้นึกถึงวันนั้นวันที่ทหารฆ่าล้างทั้งหมู่บ้าน
ลักซ์ถอนหายใจสั้น ๆ และลุกขึ้นยืนตัวตรง “ฉันเป็นหนึ่งในพลเอกชื่อลักซ์เป็นลูกสาวของอดีตหัวหน้าทหารองครักษ์และเป็นแฟนสาวของอดีตหัวหน้าหน่วยฝึกซ้อม ฉันมีสิทธิ์มีเสียงมากพอที่จะต่อรองกับทางรัฐบาล หากซึฮากิกลับมาเมื่อไรเราต้องเจรจาหาข้อตกลงกัน”
“ถึงจะไม่ชอบใจก็เถอะแต่ถ้าเป็นคนรู้จักของโทลข้าจะยอมให้ก็แล้วกัน...เจี๊ยก” มังกี้แยกตัวออกไปนั่งห่าง ๆ ไม่อยากจะมองหน้าลักซ์เสียด้วยซ้ำ
“ภารกิจของลูกคือจับตัวซึฮากิและพรรคพวกของกบฏ แล้วมีระยะเวลาของภารกิจไหม?” โทลนั่งประชันหน้ากับลักซ์เสมือนการสอบสวน
“เวลาไม่แน่ชัดเพราะเป็นภารกิจที่เกิดจากความโกรธเกรี้ยวขององค์ราชา ท่านคงจะรู้สึกเสียหน้าหลังจากที่ทุกคนรับรู้ว่าพวกกบฏ ยังมีชีวิตอยู่”
“ท่านวาเลี่ยมสินะไม่สิเจ้าวาเลี่ยมที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง พอท่านวิกตอเรียไม่อยู่ก็เป็นได้แค่ผู้สืบทอดตำแหน่งแต่บริหารก็ไม่ได้จะใช้ฝีมือก็ไปไม่สุด” โทลยิ้มเยาะชอบใจเมื่อนึกถึงใบหน้าเหี่ยว ๆ ที่กำลังโกรธเกรี้ยว
“ก็ถูกของคุณพ่อแต่ตอนนี้อาณาจักรเซียขับเคลื่อนได้ด้วยบุคลากรที่มีพรสวรรค์ทั้งนั้น เทคโนโลยี การแพทย์ การศึกษาไม่ว่าจะด้านไหน ๆ ก็ตาม”
ขณะที่กำลังคุยกับโทลก็มีเวทกระสุนดินพุ่งเข้าที่สีข้างของลักซ์
“ออกไปเลยนะ เราไม่ยอมให้พวกแกมาพรากทุกสิ่งไปอีกแล้ว” น้ำเสียงสั่นเทาของเด็ก ๆ ที่กำลังรวมตัวกันพร้อมสู้กับเธอแม้จะไม่มีโอกาสชนะก็ตาม
“ใจเย็น ๆ ก่อนทุกคน” แม้คิโนริจะช่วยดันพวกเขาออกไปแต่ก็ไม่อาจทนแรงแค้นที่มีได้ซึ่งตัวเธอเองก็รู้สึกเช่นนั้นอยู่ลึก ๆ ในใจเหมือนกัน
“ฝากนายพาเด็ก ๆ ออกไปข้างนอกก่อน” โทลกล่าวกับโคผู้มีความสุขุมและภูมิฐานน่าจะช่วยให้เด็กเหล่านั้นสงบลงได้
“เหอะ ๆ พวกมนุษย์มันก็ไม่ต่างกับอมนุษย์เลยสักนิด ฆ่าล้างคนที่ไม่เข้าพวก กำจัดสิ่งสกปรกเจือปน ขับไล่สิ่งที่เป็นปรปักษ์กับตน” ลิงเมฆาทิ้งคำพูดไว้ก่อนจะออกไปข้างนอก
“นั่นก็จริง ทุกวันนี้ฉันต้องทำตามคำสั่งของเบื้องบนไม่ว่าจะกำจัดอมนุษย์ อาชญากรหรือแม้แต่สัตว์อสูร เอาตรง ๆ หนูก็ชักจะเบื่อแล้ว”
“เอาอย่างนี้เป็นไง อยู่กับเราไปเลยสิไม่ต้องกลับไปที่นั่นหรอก” โทลแสยะยิ้มตอบ
“ไม่ได้สิครับลุงโทล จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากพลเอกหายตัวไปไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยแถมยังเป็นคนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดด้วย” นาธาพูดแทรกขึ้นมาทันทีกวาดสายตามองรอบ ๆ เพื่อดูท่าทีของเพื่อนพ้อง
“อืม พวกเขาลงทุนกับตัวฉันมากเกินที่จะยอมเสียไปแต่ก็เอาเถอะฉันยังอยากอยู่ที่นี่อีกสักพัก”
ทันใดนั้นก็มีผู้รักษาความปลอดภัยของเมืองมาเคาะประตู ชุดสีดำที่สั่งทำคล้ายกับชุดตำรวจมีอาวุธครบมือและคนที่จะได้สวมชุดนั้นต้องผ่านบททดสอบมากมาย
“ขอรบกวนนะครับ พวกโจรเมื่อวานจะให้เราทำยังไงต่อครับ?”
“โอ้ ! ป่าวประกาศไปยังเผ่าอื่น ๆ ดูว่ามีใครที่เสียหายจากพวกมันบ้าง แล้วจะทำยังไงต่อก็รอพวกเขามาจัดการเองก็แล้วกัน” โทลตะโกนข้ามประตูตอบกลับไป
“ครับคุณโทล” สิ้นเสียงตอบรับนายตำรวจก็กลับไปทำหน้าที่ต่อ
“เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ พูดถึงเรื่องภารกิจใช่ไหม?”
การแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งและกันช่วยให้รู้ความเป็นไปของอาณาจักรเซีย แผนการ เป้าหมายหรือเบื้องลึกเบื้องหลังซึ่งลักซ์ก็ยอมบอกจนหมดเปลือก
“จะว่าไปเมื่อกี้โดนเวทมนตร์ของเด็ก ๆ ไปด้วยสินะ” โทลจ้องมองไปยังเสื้อผ้าที่ขาดเป็นรูจากเวทกระสุนดิน
“แค่นี้หนูไม่เป็นอะไรหรอก ว่าแต่ทำไมพวกเขาถึงเกลียดขี้หน้าหนูขนาดนั้นล่ะ?” ลักซ์ยิ้มอ่อนมองดูรอยแผลตรงสีข้างเหมือนพึงพอใจที่เด็ก ๆ เหล่านั้นมีโอกาสเติบโตในอนาคตได้อีก
“อืม เท่าที่ได้ฟังมาเหมือนหมู่บ้านของพวกเธอจะโดนทหารของอาณาจักรเซียกวาดล้างจนหมดส่วนคนที่รอดมาได้ก็เพราะซึฮากิช่วยไว้”
“ซึฮากิ...สินะ เขาเป็นคนยังไงเหรอคะ? ตอนเห็นในค่ายก็เหมือนไม่มีอะไรพิเศษแท้ ๆ”
“โถ่ ๆ แค่เห็นเธอจะไปรู้อะไร ฉันสัมผัสได้ตั้งแต่ในค่ายแล้วว่าเขาไม่ธรรมดา” นาธายิ้มอย่างภาคภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนฝึกสอนซึฮากิในค่าย
“ใครจะไปเชื่อลงล่ะ เมืองที่ทิ้งร้างกลายเป็นซากปรักหักพังถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่กี่คน แถมวิทยาการต่าง ๆ ก็มาจากคนคนเดียวซะด้วย”
“เขาอยู่เหนือกว่าพวกเราเป็นไหน ๆ ต่อให้ผู้กล้าเลเวลเจ็ดแล้วก็ไม่อาจสู้กับซึฮากิของเราได้หรอก”
เสียงระฆังดังอยู่หลายครั้งก่อนที่เด็ก ๆ จะไปรวมตัวกันที่โรงเรียนหลังเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
“ที่นั่นคงเป็นโรงเรียนสินะ…จะเป็นอะไรไหมถ้าหนูอยากเข้าไปดู” มีเพียงแค่โทลและนาธาเท่าที่คอยอยู่เคียงข้างพาเดินไปเรื่อย ๆ ส่วนคนอื่นยังไม่ไว้ใจนักโดยเฉพาะเด็ก ๆ พวกนั้น
“ต้องลองขออนุญาตจากโคเพราะเขาเป็นคนตัดสินใจแทนซึฮากิ”
“เรียกผมเหรอครับ?” พูดไม่ทันขาดคำเอลฟ์วัยกลางคนก็เดินเข้ามาทักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่ยังคงสุขุมใจเย็นสมกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ
“พอดีว่าลูกสาวของฉันอยากไปดูโรงเรียนน่ะ” โทลออกหน้าถามแทนด้วยการโอบไหล่อย่างสนิทสนม
“อืม...ดูเหมือนคุณลักซ์จะมีฝีมือมากเลยใช่ไหมครับ พลเอกแห่งอาณาจักรเซียที่มีแค่ไม่กี่คนถ้าได้คุณไปช่วยดูการเรียนการสอนก็ถือเป็นเรื่องดี”
“ขอบคุณมากค่ะ” เธอก้มหัวลงเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวขอบคุณ
“แต่ให้คุณนาธาไปด้วยก็ดีเพราะถ้าเด็ก ๆ เห็นคนแปลกหน้าจะกลัวกันหมด...อย่างน้อยมีคนรู้จักไปด้วยก็น่าจะช่วยได้”
“ก็ได้ ๆ” เยี่ยมไปเลยจะได้อู้งานก่อสร้าง นาธาแอบยิ้มปลื้มไม่ให้ใครเห็นและพาลักซ์ไปยังโรงเรียนโดยทันที
“ไปก่อนนะคะคุณพ่อ !” รอยยิ้มเบิกบานที่คุ้นเคยเปล่งเสียงอันสดใสดังออกไปทำให้ผู้เป็นพ่อยิ้มไม่หุบ
“ไม่ได้อยู่กันสองต่อสองนานแล้วเนอะ” เธอเอื้อมแขนมาจับมือของนาธาเดินจูงมือกันไปตลอดทางโดยที่นาธาไม่ได้ห้ามหรือรังเกียจแต่อย่างใด
“ก็ดูสิ เรื่องในชีวิตเรามันวุ่นวายกันจะตายไปแค่ลำดับชนชั้นก็ยากที่จะเจอกันแล้ว”
“แต่ที่นี่มันไม่ใช่อีกแล้ว เราสามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องสนใจสายตาใครเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เลยนะเนี่ย” ดวงตากลมโตของลักซ์เงยมองฟ้าพร้อมกับยิ้มมุมปากรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายและอิสระ
“ยังร่าเริงไม่เปลี่ยนไปเลยนะ” เขาสอดสายตามองใบหน้าอันเรียบเนียนผ่านการดูแลมาอย่างดีและยิ่งได้สบตากับเธอมันก็ทำให้นาธาหลงอยู่ในมนต์สะกด
อันตราย ๆ ไม่แปลกที่คนจะชอบเธอมากขนาดนี้ นาธาสะบัดหน้าหนีเรียกสติกลับคืนมา
บรรยากาศการเดินเท้าที่เหมือนอยู่กันแค่สองคนรอบนอกมันเงียบเสียจนสัมผัสเสียงหัวใจของกันและกันได้และไม่นานนักพวกเขาก็ไปถึงหน้าโรงเรียน
“เข้าไปกันเถอะ”
ส่วนที่เป็นห้องเรียนจะเป็นการสอนทฤษฎีตั้งแต่บวกเลขง่าย ๆ ไปจนการเรียนภาษาแต่เมื่อถึงช่วงเวลาฝึกปฏิบัติพวกเขามักจะยิ้มสนุกร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด
“พื้นที่ปิดล้อมด้วยกำแพงเหล็กแบบหนาพิเศษ สำหรับเด็ก ๆ แล้วไม่มีทางทำลายได้แน่ ๆ เป้าซ้อมก็ทำมาอย่างดีเหมือนจำลองเป็นคนจริง ๆ และที่สำคัญก็คือมานาสำรอง”
“คุณนาธาอยากจะมาดูเหรอคะ?” เอลฟ์สาวผู้ทำหน้าที่สอนเอ่ยทักส่งยิ้มเริงร่าอย่างเป็นมิตร
“จริง ๆ คนที่อยากมาก็คือเธอคนนี้ครับ ผมก็แค่มาเป็นเพื่อนเฉย ๆ” เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงยิ้มตอบกลับ
ผู้หญิงคนนี้เหรอ ใบหน้ารูปลักษณ์สวยสดงดงามขนาดนี้หรือจะเป็นเจ้าหญิงจากที่ไหนสักแห่ง “สวัสดีค่ะฉันเป็นครูสอนภาคปฏิบัติชื่ออลิส” เอลฟ์สาวผู้เต็มไปด้วยรอยยิ้มเริงร่าทักทายด้วยการยื่นมือให้จับ
“ลักซ์ค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ” ทำไมถึงรู้สึกแปลก ๆ กับเธอคนนี้ ทั้ง ๆ ที่ยิ้มได้งดงามขนาดนั้นแต่ดันรู้สึกไม่ดีเสียมากกว่า
“เชิญเข้ามาได้เลยค่ะแต่ต้องอยู่หลังเส้นแดงนะคะ” เส้นแดงได้แบ่งไว้สำหรับผู้เข้าชมที่อยู่ในระยะปลอดภัยและยังมีโล่กำบังแบบใสที่ช่วยให้มองเห็นการฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิด
“เอาล่ะเด็ก ๆ วันนี้นักเรียนชั้นหนึ่งต้องเรียกมานาได้แล้วนะคะ”
เด็กนักเรียนจากหลายเผ่าพันธุ์กำลังหมกมุ่นอยู่กับการทำสมาธิเพื่อดึงมานาในร่างกายออกมา ส่วนพวกคิโนริถือเป็นนักเรียนชั้นสามแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการคุ้นชินกับมานาและการแปรเปลี่ยนเป็นเวทมนตร์
“นั่นมันทหารของอาณาจักรเซีย” หลานจ้องมองไม่หยุดทำอย่างกับสัตว์ประหลาดที่ต้องระวังไว้
“ทำไมพวกเขาถึงยอมให้อยู่ ถ้าเธอเอาไปบอกพวกมันแล้วบุกมาอีกจะทำยังไงเนี่ย” แมรี่พูดไปก็ขบฟันหวนคิดถึงเรื่องวันนั้นที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและเปลวเพลิง
“ปล่อยเธอไปเถอะ ฉันเชื่อว่าลุงโทลจะจัดการเรื่องนี้ได้” คิโนริเอ่ยแทรกขึ้นมาขณะที่ร่ายเวทโจมตีหุ่นซ้อม
“เธอไม่ได้เห็นพ่อแม่โดนฆ่าตายต่อหน้าก็พูดได้นี่” น้ำเสียงประชดประชันมองค้อนไม่พอใจ
เด็กเมื่อตอนนั้นสินะ ลักซ์กวาดสายตามองจนไปสบตากับรูบี้หนึ่งในนักเรียนชั้นสาม
“เป็นยังไงบ้างล่ะ? รูปแบบการฝึกของพวกเขาไม่เหมือนของเราเลยถึงฉันจะเป็นคนช่วยออกแบบหลักสูตรก็เถอะ” นาธาเองก็รู้สึกปลื้มใจที่ได้เห็นเด็ก ๆ ตั้งใจร่ำเรียน
“ความรู้ของอาณาจักรอาฟก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าทางโน้นเลยสินะ”
“ผิดแล้วนี่เป็นความรู้ของซึฮากิต่างหาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เมืองนี้กำลังดำเนินไปก็คือสิ่งที่ซึฮากิทิ้งไว้ให้”
“เป็นไปได้ด้วยเหรอ?” ขณะที่ถามเช่นนั้นเธอก็ได้นึกไตร่ตรองในใจหรือผู้กล้าที่แท้จริงจะไม่ใช่ฟรานแต่เป็นซึฮากิ
“พวกเขาต้องโตไปแข็งแกร่งแน่ ๆ” อลิสเดินเข้ามาแทรกตัวระหว่างพวกเขาสองคน
“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ ด้วยรูปแบบการฝึกสอนทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ไวกว่าปกติแต่ตอนนี้นักเรียนชั้นสามก็มีแค่หกคนเท่านั้น หรือเพราะพวกเขาได้รับการฝึกจากซึฮากิโดยตรงถึงได้พัฒนาไว้ขนาดนั้น”
“ไม่ต้องคิดมากนักหรอก เด็ก ๆ ก็ควรได้สนุกไปกับช่วงวัยไม่ต้องมาเครียดว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน” อลิสส่งยิ้มอันเริงร่าเข้าประชิดตัวนาธาทำให้ลักซ์จ้องตาเป็นมัน
ยายคนนี้นี่ตั้งใจเข้าหานาธาชัด ๆ
“จะว่าไปคุณอลิสไม่ต้องสอนเด็ก ๆ เหรอคะถึงได้มาอยู่ตรงนี้” ลักซ์ยิ้มเจื่อนเป็นการบ่งบอกเจตนาไม่พอใจชัดเจนแต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้
“แหม ๆ คุณลักซ์ ฉันก็อยากจะพักซะบ้างให้พวกเขาได้อยู่กันเองตามประสาเด็ก ๆ” เธอเองก็ไม่น้อยหน้าหันมองจ้องตาลักซ์ยิ้มมุมปากและฉวยโอกาสเอาแผ่นหลังแนบกับแขนของนาธา
ปฏิกิริยาอย่างนี้แสดงว่าใช่แน่ ๆ อลิสยังคงยืนแนบตัวกับนาธาใช้โอกาสที่เขาเฝ้ามองเด็ก ๆ จนลืมตัว
“นาธา…ช่วยมาทางนี้หน่อยสิ” ลักซ์กัดฟันส่งเสียงแข็งกระด้างเรียก
“อะอา ได้ ๆ แล้วมีอะไรล่ะ?” พูดไม่ทันขาดคำลักซ์ก็ดึงตัวนาธาเข้ามาประกบปากจูบช้า ๆ ดื่มด่ำกับรสสัมผัสของริมฝีปากและลิ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเป็นคนมีเจ้าของแล้ว
“อะไรของเธอนึกจะจูบก็จูบ” วินาทีนั้นลักซ์ไม่ได้สนใจคำพูดของนาธาแต่กลับส่งสายตาให้กับอลิสกระตุกคิ้วเล็กน้อยเพื่อบอกว่าเขาเป็นของฉัน
“แหม ๆ ท่าทางจะรักกันมากเลยนะคะ หวังว่าจะไม่แยกกันเสียก่อน”
“เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?” ลักซ์มองค้อนทำเอาอลิสตัวสั่น
“ปะเปล่าไม่มีอะไร ก็แค่จะแหย่เล่นสักหน่อยไม่ได้จริงจังขนาดนั้นหรอกค่ะ” เธอยังคงยิ้มอย่างเป็นมิตรเหมือนทุกครั้งก่อนจะกลับไปหาเด็ก ๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของพวกเด็ก ๆ เล่นเอาลักซ์และนาธาตกใจตาตื่น
“เป็นอะไรมากไหมคะ?” อลิสยังคงใจเย็นเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเฉียบคม
“ผิวไหม้นิดหน่อยเดี๋ยวใช้เวทรักษาแล้วก็ทายาก็สบายหายห่วงแล้ว”
“หนูขอโทษจริง ๆ ค่ะ” ขณะที่อลิสกำลังดูอาการของเด็กตัวน้อยคิโนริก็เข้ามาก้มหัวขอโทษแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ
“อย่าคิดมากน่า เธออาจจะแข็งแกร่งเกินที่จะซ้อมในโดมแล้ว ไหน ๆ นาธาก็มาแล้วให้พาพวกชั้นสามไปฝึกซ้อมข้างนอกดีไหม?”
“ลุงนาธา...” คิโนริเหลือบไปเห็นลักซ์ซึ่งเพื่อน ๆ ของเธอต่างก็ไม่ชอบหน้ากันทั้งนั้น
“เอาสิ” นาธาก้าวเข้ามาดูสถานการณ์เผื่อจะสามารถช่วยอะไรได้และได้ยินเรื่องที่อลิสเสนอ
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ชั้นสามทั้งหกคนจะได้ออกไปข้างนอก ทำตัวดี ๆ ด้วยนะเด็ก ๆ” เธอส่งยิ้มโบกลาเหมือนได้โยนภาระให้กับลักซ์เป็นการแกล้งแบบอ้อม ๆ
แม้จะนาธาจะออกหน้าเพื่อให้พวกคิโนริไม่สนใจลักซ์แต่มันก็ไม่อาจขวางกั้นสิ่งที่เก็บไว้ภายในใจได้ แววตา สีหน้าและการตีตัวออกหากยิ่งทำให้ลักซ์เข้าใจถึงความรู้สึกของเด็กเหล่านั้น อะไรกันที่ทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ โกรธเคืองได้มากเพียงนี้แล้วอะไรจะช่วยให้พวกเขายอมรับในตัวลักซ์ได้
“เอาเป็นที่นี่ก็แล้วกันนะ น่าจะปลอดภัยอยู่พอสมควร”
“ลุงคะทำไมเธอถึงตามมาด้วย?” หลานกระซิบถามพลางจ้องมองลักซ์ตาไม่กะพริบ
“เธอเป็นแฟนของฉันเอง แถมถ้าได้เธอช่วยขัดเกลาฝีมือพวกเธอก็น่าจะพัฒนาไปได้อีกขั้น”
“ไม่เอาค่ะ พวกมันอันตรายจะตายไปถ้าเกิดอยากทำอะไรหนูขึ้นมาล่ะ” สายตาอ้อนวอนของหลานยังพอทนแต่ยังมีแมรี่และรูบี้อีกทำให้เขาไม่กล้าเถียงแม้แต่คำเดียว
“พอเถอะพวกเธอ ถ้าลุงโคตัดสินใจให้อยู่เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขาเพราะเขาเป็นตัวแทนของพี่กิ” คิโนริพยายามโน้มน้าวเพื่อน ๆ ของเธอด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาเท่าที่มีจนสุดท้ายพวกเธอก็กัดฟันยอมปล่อยให้ลักซ์อยู่ต่อไป
“บอกเอาไว้ก่อนถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะไม่ลังเลที่จะสู้” น้ำเสียงอันหนักแน่นมาจากปากของหลานเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ
“ฉันก็ด้วย...ตอนยังมีเวลาซ้อมแล้วก็ต้องไปให้สุด” คิโนริกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าลิงและปีนป่ายไปตามกิ่งไม้ขว้างบอลเพลิงออกไปเป็นช่วง ๆ และตามไปเก็บด้วยตัวเอง
โห…เด็กนั่นเลเวลสี่เหมือนกับนาธาเลยแถมรูปแบบการฝึกก็ยากเกินสำหรับวัยนี้
“มาเริ่มกันเถอะ” รอนยิ้มเยาะกระทืบพื้นเรียกเสาเพลิงขึ้นมาเป็นเป้าซ้อมแทน
“ไม่ได้ออกแรงเต็มที่มานานแล้วนะเนี่ย” เอยิ้มตอบรับกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใช้ความคล่องตัวและทักษะเฉพาะของเผ่าวานรทำให้อีกฝ่ายคาดเดาการเคลื่อนไหวบนต้นไม้ได้ยากพร้อม ๆ กับยิงกระสุนลมใส่รอนที่เป็นคู่ซ้อม
ถ้าเทียบกับการฝึกทหารแล้วพวกเธอไม่ได้ฝึกหนักแท้ ๆ แต่กลับแข็งแกร่งกว่า อะไรเป็นความลับของการพัฒนาฝีมือของพวกเขากันนะ? หรือจะเป็นซึฮากิ
“กำลังคิดว่าพวกเขาเก่งเกินวัยใช่ไหม?” นาธาสะกิดไหล่ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ของการครุ่นคิด
“อืม ไม่ใช่แค่เลเวลแต่เทคนิคก็เชี่ยวชาญพอตัว ถ้าหากพวกเขาอยู่ในอาณาจักรเซียคงมีคนหนุนหลังเยอะมากแน่ ๆ”
“สมกับที่ซึฮากิเป็นคนสอนโดยตรงจริง ๆ พวกเขาเข้าใจทั้งศาสตร์การใช้มานาและวิธีไหนจะช่วยดึงประสิทธิภาพเวทธาตุของตนเองออกมาได้มากที่สุดหรือทักษะติดตัวอย่างศิลปะการต่อสู้มือเปล่า เทคนิคการฝึกฝนร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ”
“พูดเหมือนพวกพ่อค้าขายของเลยนะ”
“แล้วเธออยากจะลองหรือเปล่าล่ะ?” นาธาหยิบมีดสั้นประจำตัวขึ้นมาพร้อมกับเรียกมานาหมุนวนไปรอบ ๆ
“เมื่อก่อนฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าเธอใช้เวทมนตร์แบบไม่ร่ายได้ยังไงแต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว” มานาก้อนนั้นพุ่งใส่ต้นไม้และเปลี่ยนเป็นระเบิดไฟขนาดเล็กทำได้แค่รอยไหม้เท่านั้น
“เธอเองก็น่าจะสังเกตเห็นแล้ว พวกนักเรียนชั้นสามทุกคนสามารถใช้เวทมนตร์แบบไม่ร่ายคาถาได้ซึ่งชำนาญกว่าพวกร้อยเอกหลาย ๆ คนเสียอีก”
“ก็จริงของนาย มีแค่ไม่กี่คนที่ใช้เวทมนตร์แบบไม่ร่ายได้ซึ่งส่วนใหญ่ก็มียศพลตรีขึ้นไปทั้งนั้น แล้วลองคิดดูสิว่าเด็กพวกนั้นใช้ได้ตั้งแต่วัยนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่อาจจะไปถึงเลเวลเก้าก็เป็นได้”
“อืมแล้วเธอทำได้ถึงไหนแล้วล่ะ?” แม้นาธาจะไม่ถามเจาะจงแต่ลักซ์ก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร
“ตอนนี้เวทเสริมกำลังก็ทำได้แล้วเหลือแค่เวทมนตร์เดอะล่ะมั้ง แล้วก็ยังไม่ได้ลองใช้เวทหลาย ๆ อย่างพร้อมกันเลยคงต้องหาเวลาฝึกสักหน่อย”
“ระวังค่ะ !” ขณะที่กำลังคุยกันอย่างเพลิดเพลินก็มีดวงไฟสีส้มพุ่งเข้ามาแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ลักซ์ตกใจแต่อย่างใดก่อนจะชักดาบที่แนบลำตัวปัดมันลงพื้นทันที
นั่นเธอนี่ คิโนริสอดสายตามองจากบนต้นไม้หลังจากที่ใช้เวทพลาดเกือบทำคนอื่นบาดเจ็บ
“ขอโทษค่ะ” น้ำเสียงอันเรียบนิ่งกล่าวออกมาพร้อมกับการก้มหน้ารับผิดแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีกลัวเหมือนเพื่อน ๆ ของเธอ
“พี่ไม่เป็นอะไรจ๊ะ คราวหน้าก็ระวัง ๆ หน่อยนะ” คำปลอบโยนที่เธอกล่าวออกมาพยายามให้เด็ก ๆ สบายใจแต่สำหรับมุมมองของพวกเขาแล้วมันยิ่งทำให้หวาดระแวงมากขึ้น คำพูดสวยหรูวาจาร้อยเล่มเกรียนอาจนำพาอันตรายมาได้ ไม่ว่าจะการอยู่เฉย ๆ หรือทำอะไรก็ล้วนเต็มไปด้วยอคติจากเด็ก ๆ เหล่านั้น
ดูท่าเราคงเข้ากันไม่ได้ สายตามุ่งร้ายที่มีความหวาดกลัวปนอยู่ด้วยเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของพวกเขา
“เอาเถอะน่าไหน ๆ ก็ได้ออกมาจากเมืองแล้วเราก็มาฝึกกันให้เต็มที่ไปเลย” นาธาฉีกยิ้มให้กำลังใจตัดบรรยากาศอันตึงเครียดออกไป
“เด็ก ๆ มารวมกันสักหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะ !” เสียงตะโกนตอบรับลากยาวของคิโนริเห็นได้ถึงความขี้เล่นซึ่งต่างกับตอนคุยกับลักซ์อย่างสิ้นเชิง
“ฉันได้เห็นการฝึกของพวกเธอแล้ว ทั้งความเร็วในการใช้เวทมนตร์และการตอบสนองล้วนไปไกลเกินวัยแแต่พวกเธอก็ยังไม่เคยได้สู้กับศัตรูที่มีสติปัญญาซึ่งแตกต่างกับมอนสเตอร์มาก ๆ”
“ลุงนาธาจะเป็นคู่ซ้อมให้เหรอครับ” รอนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่
“โอ๊ย ลุงเลเวลสี่เองแค่สู้กับคิโนริก็ลำบากแล้วแต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามีแฟนของลุงมาด้วยยังไงล่ะ” นาธาฉีกรอยยิ้มเบิกบานทำตัวให้ร่าเริงเพื่อให้เด็ก ๆ คล้อยตามแต่นั่นก็ไม่ได้ผล
“นึกว่าจะพูดอะไรซะอีก” พวกเขาพากันเดินแยกตัวไปฝึกซ้อมเองทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
“เหอะ ช่างอ่อนหัดกันเสียจริง” ทันใดนั้นลักซ์ก็ส่งเสียงสำเนียงประชดประชันพร้อมด้วยแววตาเยาะเย้ย
“แค่นี้ยังพากันหนีหัวหดแล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจะปกป้องตัวเองได้ยังไง? ถ้าเกิดฉันอยากจะสู้กับพวกเธอจริง ๆ ล่ะ? หรือจะหนีเหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้”
อย่างนี้เองสินะ ตั้งใจยุยงเพื่อสร้างแรงใจที่จะสู้และสร้างเป้าหมายที่ต้องการเอาชนะ
“ฉันจะไม่ใช้เวทโจมตีโดยตรงด้วย” เธอกระตุกยิ้มมุมปากกวักมือท้าทาย
“ก็เอาสิ” รอนสร้างเกราะมานาตั้งเป็นกำแพงและพุ่งกระแทกทั้งอย่างนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่เอกระโดดข้ามหัวรอนเพื่อปล่อยหมัดตรงที่ห่อหุ้มด้วยมานาเสริมกำลัง
จังหวะเข้าขากันได้ดีกว่าที่คิดอีกทั้งยังไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลักซ์ตีลังกากลับหลังมาตั้งหลักอีกครั้ง
“สามเมตร” เสียงกระซิบจากแมรี่เอ่ยขึ้นพร้อม ๆ เวทวารีพุ่งกระแทกขาของลักซ์และมีผนึกหินพุ่งลงมาจากฟากฟ้ากดทับร่างของลักซ์ไว้
ร่ายเวทได้รวดเร็วจริง ๆ อย่างกับรู้ล่วงหน้าเลยว่าเราจะอยู่ตรงไหน
เธอเงยหน้ามองฟ้าเห็นคิโนริลอยอยู่บนนั้นค่อย ๆ พุ่งลงมาพร้อมกับลูกไฟห้าดวงอย่างกับดาวตก
“แม่นยำ เห็นผล” ลักซ์ออกแรงเหวี่ยงผนึกหินกระเด็นไปคนละทิศคนละทางก่อนจะกลิ้งตัวหลบไปข้าง ๆ แทนรอดหวุดหวิดจากลูกไฟของคิโนริ
ถ้าไม่ใช้เสริมกำลังก็คงโดนเต็ม ๆ แน่ มาลองดูอีกสักหน่อยก็แล้วกัน
“ฝึกกันมาตั้งนานได้แค่นี้เหรอ”
ทันใดนั้นก็มีกำแพงไฟล้อมรอบตัวลักซ์บดบังวิสัยทัศน์ทั้งหมด
โห พวกเขาคงไม่รู้สินะว่าเรามีตรวจจับต่อให้มองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสมานาได้อยู่ดี มานาที่กำลังก่อรวมกันตรงหน้าเมื่อเธอเห็นเช่นนั้นก็เตรียมตัวได้ก่อน
“เสร็จล่ะ” หลานยิ้มเยาะเมื่อแผนที่วางไว้ได้ผล
วินาทีที่ลักซ์จดจ่อกับเวทมนตร์ตรงหน้าหลานก็อาศัยเวทไฟพลางเวทขุดดินของตัวเองกว่าลักซ์จะรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่บนกับดักก็ไม่ทันเสียแล้ว
พื้นมัน อะไรวะเนี่ย ที่ลักซ์ยังยืนได้ก็เพราะหลานใช้เวทมนตร์ยึดไว้และเมื่อปล่อยเธอก็จะตกลงไปข้างล่างที่เป็นหลุมลึก
“เอาเลย ! กระหน่ำเวทมนตร์ใส่เธอให้เละไปเลย” ด้วยความฮึกเหิมหลานจึงตะโกนออกไปเช่นนั้นตามมาด้วยเวทมนตร์หลากหลายทั้งระเบิดเพลิงและกระสุนหินจนบริเวณนั้นเละเทะไปหมด
“อืม ๆ พวกเธอใช้ได้เลยนะเนี่ย” เสียงอันคุ้นเคยมาจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปจึงได้เห็นลักซ์ยืนยิ้มสบายใจอยู่
“นะหนีออกมาได้ยังไง”
“ก็แค่ขุดอุโมงค์ออกมาเองด้วยเวทเสริมกำลัง”
ด้วยรอยยิ้มอันสดใสทำให้พวกเขารู้สึกหมั่นไส้เข้าไปใหญ่แต่ก็ต้องยอมรับในความต่างชั้นของพลังอย่างน้อยก็ได้ใส่เต็มแรงจนนาธาเกือบโดนลูกหลงไปด้วย
“อยากจะลองอีกสักรอบไหมล่ะ?” ลักซ์ยิ้มเยาะกวนประสาทพวกเขาไม่หยุดก่อนจะตะลุมบอนกันอีกรอบ