จารึกที่ 91 : การคำนวณที่ผิดพลาด : ราคาที่ต้องจ่าย
ณ ปากทางเข้าเหมืองร้างหุบเขาหมอก
บรรยากาศภายในลานหินหน้าปากเหมืองในยามนี้นั้น อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้งจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดที่สาดกระเซ็นผสมปนเปไปกับกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและกลิ่นกำมะถันจางๆ จากร่องรอยการระเบิดของยันต์อักขระก่อนหน้านี้ เศษหินศิลาที่แตกกระจายเกลื่อนพื้นสะท้อนแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมาจากยอดไม้แห้งตาย ก่อให้เกิดเงาทะมึนที่เต้นระบำไปตามแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่ล้มระเนระนาด
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างของ 'กุ่ยโส่ว' (หัตถ์ผี) นักฆ่าระดับพระกาฬผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกมืด ถูกอัดกระเด็นไปติดอยู่กับผนังหินผา สภาพของมันในตอนนี้ช่างห่างไกลจากคำว่า 'น่าเกรงขาม' ที่มันเคยภาคภูมิใจ
เสื้อคลุมสีดำสนิทที่เคยพลิ้วไหวอย่างลึกลับ บัดนี้ขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เผยให้เห็นเกราะอ่อนด้านในที่มีรอยยุบและรอยฉีกขาดจากแรงกระแทกมหาศาล เลือดสีแดงสดผสมสีดำคล้ำ (จากพิษ) ไหลซึมออกมาจากมุมปากและบาดแผลตามร่างกาย หยดลงสู่พื้นดินแห้งผากเสียงดัง ติ๋ง... ติ๋ง... ราวกับนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย
ทว่า สิ่งที่ทำให้กุ่ยโส่วหวาดกลัวที่สุด ไม่ใช่บาดแผลทางกาย แต่เป็น 'ความผิดพลาดทางข้อมูล' ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าพิษชนิดใดในยุทธภพ
ดวงตาที่แดงก่ำด้วยความโกรธและความตื่นตระหนกของมัน จ้องมองไปยังเบื้องหน้า
ที่นั่น... มีเงาร่างสีดำทมิฬสองร่างยืนตระหง่านขวางทางหนีของมันอยู่ ราวกับยมทูตที่ถูกส่งมาจากขุมนรก
ร่างหนึ่งคือ อสูรกายรูปร่างมนุษย์ที่มีความสูงเกือบสองเมตร 'เจ้าสัว' หรือที่มันเข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นเพียงหุ่นศิลาธรรมดา บัดนี้ ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง ผิวของมันไม่ได้หยาบกร้านเหมือนก้อนหินอีกต่อไป แต่มันกลับมันวาว เรียบเนียน และลึกล้ำราวกับ 'หยกทมิฬ' เนื้อดีที่ผ่านการขัดเกลามานับพันปี ตามข้อต่อและร่องลึกบนชุดเกราะหยกนั้น มีเส้นสายของอักขระสีทองอร่ามไหลเวียนอยู่อย่างแผ่วเบา ราวกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตจักรกล และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ดวงตาคู่นั้น... ดวงตา สีทองอำพัน ที่สว่างวาบขึ้นในความมืด มันจ้องมองมาที่กุ่ยโส่วด้วยความนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก ไร้ความเมตตา มีเพียงจิตสังหารที่เย็นยะเยือกแผ่ออกมา
และบนไหล่กว้างของเจ้าหุ่นหยกทมิฬนั้น ยังมีสัตว์อสูรตัวจ้อยเกาะอยู่... 'เจ้าถุงเงิน' แมงมุมทมิฬแปดขาที่ดูเหมือนจะไร้พิษสง แต่นักฆ่าอย่างกุ่ยโส่วย่อมดูออกว่า ประกายสีม่วงคล้ำที่เคลือบอยู่บนเขี้ยวคู่หน้าของมันนั้น คือพิษร้ายแรงที่พร้อมจะละลายเครื่องในของเหยื่อให้กลายเป็นน้ำเหลวได้ในพริบตา
"เป็นไปไม่ได้..." กุ่ยโส่วกัดฟันจนได้ยินเสียงกรามขบกันดังกรอด "ข้อมูลจากผู้ว่าจ้างระบุชัดเจน... เป้าหมายเป็นเพียงศิษย์สายนอกขยะ ของ สำนักหมึกวารี... สำนักที่ตกต่ำจนแทบจะสิ้นชื่อไปจากยุทธภพแล้วไม่ใช่รึ! แล้วไอ้หุ่นเชิดระดับสูงที่ทรงพลังขนาดนี้... มันไปเอามาจากไหน!"
ความสับสนตีตื้นขึ้นมาในอก มันเคยได้ยินตำนานเก่าแก่ว่า ในอดีตกาล สำนักหมึกวารี แห่งนี้ เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในนาม 'สำนักหมื่นอักขระ' ผู้เป็นเจ้าแห่งศาสตร์อักขระทั้งปวง แต่ตำนานนั้นมันจบสิ้นไปนับพันปีแล้วมิใช่หรือ? ปัจจุบันสำนักนี้เป็นเพียงสำนักรองที่เน้นการใช้น้ำหมึกวาดภาพเพื่อฝึกจิตวิญญาณเท่านั้น แล้วเหตุใด... เหตุใดศิษย์สายนอกคนหนึ่งถึงได้ครอบครองศาสตร์แห่งหุ่นเชิดที่ลึกล้ำและทรงพลังปานนี้ได้?
"ข้อมูลของเจ้าคงเก่าไปหน่อยนะ พี่ชาย หรือไม่... คนที่จ้างเจ้ามา ก็คงอยากจะยืมมือข้ากำจัดเจ้าทิ้งพอดี"
เสียงยียวนกวนประสาทดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด
อาเจีย ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดด้านหลังของเจ้าสัว ใบหน้าของเด็กหนุ่มเปื้อนรอยยิ้มจางๆ ที่ดูไร้พิษภัย แต่ในแววตากลับซ่อนความเจ้าเล่ห์และการคำนวณที่รวดเร็วยิ่งกว่าลูกคิดของพ่อค้าหน้าเลือด
ในมือของอาเจียควงมีดสั้นเล่มเล็กเล่นอย่างสบายอารมณ์ ควงพลิกไปมาอย่างคล่องแคล่ว แต่ในใจของเขากลับกำลังกรีดร้องด้วยความเสียดาย
'โธ่เอ๊ย... รองเท้าเดินลมคู่ใจของข้า พื้นสึกไปตั้งสองส่วนจากการวิ่งหนีเมื่อกี้... ค่ายาบำรุงเจ้าสัวอีก... ค่าสึกหรอจิตใจข้าอีก... งานนี้ถ้าไม่ได้กำไรคืนมาสักสิบเท่า ข้าจะตามไปคิดดอกเบี้ยกับวิญญาณมันยันปรโลกเลยคอยดู!'
"เจ้าจ้างข้ามาฆ่า... ด้วยราคาเท่าไหร่ข้าไม่รู้ แต่เจ้าดันไม่ประเมิน 'ราคาต้นทุน' ของเป้าหมายให้ดี" อาเจียเอ่ยเสียงเย็น "ในโลกธุรกิจ... การประเมินคู่ค้าผิดพลาด มีค่าเท่ากับหายนะ... และในโลกนักฆ่า... ความผิดพลาดนั้น ต้องจ่ายด้วยชีวิต"
คำพูดของอาเจียเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะของกุ่ยโส่ว ศักดิ์ศรีของยอดนักฆ่าถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดของเด็กเมื่อวานซืน
"ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม... คิดว่ามีหุ่นเชิดกระป๋องนั่นแล้วจะชนะข้าได้งั้นรึ!"
"ตายซะ!"
กุ่ยโส่วคำรามลั่น ตัดสินใจทุ่มเทหน้าตักใช้ไพ่ตายใบสุดท้าย มันกัดลิ้นตัวเองพ่นเลือดสดๆ ลงบนแขนขวากลไก
ฉี่...
เสียงเลือดเดือดพล่านดังขึ้นเมื่อสัมผัสกับโลหะ แขนกลกุ่ยโส่วเริ่มส่งเสียงคำราม ครืด... ครืด... กลไกภายในหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดความร้อนสะสม เหล็กไหลเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงฉานราวกับลาวาที่กำลังจะระเบิด
"เคล็ดวิชามาร : กรงเล็บผีกลืนวิญญาณ!"
ร่างของกุ่ยโส่วเลือนหายไปกลายเป็นเงาสีดำ พุ่งเข้าใส่อาเจียด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน เป้าหมายคือลำคอของเด็กหนุ่ม!
วินาทีแห่งความเป็นความตาย อาเจียไม่ได้ขยับตัวหลบแม้แต่น้อย เขายืนนิ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตะโกนสั่งการ
"เจ้าสัว! โหมดประหยัดพลังงาน... ปิดการใช้งาน! ปลดล็อกลิมิตเตอร์... จัดเต็มร้อยส่วน!"
วูบ!
เสียงตัดอากาศดังสนั่น ทันทีที่สิ้นเสียงคำสั่ง ดวงตาสีทองอำพันของเจ้าสัวก็สว่างวาบจนแสบตา อักขระสีทองตามร่างกายหยกทมิฬเปล่งแสงเจิดจ้า ราวกับมังกรที่ตื่นจากการจำศีล
ไม่มีความเทอะทะของหุ่นหินอุ้ยอ้ายที่กุ่ยโส่วเคยดูแคลนอีกต่อไป การเคลื่อนไหวของ หุ่นเชิดหยกทมิฬ ในร่างสมบูรณ์นั้น ลื่นไหล รวดเร็ว และเงียบกริบราวกับสายน้ำที่เกรี้ยวกราด
ตูม!
กำปั้นหยกสีดำพุ่งสวนออกไปปะทะกับกรงเล็บมารของกุ่ยโส่วกลางอากาศ!
เคร้ง! เปรี๊ยะ!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า คลื่นกระแทกจากการปะทะกระจายออกเป็นวงกว้าง ฝุ่นผงและเศษหินปลิวว่อนไปทั่วถ้ำ แต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง
กรงเล็บกลไกที่กุ่ยโส่วภาคภูมิใจว่าตัดเหล็กกล้าได้ดั่งเต้าหู้ เมื่อปะทะกับกำปั้นของเจ้าสัว มันกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้แม้แต่น้อย กลับกัน แรงกระแทกอันมหาศาลจาก 'แก่นธาตุดินศักดิ์สิทธิ์' ที่อัดแน่นอยู่ในร่างหยกทมิฬ ได้ส่งแรงสะท้อนกลับไปจนกรงเล็บนั้น 'บิดงอ' ผิดรูป!
"อะ... อะไรกัน!" กุ่ยโส่วเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากแขนขวาขึ้นสู่สมอง กระดูกแขนของมันแหลกละเอียดจากการปะทะ
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบ...
ในจังหวะที่กุ่ยโส่วเสียหลัก อาเจียที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังก็ขยับมือ
"คิดจะหนีรึ? สายไปแล้ว!"
อาเจียสะบัดนิ้วมือทั้งสิบอย่างรวดเร็ว 'เส้นด้ายวิญญาณ' (Spirit Thread) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งเขาแอบวางค่ายกลไว้รอบๆ พื้นที่ต่อสู้ตั้งแต่เริ่มคุย ถูกกระตุกขึ้นพร้อมกัน
เส้นด้ายปราณที่เหนียวแน่นดั่งเอ็นมังกร พุ่งขึ้นจากพื้นเข้าไปพันรัดข้อเท้าทั้งสองข้างของกุ่ยโส่วเอาไว้แน่น
"อึก!"
กุ่ยโส่วที่กำลังจะดีดตัวถอยหลังกลับถูกกระชากขาจนเสียหลัก ร่างของมันลอยค้างอยู่กลางอากาศ เปิดช่องว่างมรณะที่หน้าอกและลำตัว
"เจ้าถุงเงิน! ปิดตา!" อาเจียสั่งการต่อเนื่อง
เจ้าแมงมุมทมิฬตัวน้อยกระโดดลอยตัวจากไหล่ของเจ้าสัว พุ่งเข้าหาใบหน้าของกุ่ยโส่ว มันอ้าปากกว้าง พ่นใยพิษสีขาวขุ่นที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเหนียวหนึบ เข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้างของนักฆ่าอย่างแม่นยำ
"อ๊ากกกกก! ตาข้า!"
กุ่ยโส่วกรีดร้องโหยหวน มือปัดป่ายไปมาด้วยความทรมาน แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
"ปิดบัญชี!"
เจ้าสัวง้างหมัดขวาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่เป็นการผนึกพลังปฐพีจากพื้นดิน ไหลผ่านขา ขึ้นสู่เอว ส่งผ่านไหล่ และระเบิดออกที่กำปั้น อักขระบนแขนเรืองแสงสีทองเจิดจ้าจนถึงขีดสุด
ปัง!
หมัดหยกทมิฬกระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของกุ่ยโส่วเต็มแรง เสียงกระดูกซี่โครงหักดังลั่น กร๊อบ! ร่างของยอดนักฆ่าปลิวละลิ่วเหมือนว่าวสายป่านขาด พุ่งไปกระแทกกับผนังถ้ำด้านหลังอย่างจัง
ตูม!
ผนังหินยุบลงไปเป็นหลุมลึก ร่างของกุ่ยโส่วจมหายเข้าไปในกำแพงหิน แขนกลไกที่บิดเบี้ยวหลุดกระเด็นตกกระแทกพื้นเสียงดัง เคร้ง... เลือดสีแดงคล้ำทะลักออกจากปากและจมูก ลมหายใจสุดท้ายของมันขาดห้วง ดวงตาที่บอดสนิทเบิกโพลงด้วยความเคียดแค้นและความกลัว ก่อนที่ศีรษะจะพับตกลงมา สิ้นใจตายในสภาพที่น่าเวทนา
ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ปากทางเข้าเหมืองร้างหุบเขาหมอกอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วๆ ของ เฟิงอี้หราน ที่นั่งหมดสภาพอยู่ตรงมุมโขดหิน และเสียงการทำงานที่เงียบกริบของเจ้าสัวที่ค่อยๆ ลดระดับพลังงานลง แสงสีทองที่ดวงตาหรี่ลงจนกลับมาเป็นปกติ
อาเจียยืนมองผลงานตรงหน้า เขาถอนหายใจยาวเหยียด ปาดเหงื่อที่หน้าผาก (ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงเท่าไหร่)
"เฮ้อ... จบสักที เปลืองพลังงานชะมัด" เขาบ่นพึมพำ เอามือลูบหน้าอกตัวเองเหมือนจะปลอบขวัญ "เจ้าสัว... เมื่อกี้เจ้าใช้พลังงานไปกี่ส่วน? หวังว่าคงไม่เกิน 5% นะ? ไม่งั้นคืนนี้ข้าคงต้องนอนร้องไห้แน่"
"เจ้าเด็กงก..." เสียงของ มู่เฉิน วิญญาณบรรพชนในพู่กันดังขึ้นในหัว "ชนะยอดนักฆ่าระดับนี้ได้ แทนที่จะดีใจ เจ้ากลับห่วงเรื่องค่าพลังงานรึ? ช่างสมกับเป็นเจ้าจริงๆ"
อาเจียยักไหล่ ก่อนจะหันไปมอง เฟิงอี้หราน คุณชายตระกูลเฟิงที่กำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปไประหว่างความทึ่ง ความกลัว และความโล่งใจ
อาเจียฉีกยิ้มการค้าที่คุ้นเคย แววตาเปลี่ยนจากนักรบผู้เหี้ยมโหดกลับมาเป็นพ่อค้าหน้าเลือดทันที
"ปลอดภัยแล้วขอรับ คุณชายเฟิง... ว่าแต่... เงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ กับโบนัสค่าความเสี่ยง... ท่านเตรียมไว้พร้อมหรือยัง?"